บทวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบอำนาจหน้าที่: กลไกสามเสาหลัก “กศป.” “สศป.” และ “อบป.” ในการบริหารการศึกษาพระปริยัติธรรม
นับตั้งแต่การประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ ระบบการจัดการศึกษาของคณะสงฆ์ได้ถูกยกระดับเข้าสู่การบริหารจัดการสมัยใหม่ โดยมีการจัดตั้งองค์กรสามระดับเพื่อทำหน้าที่ในมิติที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ได้แก่ คณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม (กศป.), ส่วนงานการศึกษาพระปริยัติธรรม (สศป.), และ คณะอนุกรรมการบริหารงานบุคคลการศึกษาพระปริยัติธรรม (อบป.)
การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบนี้มุ่งเน้นการจำแนกอำนาจหน้าที่ของกลไกทั้งสามระดับนี้ เพื่อทำความเข้าใจถึงโครงสร้างการกำกับดูแล การกำหนดมาตรฐาน และการปฏิบัติการในระบบการศึกษาพระปริยัติธรรม (ปริยัติ)
——————————————————————————–
๑. กศป. (คณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม): เสาหลักด้านนโยบายและกลยุทธ์
กศป. คือ คณะกรรมการนโยบายสูงสุด ในระบบการศึกษาพระปริยัติธรรม มีอำนาจหน้าที่ในการวางกรอบทิศทางและมาตรฐานการกำกับดูแลทั้งระบบ
| อำนาจหน้าที่หลักของ กศป. | รายละเอียดที่สำคัญ |
| การกำกับดูแลและกำหนดมาตรฐาน | กำหนด มาตรฐานการศึกษาพระปริยัติธรรมและการประกันคุณภาพการศึกษา และควบคุมดูแลการจัดการศึกษาให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์. |
| อำนาจทางนิติบัญญัติ | มีอำนาจ ออกข้อบังคับ ระเบียบ หรือประกาศ เพื่อปฏิบัติการตาม พ.ร.บ. ๒๕๖๒. ตัวอย่างเช่น ข้อบังคับเกี่ยวกับการจัดตั้งสถานศึกษาฯ พ.ศ. ๒๕๖๗. |
| การอนุมัติทางวิชาการและโครงสร้าง | อนุมัติหลักสูตรการศึกษาพระปริยัติธรรม (ต้องได้รับความเห็นชอบจาก มส. สำหรับแผนกธรรมและบาลีสนามหลวง), อนุมัติให้ ปริญญาและประกาศนียบัตร, และอนุมัติการจัดตั้งโรงเรียน (แผนกสามัญศึกษา). |
| การบริหารงานบุคคล (ระดับนโยบาย) | กำหนดมาตรฐานกลางการบริหารงานบุคคล (เงินเดือน, อัตรากำลัง, สวัสดิการ) และต้อง ให้ความเห็นชอบ การกำหนดอัตราเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ที่ กบป. เสนอ. |
| การคุ้มครองระบบคุณธรรม | ทำหน้าที่เป็น องค์กรสูงสุดในการอุทธรณ์และร้องทุกข์ ของเจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม (จศป.) หากไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของ กบป.. |
——————————————————————————–
๒. สศป. (ส่วนงานการศึกษาพระปริยัติธรรม): เสาหลักด้านปฏิบัติการและฐานทรัพยากร
สศป. เป็น ส่วนงานปฏิบัติการ และเป็น “พื้นที่จริง” ในการจัดการศึกษาและบริหารบุคลากร สศป. ประกอบด้วย สำนักงานแม่กองบาลีสนามหลวง, สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง, สำนักงานการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา, ศูนย์พระปริยัตินิเทศก์แห่งคณะสงฆ์ และสถานศึกษาพระปริยัติธรรมที่สังกัดสำนักงานเหล่านี้.
| บทบาทหน้าที่หลักของ สศป. | รายละเอียดที่สำคัญ |
| การเป็นหน่วยงานหลัก | เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ รับผิดชอบงานการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมแต่ละแผนก (แผนกธรรม, บาลี, สามัญ). |
| การบริหารทรัพยากร | มีบทบาทเป็น หน่วยงานขอรับเงินอุดหนุน จากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (สำนักงาน) เพื่อเป็นค่าตอบแทนแก่ จศป.. |
| การปฏิบัติงานบุคลากร | จศป. ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานใน สศป. มีหน้าที่ต้อง อุทิศเวลาของตนให้แก่ สศป. และ ปฏิบัติงานให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบของ กศป. กบป. และ สศป.. |
| การเสนอแนะ/รางวัล | สามารถ กำหนดให้บำเหน็จความชอบพิเศษ แก่ จศป. ที่มีผลงานดีเด่น หรือปฏิบัติงานที่เป็นประโยชน์แก่ สศป. โดยเป็นไปตามระเบียบที่ อบป. กำหนด. |
——————————————————————————–

๓. อบป. (คณะอนุกรรมการบริหารงานบุคคลการศึกษาพระปริยัติธรรม): เสาหลักด้านการปฏิบัติการทรัพยากรบุคคลเฉพาะส่วนงาน
อบป. คือ คณะอนุกรรมการ ที่จัดตั้งขึ้น เพื่อบริหารทรัพยากรบุคคล (จศป.) ใน สศป. แต่ละแห่ง ทำหน้าที่เสมือนฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) ประจำส่วนงาน.
| อำนาจหน้าที่หลักของ อบป. | รายละเอียดที่สำคัญ |
| การบริหารงานบุคคลระดับพื้นที่ | เป็นกลไกในระดับปฏิบัติการที่นำหลักเกณฑ์ของ กบป. มาใช้ในการบริหาร จศป. ภายใน สศป. ของตน. |
| การกำหนดชั่วโมงทำงานและวันหยุด | มีอำนาจในการ กำหนดวัน เวลาปฏิบัติงาน และวันหยุด ให้กับ จศป.. |
| การพัฒนาบุคลากร | กำหนด หลักเกณฑ์และวิธีการในการพัฒนา จศป.. |
| การดำเนินการทางวินัยเบื้องต้น | มีบทบาทในการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการ ดำเนินการทางวินัย, การสั่งให้ออกจากงานในกรณีทั่วไป (ยกเว้นตำแหน่งบริหาร), และการกำหนดระเบียบการให้บำเหน็จความชอบพิเศษ. |
——————————————————————————–
๔. บทสรุปเชิงเปรียบเทียบและการกำกับดูแลแบบลำดับชั้น
ระบบการศึกษาพระปริยัติธรรมภายใต้ พ.ร.บ. ๒๕๖๒ ได้จำลองโครงสร้างการบริหารงานบุคคลแบบราชการพลเรือนมาใช้ โดยมีการแยกอำนาจและบทบาทตามลำดับชั้นอย่างชัดเจน ดังนี้:
1. กศป. (คณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม): ผู้กำหนดนโยบายและมาตรฐานสูงสุด (Policy Board) ทำหน้าที่กำหนดวิสัยทัศน์ มาตรฐานการศึกษาทั้งหมด และให้ความเห็นชอบมาตรฐานอัตรากำลังและค่าตอบแทนของบุคลากร.
2. กบป. (คณะกรรมการบริหารงานบุคคลการศึกษาพระปริยัติธรรม): ผู้กำหนดกฎเกณฑ์และระเบียบกลาง (HR Regulator) ทำหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และมาตรฐานการบริหารงานบุคคล (จศป.) ให้แก่ สศป. ทั้งหมด เสมือนเป็น “สำนักงาน ก.พ. ของคณะสงฆ์”.
3. สศป. (ส่วนงานการศึกษาพระปริยัติธรรม): หน่วยงานปฏิบัติการ (Operating Unit) เป็นองค์กรที่นำหลักเกณฑ์และกฎระเบียบของ กศป. และ กบป. ไปปฏิบัติในการจัดการเรียนการสอนและบริหารงานประจำ.
4. อบป. (คณะอนุกรรมการบริหารงานบุคคลการศึกษาพระปริยัติธรรม): ผู้บริหารงานบุคคลในพื้นที่ (Local HR Executive) เป็นกลไกที่ทำงานเชิงปฏิบัติการภายใน สศป. เพื่อดูแล จศป. ในสังกัดโดยตรงตามระเบียบที่ กบป. กำหนด.
กล่าวโดยสรุป โครงสร้างนี้แสดงถึง การรวมศูนย์อำนาจในการวางมาตรฐาน ไว้ที่ กศป. และ กบป. (ระดับนโยบาย) และ การกระจายอำนาจในการบริหารงานบุคคลและปฏิบัติการ ลงไปยัง สศป. และ อบป. (ระดับพื้นที่) เพื่อให้เกิดการตรวจสอบและถ่วงดุลอย่างเป็นระบบ.

