สถานภาพทางกฎหมายและสิทธิประโยชน์ของ “จศป.” ภายใต้ พ.ร.บ. การศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒

การประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ และ ข้อบังคับคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม (กศป.) ว่าด้วยการบริหารงานบุคคลฯ พ.ศ. ๒๕๖๓ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการบริหารทรัพยากรบุคคลของคณะสงฆ์

กฎหมายฉบับนี้ได้วางรากฐานโครงสร้างใหม่โดยกำหนดนิยาม สถานภาพทางกฎหมาย และสิทธิประโยชน์ของบุคลากรไว้อย่างชัดเจน ภายใต้ชื่อเรียกขานใหม่ว่า “เจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม (จศป.)” บทความนี้จะนำเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับสถานะและการบริหารจัดการค่าตอบแทนของ จศป. ตามกรอบกฎหมายใหม่

๑. นิยามและสถานภาพทางกฎหมายของ จศป. “เจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม” หรือเรียกโดยย่อว่า “จศป.” คือคำนิยามทางกฎหมายที่ครอบคลุมบุคลากรทุกประเภทในระบบการศึกษาพระปริยัติธรรม โดยมีสาระสำคัญดังนี้:

  • ขอบเขตนิยาม: หมายความรวมถึงผู้ปฏิบัติงานในสถานศึกษาพระปริยัติธรรม และผู้ปฏิบัติงานในส่วนงานการศึกษาพระปริยัติธรรม (สศป.)
  • องค์ประกอบบุคคล: ประกอบด้วยบุคคล ๒ กลุ่ม คือ บรรพชิต (พระภิกษุ/สามเณร) และ คฤหัสถ์ (ฆราวาส) ซึ่งได้รับค่าตอบแทนจากงบประมาณแผ่นดิน
  • การเข้าสู่ตำแหน่ง: ต้องผ่านกระบวนการสรรหา บรรจุ และแต่งตั้งตามหลักเกณฑ์ที่ กบป. กำหนด
  • บทเฉพาะกาล: กฎหมายได้รับรองสถานะให้ผู้ที่ดำรงตำแหน่งหรือปฏิบัติหน้าที่อยู่เดิม (ตามประกาศ มส. เดิม) มีสถานะเป็น จศป. ตามข้อบังคับใหม่โดยอัตโนมัติ

โครงสร้างตำแหน่งงาน: เพื่อให้การบริหารงานบุคคลมีความชัดเจน ได้มีการจำแนกประเภทตำแหน่งออกเป็น ๒ กลุ่มหลัก ได้แก่:

  1. ประเภทผู้ปฏิบัติงานสอน: ได้แก่ ข้าราชการครูพระปริยัติธรรมและครูโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา (ตั้งแต่ระดับปฏิบัติการ ถึงเชี่ยวชาญพิเศษ)
  2. ประเภทผู้สนับสนุนการศึกษา: ได้แก่ ผู้ทำหน้าที่บริหารและสนับสนุนงานวิชาการ แบ่งเป็น ๔ สายงาน คือ ตำแหน่งบริหาร, ตำแหน่งอำนวยการ, ตำแหน่งวิชาการ และตำแหน่งทั่วไป

๒. การบริหารจัดการค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ ระบบค่าตอบแทนใหม่ถูกกำกับดูแลโดย คณะกรรมการบริหารงานบุคคลการศึกษาพระปริยัติธรรม (กบป.) ภายใต้ความเห็นชอบของ กศป. และกระทรวงการคลัง เพื่อให้เกิดวินัยทางการเงินการคลัง

๒.๑ มาตรฐานการกำหนดค่าตอบแทน กบป. มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดบัญชีอัตราเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง เงินวิทยฐานะ และสวัสดิการต่าง ๆ โดยนำหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติของ “กฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน” มาบังคับใช้โดยอนุโลมในกรณีที่ไม่มีระเบียบเฉพาะกำหนดไว้

๒.๒ รูปแบบการจ่ายเงินอุดหนุนค่าตอบแทน การจัดสรรงบประมาณดำเนินการผ่านสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยแบ่งลักษณะการจ่ายเป็น ๒ รูปแบบ:

  • ค่าตอบแทนรายเดือน: สำหรับตำแหน่งบริหารและวิชาการ เช่น แม่กองบาลี/ธรรมสนามหลวง, นักวิชาการศาสนา, เจ้าสำนักเรียน/ศาสนศึกษา และเลขานุการ (ยื่นคำขอภายในวันที่ ๑๐ ของทุกเดือน หรือตามรอบงบประมาณ)
  • ค่าตอบแทนรายชั่วโมง: สำหรับครูสอนพระปริยัติธรรม แผนกธรรมและแผนกบาลี (ยื่นคำขอ ๓ ครั้งต่อปีงบประมาณ: ธ.ค., เม.ย., ก.ค.)

๒.๓ เงื่อนไขและข้อจำกัด

  • การห้ามรับซ้ำซ้อน: หาก จศป. ดำรงตำแหน่งหลายหน้าที่ ให้ได้รับค่าตอบแทน “เพียงตำแหน่งเดียว” โดยยึดตามตำแหน่งที่สูงกว่าหรือเท่ากัน
  • การสิ้นสุดการจ่าย: สิทธิในการรับค่าตอบแทนจะสิ้นสุดลงทันทีเมื่อออกจากงาน (เว้นแต่กรณีออกในวันสิ้นเดือน) หรือกรณีถูกลงโทษไล่ออกเพราะกระทำผิดวินัย

๓. การพ้นจากตำแหน่งและการเกษียณอายุ กฎหมายได้กำหนดวาระการดำรงตำแหน่งและการเกษียณอายุไว้อย่างชัดเจนเพื่อการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนบุคลากร:

  • คฤหัสถ์: เกษียณอายุเมื่อครบ ๖๐ ปีบริบูรณ์ (ณ สิ้นปีงบประมาณ)
  • บรรพชิต: เกษียณอายุเมื่อครบ ๗๐ ปี (โดยสามารถต่ออายุราชการได้คราวละ ๑ ปี รวมไม่เกิน ๑๐ ปี หากมีความจำเป็นและเหมาะสม)
  • การพ้นจากสมณเพศ: สำหรับ จศป. ที่เป็นบรรพชิต หากลาสิกขาหรือพ้นจากความเป็นบรรพชิต ให้ถือว่า “พ้นจากความเป็น จศป.” ด้วยทันที

บทสรุป การปฏิรูปกฎหมายครั้งนี้ส่งผลให้ “จศป.” มีสถานภาพที่มั่นคงและชัดเจนขึ้น มีระบบค่าตอบแทนที่อิงมาตรฐานภาครัฐ และมีเส้นทางความก้าวหน้าในวิชาชีพ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของคณะสงฆ์ให้ยั่งยืนสืบไป

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *