แฟ้มธรรม ตอนที่ ๒ เปิดกรุเอกสาร ร.ศ. ๑๓๐: จุดเริ่มต้นการสอบ “สามเณร” เพื่อยกเว้นเกณฑ์ทหาร
เมื่อการเกณฑ์ทหารมาถึงวัด: สามเณรรูปไหนจะได้ไปต่อ?
ย้อนกลับไปในสมัยรัชกาลที่ ๖ (ร.ศ. ๑๓๐ หรือ พ.ศ. ๒๔๕๔) เมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติเกณฑ์ทหาร ทางการต้องการให้ชายไทยรับใช้ชาติ แต่ก็ทรงมีพระเมตตาต่อผู้ใฝ่ศึกษาในพระพุทธศาสนา จึงมีข้อยกเว้นให้ “สามเณรรู้ธรรม” ไม่ต้องเกณฑ์ทหาร
แต่ปัญหาคือ… “แค่ไหนถึงเรียกว่ารู้ธรรม?”
นี่คือจดหมายเหตุสำคัญจาก พระยาวิสุทธสุริยศักดิ์ (เสนาบดีกระทรวงธรรมการ) ที่กราบบังคมทูลรัชกาลที่ ๖ เพื่อขออนุมัติร่างประกาศกำหนดหลักเกณฑ์การสอบคัดเลือกสามเณร ซึ่งถือเป็นต้นแบบของการสอบนักธรรมสนามหลวงในปัจจุบัน
📝 สรุปใจความสำคัญจากเอกสาร
สำหรับท่านที่ต้องการทราบเนื้อหาหลักโดยไม่ต้องแกะภาษาโบราณ เราสรุปมาให้ดังนี้ครับ
- วัตถุประสงค์: เพื่อคัดกรองสามเณรที่มีความรู้จริง ให้ได้รับการยกเว้นเกณฑ์ทหาร ส่วนใครที่บวชแล้วไม่ได้เรียน หรือไม่มีประโยชน์ต่อศาสนา ต้องสึกไปเป็นทหาร
- เกณฑ์การตัดสิน “สามเณรรู้ธรรม”:
- ต้องเป็นผู้มีความรู้ภาษาบาลี (มคธ) ตามที่กรรมการเห็นสมควร
- ต้องมีความรู้ใน “ธรรม” ของสามเณร
- สนามสอบแรกในกรุงเทพฯ (๔ แห่ง):
- วัดบวรนิเวศวิหาร
- วัดมหาธาตุ
- วัดสุทัศนเทพวราราม
- วัดเบญจมบพิตร
- ช่วงเวลาสอบ: ปีละ 2 ครั้ง (ต้นเดือนกันยายน และ ต้นเดือนมีนาคม)
เอกสารจดหมายเหตุต้นฉบับ (คลิกเพื่ออ่าน)
วันที่ ๘ เดือนสิงหาคม ร.ศ. ๑๓๐
ขอพระราชทานกราบบังคมทูล ทราบฝ่าละอองพระบาท
ข้าพระพุทธเจ้าได้ร่างประกาศเรื่องสามเณรรู้ธรรม สอดซองทูลเกล้าฯ ถวายมานี้ เพื่อขอพระบารมีเป็นที่พึ่งทรงตรวจ เพราะเป็นเรื่องแปลกอยู่ และคิดด้วยเกล้าฯ ว่า เห็นจะต้องทูนเกล้าฯ ถวายก่อนประกาศด้วย ทั้งจะต้องรีบประกาศ ด้วยเวลาจวนนัก ส่วนบัญชีสำหรับลงทะเบียน และใบประกาศนียบัตรนั้น จะได้รับพระราชทานทำขึ้นถวายทรงตรวจในภายหลัง ข้าพระพุทธเจ้าจะได้มาฟังพระกระแสในเวลาพรุ่งนี้ ทั้งนี้จะควรประการใด แล้วแต่จะโปรดเกล้า
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดเกล้า ฯ ข้าพระพุทธเจ้า วิสุทธสุริยศักดิ์
(ประมวลพระนิพนธ์ฯ การศึกษา, หน้า ๒๐๗-๒๑๑.)
กระทรวงธรรมการ วันที่ สิงหาคม ร.ศ. ๑๓๐ รองเสนาบดี
(ร่างประกาศ) เสนาบดีกระทรวงธรรมการ เผดียงมายังสมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะ พระครู เจ้าอาวาสทั้งหลายทราบทั่วกัน
ด้วย ในการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้เป็นศาสนูปถัมภก ในพระบวรพุทธศาสนา ได้ทรงจัดการทนุบำรุงปกครองพระราชอาณาจักรให้รุ่งเรืองขึ้น และได้ตั้งพระราชบัญญัติ จัดการเกณฑ์ชายฉกรรจ์เข้ารับราชการทหาร เพื่อป้องกันรักษาพระราชอาณาเขตให้มีความสงบราบคาบ…
…ทรงพระราชปริวิตกว่า บรรดาชายหนุ่ม ซึ่งมีนิสัยและปรารถนาจะศึกษาทางนี้ จะขาดโอกาสที่จะศึกษาในเวลาอันสมควร จึงได้ทรงพระมหากรุณา พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ยกเว้น ผู้ที่มุ่งเข้าไปศึกษาในเพศบรรพชิตได้เล่าเรียนพระธรรมวินัย อันเรียกตามพระราชบัญญัตินั้นว่า “สามเณรรู้ธรรม” ให้คงงดเว้นราชการทหารชั่วเวลาที่ปฏิบัติการศึกษาอยู่ในเพศบรรพชิต…
บัดนี้ พระเถรานุเถระ… ได้หารือ กำหนดองคคุณแห่งสามเณรรู้ธรรมลงเป็นหลักว่า
๑. กำหนดองค์ของสามเณรรู้ธรรม ให้กำหนดตามสมควรแก่ความรู้ที่ต้องการในมณฑลนั้น ๆ มุ่งเอาประโยชน์พระศาสนาเป็นที่ตั้ง ๒. องค์ของสามเณรรู้ธรรมในกรุงเทพฯ นั้น รู้มคธภาษา กรรมการสอบ เห็นว่าใช้ได้ กับรู้ธรรมของสามเณรด้วย ๓. สามเณรที่ไม่มีประโยชน์แก่พระศาสนา คือว่า แม้สึกเข้ารับราชการ ก็ไม่เป็นเหตุเสื่อมการข้างวัด เช่น ขาดคนเล่าเรียน จะหาคนมีความรู้ได้น้อยเป็นต้น สามเณรเช่นนั้น เมื่อต้องเรียก ก็ให้สึกเข้ารับราชการ
…บัดนี้ จึงขอเผดียงแก่พระเถรานุเถระ เจ้าคณะและเจ้าอาวาสทั้งหลาย ให้ทราบว่าสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ที่สังฆนายก ได้ทรงกำหนดสถานที่ที่จะสอบไล่ความรู้ขึ้นในกรุงเทพฯ บัดนี้ ๔ ตำบล คือ
- ที่วัดบวรนิเวศวิหาร ๑
- ที่วัดมหาธาตุ ๑
- ที่วัดสุทัศนเทพวราราม ๑
- ที่วัดเบญจมบพิตร ๑
…เหตุฉะนั้น วัดใดมีสามเณรที่ศึกษาเล่าเรียนอยู่ในทางนี้เท่าใด และสมัครจะเข้าสอบไล่ ถ้าเป็นวัดอื่นนอกจากสถานที่สอบไล่ ก็ให้เจ้าอาวาส บอกบัญชีไปสมทบสำนักที่สอบไล่ สำนักใดสำนักหนึ่ง ตามแต่จะสมัคร บัญชีนั้นให้แจ้งรายการตามหัวข้อที่ได้กำหนดไว้ในท้ายหมายนี้…
หัวข้อรายการที่จะส่งบัญชี ๑. ชื่อสามเณรผู้จะเข้าสอบไล่ ๒. วัน เดือน ปีเกิด ๓. ตำหนิ ๓ แห่ง (รูปพรรณสัณฐาน) ๔. ชื่อบิดา ๕. ชื่อมารดา ๖. บ้านที่จดสำมะโนครัวเดิม (เลขหมาย, ตำบล, โรงพักกองตระเวน, อำเภอ, เมือง) ๗. ที่อยู่ในบัดนี้ (สำนัก, วัด, ตำบล, โรงพักกองตระเวน, อำเภอ, เมือง) ๘. ได้บวชและได้เรียนมาชั่วเวลาเท่าใด

💡 เกร็ดความรู้ท้ายเรื่อง (Did You Know?)
- ร.ศ. ๑๓๐ คือปีอะไร?: ตรงกับ พ.ศ. ๒๔๕๔ ในสมัยรัชกาลที่ ๖
- โรงพักกองตระเวน: เป็นคำเรียกสถานีตำรวจในสมัยก่อน (กองตระเวน คือ ตำรวจนครบาล)
- สามเณรรู้ธรรม: คือจุดเริ่มต้นของการสอบ “นักธรรม” ซึ่งต่อมาได้พัฒนาหลักสูตรให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศโดยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส

