ผลกระทบทางนิติวิธีของ “ข้อบังคับ กศป. พ.ศ. ๒๕๖๗”: การเปลี่ยนผ่านอำนาจและมาตรฐานการศึกษาพระปริยัติธรรม

การประกาศใช้ “ข้อบังคับคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม ว่าด้วยการจัดตั้งสถานศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๗” นับเป็นหมุดหมายสำคัญทางนิติศาสตร์ของวงการการศึกษาพระปริยัติธรรม

ข้อบังคับฉบับนี้มิได้เพียงแค่เป็นกฎหมายลำดับรองที่ออกตามความใน พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อโครงสร้างอำนาจและนิติวิธีในการกำกับดูแลการศึกษาของคณะสงฆ์ โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านบทบาทจากมหาเถรสมาคม (มส.) ไปสู่คณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม (กศป.) บทความนี้จะวิเคราะห์ถึงผลกระทบดังกล่าวใน ๓ มิติสำคัญ

๑. พลวัตแห่งอำนาจ: การเปลี่ยนศูนย์กลางการกำกับดูแล ข้อบังคับ พ.ศ. ๒๕๖๗ ได้สร้างความชัดเจนในเรื่องดุลยภาพแห่งอำนาจใหม่ โดยลดบทบาทการใช้อำนาจทางปกครองโดยตรงของ มส. และเพิ่มบทบาทการบริหารจัดการตามกฎหมายของ กศป.

  • การสิ้นสุดอำนาจของประกาศเดิม: เดิมทีการจัดการศึกษาอยู่ภายใต้ “ประกาศมหาเถรสมาคม พ.ศ. ๒๕๕๕” ซึ่งอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ แต่เมื่อมี พ.ร.บ. การศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะ ข้อบังคับ พ.ศ. ๒๕๖๗ จึงเข้ามาแทนที่ในส่วนของหลักเกณฑ์การจัดตั้งและการยุบเลิกสถานศึกษา เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายแม่บท
  • การเสริมสร้างความสมบูรณ์ของกฎหมาย: ข้อบังคับใหม่ทำหน้าที่เติมเต็มรายละเอียดในทางปฏิบัติให้แก่ พ.ร.บ. ๒๕๖๒ เช่น การนิยามประเภทสถานศึกษาให้ชัดเจน และการรับรองสถานะทางกฎหมายของสำนักเรียนเดิมให้มีความต่อเนื่องโดยอัตโนมัติ

๒. การยกระดับมาตรฐานเชิงเนื้อหาและกระบวนการ (Substantive & Procedural Standards) ผลกระทบที่จับต้องได้ที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การพิจารณาจาก “ดุลยพินิจ” สู่ “มาตรฐานเชิงปริมาณ” ที่วัดผลได้:

๒.๑ เกณฑ์มาตรฐานเชิงปริมาณ (Quantitative Criteria) ข้อบังคับใหม่กำหนดเงื่อนไขที่เข้มงวดขึ้นเพื่อประกันคุณภาพและความยั่งยืน:

  • เกณฑ์ประสบการณ์: สำหรับการขอจัดตั้ง “สำนักเรียน” ต้องมีประวัติการจัดการเรียนการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่า ๒ ปี
  • เกณฑ์จำนวนผู้เรียน: กำหนดจำนวนผู้เรียนขั้นต่ำไว้ที่ ไม่น้อยกว่า ๑๕ รูป เพื่อความคุ้มค่าในการบริหารจัดการ

๒.๒ การเปลี่ยนแปลงกระบวนการอนุมัติ (Approval Procedure)

  • ขาเข้า (การจัดตั้ง): แม้การอนุมัติขั้นสุดท้ายสำหรับสำนักเรียนยังคงเป็นอำนาจของ มส. แต่กระบวนการกลั่นกรองต้องผ่าน กศป. และแม่กองทั้งสองสนามหลวงอย่างเป็นระบบ
  • ขาออก (การยุบเลิกและทรัพย์สิน): การเปลี่ยนแปลงสำคัญอยู่ที่การจัดการทรัพย์สิน โดยโอนอำนาจการพิจารณา “สังหาริมทรัพย์” จากเจ้าคณะผู้ปกครองระดับจังหวัด มาสู่ คณะกรรมการ (กศป.) ส่วนกลาง เพื่อให้การบริหารทรัพยากรเป็นไปตามยุทธศาสตร์ภาพรวม

๓. ความสอดคล้องเชิงระบบของกฎหมาย (Regulatory Coherence) ข้อบังคับ พ.ศ. ๒๕๖๗ มิได้ดำรงอยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่ทำงานสอดประสานกับกฎหมายฉบับอื่นในระบบ กศป. อย่างกลมกลืน:

  • ความเชื่อมโยงกับระบบงานบุคคล: ข้อบังคับนี้สอดรับกับ ข้อบังคับ กศป. ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๓ โดยกำหนดมาตรฐานสถานศึกษาเพื่อให้ “เจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม (จศป.)” มีกรอบการปฏิบัติงานที่ชัดเจน
  • การเทียบเคียงมาตรฐานภาครัฐ: การระบุให้นำกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินมาใช้บังคับโดยอนุโลมในกรณีที่ไม่มีระเบียบกำหนด สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการนำระบบบริหารจัดการภาครัฐสมัยใหม่ (New Public Management) มาประยุกต์ใช้ในการศึกษาคณะสงฆ์

บทสรุป โดยสรุป “ข้อบังคับ กศป. พ.ศ. ๒๕๖๗” เปรียบเสมือน “กฎหมายลูกบทสำคัญ” ที่เข้ามาแปรเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. ๒๕๖๒ ให้เป็นรูปธรรม ส่งผลให้การจัดตั้งและบริหารสถานศึกษาเปลี่ยนจากระบบจารีตนิยมมาสู่ “ระบบนิติรัฐ” ที่มีมาตรฐาน โปร่งใส และตรวจสอบได้ อันเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาการศึกษาของคณะสงฆ์ให้ยั่งยืนสืบไป

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *