กองเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง Blog
แจ้งความคืบหน้าล่าสุดการจัดพิมพ์ใบประกาศนียบัตรนักธรรมและธรรมศึกษา ประจำปีการศึกษา ๒๕๖๘ โดยส่วนกลางกรุงเทพมหานคร ได้จัดพิมพ์เสร็จสมบูรณ์แล้ว ขณะนี้กำลังเร่งทยอยพิมพ์ในส่วนของภูมิภาคทั่วประเทศ ตามที่สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง ได้เริ่มดำเนินการจัดพิมพ์ประกาศนียบัตร ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา เพื่อมอบให้แก่ผู้สอบผ่านนักธรรมและธรรมศึกษาทุกระดับชั้นนั้น สถานะการดำเนินงานล่าสุด คือ กำหนดการและสถานที่ติดต่อรับเอกสาร เพื่อให้การส่งมอบใบประกาศนียบัตรเป็นไปด้วยความรวดเร็ว สำนักเรียนต่าง ๆ สามารถติดต่อขอรับได้ตามกำหนดการ ดังนี้ ข้อสำคัญ: ผู้ที่ได้รับมอบหมายมารับประกาศนียบัตร จะต้องนำหนังสือนำเพื่อติดต่อขอรับ มาแสดงเป็นหลักฐานด้วยทุกครั้ง เวลาทำการและช่องทางติดต่อ สามารถติดต่อขอรับได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป (ตามกำหนดการข้างต้น) ในเวลา 10.00 – 16.30 น....
ในระบบการปกครองคณะสงฆ์และจารีตประเพณีไทย “พระอารามหลวง” หรือที่เรียกในภาษาทั่วไปว่าวัดหลวง มิได้ดำรงสถานะเพียงพุทธศาสนสถานทั่วไป หากแต่เป็นสัญลักษณ์แห่งพระราชศรัทธาและความมั่นคงของพระพุทธศาสนาภายใต้พระบรมราชูปถัมภ์ การพิจารณายกฐานะจากวัดราษฎร์ขึ้นเป็นพระอารามหลวงจึงเป็นกระบวนการที่มีความสำคัญยิ่งในเชิงนิติศาสตร์และพุทธจักรบริหาร ซึ่งต้องอาศัยทั้งประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าและมาตรฐานการบริหารจัดการที่เป็นเลิศสอดคล้องกับระเบียบปฏิบัติในคู่มือพระสังฆาธิการ
ในระบบการปกครองคณะสงฆ์ไทย “สมณศักดิ์” ถือเป็นกลไกสำคัญในการบริหารงานสังฆมณฑล มิใช่เพียงเครื่องหมายเชิดชูเกียรติคุณเท่านั้น แต่ยังเป็นระเบียบวิธีที่ใช้ในการส่งเสริมขวัญกำลังใจและคัดสรรบุคลากรผู้มีความรู้ความสามารถเข้ามาช่วยขับเคลื่อนงานพระศาสนา โดยเฉพาะในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ คณะสงฆ์ได้กำหนดหลักเกณฑ์มาตรฐานไว้ใน “ระเบียบมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการขอประทวนสมณศักดิ์ให้แก่พระภิกษุที่เป็นกรรมการการศึกษา หรือผู้อุปการะโรงเรียน พ.ศ. ๒๕๒๖” เพื่อเป็นกระบวนการยกย่องพระภิกษุผู้เสียสละและทำคุณประโยชน์ต่อการศึกษาของชาติและพระพุทธศาสนา บทความนี้จะวิเคราะห์ถึงหลักเกณฑ์นิติวิธี ขั้นตอนการดำเนินการ และนัยสำคัญของสมณศักดิ์ประทวนในฐานะก้าวแรกสู่ตำแหน่งปกครองระดับสูงตามที่ระบุในคู่มือพระสังฆาธิการ
การมรณภาพของพระภิกษุในทางพระพุทธศาสนา มิใช่เพียงเรื่องของสรีระสังขารเท่านั้น แต่ในทางโลกยังมีนัยสำคัญประการหนึ่งคือการจัดการด้านนิติวิธีและระเบียบทางการปกครองสงฆ์ โดยเฉพาะการดำเนินการเกี่ยวกับศพและมรดกทรัพย์สิน เพื่อให้เกิดความเรียบร้อยและถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายและคู่มือพระสังฆาธิการ ฉบับปี ๒๕๖๗ ตลอดจนหลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่เกี่ยวข้อง สาระสำคัญที่พุทธบริษัทและผู้เกี่ยวข้องควรทราบมีดังนี้
ในระบอบการปกครองคณะสงฆ์ไทย นอกเหนือจากสมณศักดิ์หรือพัดยศที่ได้รับพระราชทานเพื่อบ่งบอกถึงฐานันดรศักดิ์และตำแหน่งทางการปกครองแล้ว สิ่งที่มีความสำคัญและใกล้ชิดกับพุทธศาสนิกชนมากที่สุดในวิถีปฏิบัติ คือการเรียกคำนำหน้าชื่อพระสงฆ์ ทว่าในอดีตมักปรากฏความสับสนในการใช้คำเรียกขานที่ไม่เป็นเอกภาพ เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและรักษาจารีตประเพณีอันดีงาม กรมการศาสนาจึงได้กำหนดมาตรฐานการเรียกคำนำหน้าชื่อพระสงฆ์ไว้อย่างเป็นระบบ โดยอ้างอิงตามบรรทัดฐานของพุทธจักรไทยดังนี้
ในทางนิติศาสตร์และพุทธจักรบริหาร เมื่อพระภิกษุถึงแก่มรณภาพ การจัดการสังขารและทรัพย์มรดกมิได้เป็นเพียงเรื่องของจารีตประเพณีหรือความโศกเศร้าของศิษยานุศิษย์เท่านั้น แต่ยังมีนัยสำคัญในทางกฎหมายปกครองคณะสงฆ์และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ต้องพิจารณาอย่างถ่องแท้ ปัญหาความสับสนเกี่ยวกับผู้มีอำนาจจัดการศพและสถานะของทรัพย์มรดก มักนำไปสู่ข้อพิพาทระหว่างทายาทโดยธรรมและวัดที่เป็นภูมิลำเนา บทความนี้จึงมุ่งวิเคราะห์บรรทัดฐานทางกฎหมายและระเบียบปฏิบัติสำหรับพระสังฆาธิการ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเชิงนิติศาสตร์และพุทธศาสตร์ตามแนวทางของคู่มือพระสังฆาธิการ
ในทางกฎหมายและระเบียบปฏิบัติของคณะสงฆ์ไทย “ที่ดินของวัด” และ “ที่ธรณีสงฆ์” ถือเป็นศาสนสมบัติที่มีสถานะพิเศษและได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยหลักเกณฑ์ปกติแล้ว การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของวัดให้แก่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งนั้นจะกระทำได้ยากมาก และต้องตราเป็นพระราชบัญญัติเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติมีแนวทางทางนิติศาตร์ที่น่าสนใจคือ การอุทิศที่ดินโดยปริยายเพื่อประโยชน์สาธารณะ เช่น การสร้างทางหลวงผ่านพื้นที่วัด ซึ่งถือเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่ปรากฏในคู่มือพระสังฆาธิการและบรรทัดฐานของศาลฎีกา
ในมิตินิติศาสตร์และการบริหารงานคณะสงฆ์ วัดมิได้ดำรงฐานะเพียงศูนย์รวมจิตใจของพุทธบริษัทเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ที่มีการแบ่งส่วนการใช้สอยอย่างชัดเจนตามพระธรรมวินัยและกฎหมายแผ่นดิน หนึ่งในประเด็นที่มักเกิดความสงสัยในทางปฏิบัติคือ สถานะทางนิตินัยของ “กุฏิพระ” ว่าควรถูกจัดเป็นพื้นที่สาธารณะเพื่อการบูชา หรือเป็นพื้นที่ส่วนตัวเพื่อการพำนักอาศัย ซึ่งสถานะที่แตกต่างกันนี้ย่อมส่งผลโดยตรงต่อการปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา โดยเฉพาะในฐานความผิดเกี่ยวกับการลักทรัพย์
ในวาระที่พุทธศักราช ๒๕๗๒ กำลังใกล้เข้ามา นับเป็นหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่พุทธศาสนิกชนชาวไทยควรได้รำลึกถึง เพราะเป็นวาระครบรอบ ๑๐๐ ปี แห่งการจัดสอบ “ธรรมศึกษา” ซึ่งถือเป็นระบบการศึกษาพระธรรมสำหรับฆราวาสที่สำคัญยิ่ง
ในสังคมไทย “วัด” มิได้ดำรงสถานะเพียงศาสนสถานเพื่อการบำเพ็ญสมณธรรมเท่านั้น แต่ในทางนิตินัย วัดยังมีสถานะเป็นนิติบุคคลที่ทรงสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายแผ่นดิน การอุบัติขึ้นของวัดใหม่แต่ละแห่งจึงมิใช่เพียงเรื่องของศรัทธาเพียงอย่างเดียว แต่มีความเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งกับนิติสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของที่ดิน ทายาท และคณะสงฆ์ ภายใต้การกำกับดูแลของมหาเถรสมาคม
ในระบบการปกครองคณะสงฆ์ไทย วัดและคณะสงฆ์มิได้ดำรงอยู่เป็นเอกเทศจากสังคม หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างนิติรัฐที่ต้องมีความสัมพันธ์กับพุทธบริษัทอย่างใกล้ชิด ภายใต้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศาสนิกชนฝ่ายฆราวาสมิได้มีหน้าที่เพียงการอุปถัมภ์บำรุงเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญในฐานะ “ผู้พิทักษ์ความบริสุทธิ์ของพระศาสนา” ผ่านสิทธิในการตรวจสอบและร้องทุกข์เมื่อพบเห็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม