พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ ๙) : ต้นแบบแห่งการศึกษาธรรมอย่างแท้จริง
พระพุทธศาสนาในสังคมไทยดำรงความมั่นคงสืบมาช้านาน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีองค์อัครศาสนูปถัมภกผู้ทรงเป็นแบบอย่างในการประพฤติปฏิบัติและศึกษาพระธรรมอย่างลึกซึ้ง พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ ๙) เป็นพระมหากษัตริย์ผู้มีพระราชศรัทธาแรงกล้า มีพระราชดำริและพระราชกรณียกิจที่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า พระองค์ทรงเป็น “ต้นแบบของผู้ศึกษาธรรม” ทั้งด้วยพระราชจริยวัตร การศึกษา และการนำหลักธรรมไปใช้ในการบริหารราชการแผ่นดินอย่างเป็นรูปธรรม

๑. ทรงศึกษาธรรมด้วยพระองค์เองอย่างสม่ำเสมอ
แม้ว่าพระองค์จะทรงมีภารกิจนานัปการ แต่เป็นที่ปรากฏชัดเจนจากคำบันทึกของผู้ใกล้ชิดและพระบรมราโชวาทหลายครั้งว่า ทรงศึกษาพระธรรมเป็นกิจวัตร ไม่ว่าจะเป็นพระสูตร หลักอริยสัจ ๔ พรหมวิหารธรรม หรือหลักวินัยสำหรับผู้นำ พระองค์ทรงอ่าน คิด วิเคราะห์ และทรงนำหลักธรรมมาประมวลกับเหตุการณ์บ้านเมือง เพื่อวางพระราชดำริอย่างถูกต้องเหมาะสม
พระราชกระแสที่ปรากฏในหลายโอกาสสะท้อนว่า การพิจารณาปัญหาใด ๆ ทรงตั้งอยู่บนพื้นฐานของธรรม เช่น
- ความพอประมาณ
- การรู้จักประเมินเหตุและผล
- ความไม่ทำให้ตนและผู้อื่นเดือดร้อน
ซึ่งล้วนเป็นคำสอนสำคัญของพระพุทธศาสนา
๒. นำหลักธรรมสู่การปฏิบัติจริง – พระมหากษัตริย์ผู้ทรงทำมากกว่าตรัส
คุณลักษณะสำคัญของผู้ศึกษาธรรมคือ “การปฏิบัติ” และในจุดนี้ รัชกาลที่ ๙ ถือเป็นแบบอย่างสูงสุด พระองค์ทรงนำหลักธรรมพื้นฐาน เช่น
- เมตตา
- กรุณา
- วิริยะ
- ขันติ
- อุเบกขา
มาเป็นหลักในการทรงงาน
หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงก็ทรงสังเคราะห์จากพุทธธรรม เช่น อิทธิบาท ๔ และ มัชฌิมาปฏิปทา เพื่อให้ราษฎรสามารถดำเนินชีวิตอย่างมีเหตุผล มีความพอดี และมีภูมิคุ้มกัน
พระองค์มิได้เพียงทรงสั่งสอน แต่ทรงแสดงให้เห็นด้วยพระราชจริยวัตร เช่น
• เสด็จไปยังพื้นที่ทุรกันดารแม้เส้นทางลำบาก
• รับฟังความทุกข์ยากของประชาชนด้วยความเมตตา
• บำเพ็ญพระราชกรณียกิจด้วยความเพียรไม่หยุดยั้ง
ภาพเหล่านี้คือ “บทเรียนธรรมะ” ที่ไม่มีในตำรา แต่มีอยู่ในพระราชจริยวัตรให้ประชาชนได้ศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม
๓. การใช้ปัญญาและไตร่ตรองตามหลักพุทธธรรม
พระองค์เป็นผู้ทรงเน้น “ปัญญาที่เกิดจากการพินิจไตร่ตรอง” ไม่ใช่เพียงความรู้ในเชิงทฤษฎี หลักธรรมในหมวด ปัญญาสิกขา เช่น สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ ถูกนำไปใช้ในการวิเคราะห์ปัญหาซับซ้อนของบ้านเมือง กระบวนการคิดที่ละเอียด รอบคอบ สุขุม และเป็นกลาง ถือเป็นแบบอย่างของการใช้ธรรมะกำกับความคิด
๔. ทรงเผยแพร่ธรรมผ่านพระราชดำรัส
พระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทในโอกาสต่าง ๆ ของรัชกาลที่ ๙ ถือเป็น “ธรรมทาน” อันยิ่งใหญ่ พระองค์ทรงนำสาระของธรรม เช่น
- ความซื่อสัตย์
- ความรับผิดชอบ
- การทำหน้าที่
- การรู้จักประมาณตน
สื่อออกมาในภาษาที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน แต่ลึกซึ้ง และสามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
คำสอนหลายตอนมิได้กล่าวธรรมะโดยตรง แต่มีสาระเชิงธรรมะอยู่ครบถ้วน ทำให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าสามารถเข้าถึง “แก่นธรรม” ได้โดยไม่ติดกับรูปแบบทางวิชาการ
๕. ต้นแบบของผู้ศึกษาธรรมที่เรียนรู้ตลอดชีวิต
สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือ พระองค์ทรงเป็น ผู้ใฝ่รู้ตลอดชีวิต ซึ่งเป็นหลักธรรมสำคัญในหมวดไตรสิกขา ผู้ศึกษาธรรมที่แท้จริงต้อง “เรียนรู้ไม่หยุดยั้ง” และพระองค์ทรงยืนยันว่าวิถีชีวิตของผู้มีปัญญา คือการค่อย ๆ ศึกษา ทบทวน และปรับปรุงตนเองอยู่เสมอ
พระราชจริยวัตรเช่นนี้ ทำให้ประชาชนสามารถมองเห็น “แบบอย่างของผู้ปฏิบัติธรรม” ที่เป็นจริง ไม่ได้อยู่เพียงในคัมภีร์ แต่ดำรงอยู่ในชีวิตประจำวันของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงใช้ปัญญาและคุณธรรมเป็นหลักนำทาง
บทสรุป
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ ๙) เป็นบุคคลที่สังคมยกย่องว่าเป็นต้นแบบของผู้ศึกษาธรรม เพราะพระองค์ทรงรวมทั้ง
- การศึกษา
- การปฏิบัติ
- การสอน
- และการนำธรรมไปใช้แก้ปัญหาจริง
ไว้อย่างครบถ้วน ในฐานะพระมหากษัตริย์ ผู้เป็นทั้งนักคิด นักปฏิบัติ ผู้มีเมตตาธรรม และผู้สละแรงกายแรงใจเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน
ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงเป็นแบบอย่างสูงสุดของผู้ศึกษาธรรมในยุคปัจจุบัน เป็นแรงบันดาลใจแก่พระสงฆ์ นักธรรม นักเรียนธรรมศึกษา และประชาชนทั่วไปอย่างไม่เสื่อมคลาย

