การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและงบประมาณในการศึกษาพระปริยัติธรรม: บทวิเคราะห์เปรียบเทียบจากประกาศ มส. ๒๕๕๕ สู่ พ.ร.บ. ๒๕๖๒

บทนำ การเปลี่ยนผ่านระบบการบริหารจัดการศึกษาของคณะสงฆ์จากกรอบกฎหมายเดิมตาม ประกาศมหาเถรสมาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ มาสู่การบังคับใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ และกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้อง

นับเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญยิ่งต่อระบบนิเวศการศึกษาพระปริยัติธรรม การเปลี่ยนแปลงนี้มิได้เพียงแค่ยกระดับสถานะทางกฎหมาย แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อ “หลักเกณฑ์การจัดตั้งสถานศึกษา” และ “ระบบการจัดสรรงบประมาณ” ที่มีความชัดเจน เป็นระบบ และเชื่อมโยงกับกลไกภาครัฐมากยิ่งขึ้น บทความนี้จะวิเคราะห์เปรียบเทียบประเด็นการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจน

๑. พลวัตด้านหลักเกณฑ์การจัดตั้งสถานศึกษา ประเด็นความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดในมิตินี้ คือการถ่ายโอนอำนาจการกำกับดูแลจากมหาเถรสมาคม (มส.) โดยตรง ไปสู่ “คณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม (กศป.)” ซึ่งมีสถานะเป็นองค์กรตามกฎหมาย (Statutory Board) โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • อำนาจในการอนุญาต: เดิมอำนาจสูงสุดในการออกระเบียบและอนุญาตตั้งโรงเรียนเป็นของ มส. ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ แต่ภายใต้กฎหมายใหม่ อำนาจในการออกข้อบังคับ ระเบียบ หรือประกาศเกี่ยวกับการจัดตั้งสถานศึกษาตกเป็นของ กศป. โดยเฉพาะ
  • คุณสมบัติของสถานศึกษา: แม้หลักเกณฑ์พื้นฐานจะยังคงยึดโยงกับความถูกต้องของวัด การจัดการเรียนการสอน และความพร้อมด้านบุคลากร/อาคารสถานที่ แต่ภายใต้กฎหมายใหม่ การพิจารณาคุณสมบัติจะดำเนินการภายใต้ระเบียบที่ กศป. กำหนดอย่างเคร่งครัด
  • บทเฉพาะกาล (การรับรองสถานะ): กฎหมายใหม่ได้บัญญัติรับรองสถานะให้ สำนักเรียนและสำนักศาสนศึกษาที่ได้รับอนุญาตจัดตั้งก่อนวันที่ พ.ร.บ. มีผลบังคับใช้ (๑๖ เมษายน ๒๕๖๒) มีฐานะเป็น “สถานศึกษาพระปริยัติธรรม” ตามกฎหมายนี้โดยอัตโนมัติ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการดำเนินงาน

๒. การปฏิรูประบบงบประมาณและสิทธิประโยชน์ โครงสร้างใหม่ได้วางระบบการเงินการคลังที่รัดกุมและเชื่อมโยงกับกลไกการบริหารงานบุคคล (HR) โดยยกระดับจากการ “ให้การสนับสนุนทั่วไป” เป็น “หน้าที่ของรัฐในการอุดหนุน” ดังนี้

๒.๑ โครงสร้างอำนาจและการกำกับดูแลค่าตอบแทน

  • บทบาทของรัฐ: เปลี่ยนจากแนวปฏิบัติเดิมที่ พศ. ให้การสนับสนุนตามนโยบาย มาเป็นบทบัญญัติตามกฎหมายที่ “รัฐต้องอุดหนุนงบประมาณ” ตามความจำเป็นและเหมาะสม
  • กระบวนการงบประมาณ: สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) มีหน้าที่จัดทำแผนงบประมาณเสนอต่อ มส. เพื่อความเห็นชอบ
  • มาตรฐานค่าตอบแทน: การกำหนดอัตราเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และสวัสดิการของ “เจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม (จศป.)” เป็นอำนาจของ กศป. แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ “ต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง” เพื่อให้สอดคล้องกับวินัยการเงินการคลังของรัฐ

๒.๒ กลไกและวงรอบการเบิกจ่าย กฎหมายใหม่ได้กำหนดระเบียบวิธีปฏิบัติในการขอรับเงินอุดหนุนที่มีความละเอียดและตรวจสอบได้ชัดเจนขึ้น:

  • การจำแนกประเภทการจ่าย: แบ่งชัดเจนระหว่าง “กลุ่มผู้สนับสนุนการศึกษา” (ได้รับค่าตอบแทนรายเดือน) และ “กลุ่มผู้ปฏิบัติงานสอน” (ได้รับค่าตอบแทนรายชั่วโมง)
  • หน่วยงานรับผิดชอบ: การยื่นคำขอรับงบประมาณจะดำเนินการผ่านหน่วยงานหลัก ได้แก่ สำนักงานแม่กองบาลีสนามหลวง, สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง และศูนย์พระปริยัตินิเทศก์แห่งคณะสงฆ์
  • ปฏิทินงบประมาณ: มีการกำหนดห้วงเวลาการส่งคำขอที่ชัดเจนเพื่อความเป็นระเบียบ
    • รายเดือน (แม่กอง/นักวิชาการ): ยื่นภายในวันที่ ๑๐ ของทุกเดือน
    • รายคาบ (ครูสอน) และเจ้าสำนัก: ยื่น ๓ ครั้งต่อปีงบประมาณ (ภายใน ๑๐ ธ.ค., ๓๐ เม.ย., และ ๓๑ ก.ค.)
  • การตรวจสอบ: มอบอำนาจให้กองพุทธศาสนศึกษาและสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด เป็นกลไกหลักในการกำกับติดตามการใช้จ่าย

บทสรุป การเปลี่ยนแปลงจากประกาศ มส. ๒๕๕๕ สู่ พ.ร.บ. ๒๕๖๒ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการทำให้ระบบการศึกษาพระปริยัติธรรมมีความเป็นสากลและยั่งยืน โดยการจัดตั้งสถานศึกษาจะอยู่ภายใต้มาตรฐานที่ กศป. กำหนด ในขณะที่ระบบงบประมาณได้ถูกปรับเปลี่ยนจากการสงเคราะห์เป็นการจัดสรรตามสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ซึ่งต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานจากกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *