แฟ้มธรรม ตอนที่ ๔: ปฏิวัติการศึกษาคณะสงฆ์! จาก “บาลี” สู่ “นักธรรม” (เอกสารประวัติศาสตร์ ร.ศ. ๑๓๐)
เมื่อ “บาลี” ยากเกินไปสำหรับหัวเมือง… ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง
ในการประชุมเถรสมาคม ครั้งที่ ๒ (มีนาคม ร.ศ. ๑๓๐) สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ทรงเสนอ “คำชี้แจง” ที่เปรียบเสมือนพิมพ์เขียวของการศึกษาคณะสงฆ์ไทยสมัยใหม่
พระองค์ทรงวิเคราะห์ผลการสอบครั้งแรกแล้วพบว่า การบังคับให้สามเณรต้องรู้ภาษาบาลี (มคธ) เพื่อแลกกับการยกเว้นเกณฑ์ทหารนั้น “ตึงเกินไป” และไม่สามารถขยายโอกาสทางการศึกษาไปสู่พระเณรในต่างจังหวัดได้ พระองค์จึงทรงเสนอทางออกใหม่ ด้วยการแบ่งหลักสูตรเป็น 2 สาย คือ “อย่างสามัญ” (เรียนธรรมะภาษาไทย) และ “อย่างวิสามัญ” (เรียนบาลีควบคู่)
💡 ถอดรหัสเอกสาร: ๕ ข้อเสนอเปลี่ยนโลก (ฉบับเข้าใจง่าย)
จากเอกสารโบราณ พระองค์ได้ทรงวางระบบใหม่ไว้ ๕ ข้อ ดังนี้:
- เปิดกว้างให้ทั้งพระและเณร: หลักสูตรใหม่นี้อนุญาตให้สอบได้ทั้งภิกษุและสามเณร ขอแค่ “เขียนและแต่งภาษาไทยได้”
- กำเนิด “นักธรรม” (อย่างสามัญ): ตัดวิชาภาษาบาลีออก เน้นเรียนธรรมะและแต่งเรียงความแก้กระทู้ธรรม (ภาษาไทย) แบ่งเป็น 2 ประโยค
- สิทธิพิเศษ: ผู้ที่สอบ “อย่างสามัญ” ได้เพียงประโยค ๑ จะได้รับการยกเว้นเกณฑ์ทหารทันที และหลักสูตรนี้จะกระจายไปทั่วประเทศ
- กำเนิด “เปรียญธรรมแบบใหม่” (อย่างวิสามัญ): สำหรับผู้มีศักยภาพ ต้องสอบภาษาบาลีเพิ่ม (อรรถกถาและไวยากรณ์) เทียบเท่าเปรียญธรรม ๓ ประโยคเดิม
- เริ่มที่กรุงเทพฯ: หลักสูตรบาลีเข้มข้น (วิสามัญ) จะเริ่มจัดสอบเฉพาะในกรุงเทพฯ ก่อน

📜 เอกสารจดหมายเหตุฉบับเต็ม
คลิกเพื่ออ่าน “คำชี้แจงแก่เถรสมาคม” ฉบับเต็ม
คำชี้แจงแก่เถรสมาคม ในเรื่องกำหนดองค์สามเณรรู้ธรรม
เมื่อมิถุนายนหลัง เถรสมาคมได้กำหนดองค์ของสามเณรรู้ธรรมในกรุงเทพฯ ไว้คือ รู้ภาษามคธพอใช้ได้ แลรู้ธรรมของสามเณร ส่วนในหัวเมืองมณฑลกรุงเทพฯ ก็ดี ในมณฑลอื่นก็ดี ให้กำหนดตามสมควรแก่ความรู้ที่ต้องการในมณฑลนั้น ๆ กระทรวงกลาโหมยอมรับตามนั้นแล้ว ฯ
ข้าพเจ้าได้กำหนดตั้งหลักสูตรตามเค้านั้น ภาษามคธเพียงท้องนิทานในอรรถกถาธรรมบท ธรรมของสามเณรนั้น เลือกเอาธรรมวิภาคในนวโกวาทกับแต่งความแก้กระทู้ธรรม จะเอาแต่เพียงสามเณรานุสิกขา เห็นว่าอ่อนเกินไป แลได้จัดการสอบไล่เป็นตำบล ๆ ๓ ตำบล ที่วัดบวรนิเวศ ๑ ที่ วัดมหาธาตุ ๑ ที่วัดเบญจมบพิตร ๑ เลือกพระราชาคณะบ้าง พระเปรียญบ้างเป็นกรรมการผู้สอบ หมวดหนึ่งอย่างน้อย ๓ รูป ฯ
มีสามเณรเข้าสอบรวมทั้ง ๓ ตำบล ๑๗๙ รูป ได้ ๑๓๙ รูป ตก ๔๐ รูป ฯ ในจำนวนที่ได้นั้นจัดเป็น ๓ ชั้น ได้ครบ ๓ อย่างจัดเป็นเอก ได้ ๔๘ รูป ได้แต่ ๒ อย่างจัดเป็นโท ได้ ๔๔ รูป ได้แต่อย่างเดียวจัดเป็นตรี ได้ ๔๗ รูป ฯ ชั้นโทแลชั้นตรีตกความรู้อย่างใด ความรู้อย่างนั้นก็เป็นอันได้เรียนเหมือนกันแต่หากยังไม่ชำนาญ ฯ
พิจารณาดูความรู้ของสามเณร ๓ ชั้นนั้น ชั้นเอกมีความรู้ดีกว่าผู้ได้ประโยคธรรมบทอันยังค้าง ไม่ครบกำหนดเป็นเปรียญ ชั้นโทมีความรู้พอสมควรได้รับยกเว้นจากความต้องเรียกเป็นทหาร เพื่อเล่าเรียนสืบอายุพระศาสนา ชั้นตรีอยู่ข้างจะอ่อนไป ยังควรแก้ไขอีกเพื่อได้ความรู้สูงขึ้น ฯ
ข้าพเจ้าขอให้กระทรวงธรรมการกราบบังคมทูล ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้สามณรผู้ได้ชั้นเอก เป็นสามเณรรู้ธรรมประโยค ๑ เมื่อเข้าแปลปริยัติ ให้แปลแต่ประโยค ๒ ขึ้นไป ถ้าได้จัดองค์สำหรับประโยค ๒ แลมีผู้สอบได้ ขอให้ได้เป็นเปรียญ ๒ ประโยคดุจรามัญ เทียบเปรียญ ๓ ประโยค ฯ สามเณรรู้ธรรมประโยค ๑ เข้าแปลปริยัติในเที่ยวนี้ ๓๑ รูป ได้ตลอดประโยค ๓, ๑๐ รูป ได้เพียงประโยค ๒, ๗ รูป ตกประโยค ๒, ๑๓ รูป ยังไม่ได้เข้าแปลประโยค ๓ อีก ๑ รูป นับแต่ที่ได้ประโยค ๓ ก็ราว ๑ เสี้ยวที่สาม นับทั้งได้ประโยค ๒ ด้วย ก็กว่าครึ่งจำนวนที่เข้า ฯ
การกำหนดองค์ของสามเณรรู้ธรรมเช่นนี้ ทำให้สามเณรมีความรู้ดีขึ้นเห็นปรากฏดังนี้ แต่ยังแคบ เพราะใช้ได้แต่ในกรุงเทพฯ หรือเฉพาะวัดมีที่เรียนปริยัติ ในหัวเมืองจะจัดตามนี้ก็ไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้หลักสูตรในกรุงเทพฯ ยังสูงมากกว่าที่จะจัดในหัวเมือง ทั้งยกให้แล้วว่าในกรุงควรจะสูงกว่าในหัวเมืองแลยังสูงสำหรับวัด อันไม่มีที่เรียนปริยัติในกรุงเทพฯ นี้เอง เห็นควรจะแก้ไขให้ได้ประโยชน์กว้างกว่านี้ ตามระเบียบดังต่อไปนี้ :
๑. ตั้งหลักสูตรสำหรับสอบความรู้ธรรมเป็น ๒ อย่าง เป็นสามัญอย่าง ๑ วิสามัญอย่าง ๑ อนุญาตให้เข้าสอบได้ทั้งภิกษุ ทั้งสามเณร แต่ต้องรู้จักเขียน รู้จักแต่งภาษาไทยใช้ได้แล้ว ฯ
๒. อย่างสามัญนั้น เว้นมคธภาษา แบ่งเป็น ๒ ประโยค คือ
- ประโยค ๑ ธรรมวิภาคกับเรียงความแก้กระทู้ธรรม ไม่ต้องชักที่มา ต้องได้พร้อมกันทั้ง ๒ อย่าง ในคราวเดียว ฯ
- ประโยค ๒ พุทธประวัติย่อกับเรียงความแก้กระทู้ธรรมชักที่มาในหนังสือไทย สุดแต่จะกำหนดให้ว่ากี่แห่ง ต้องได้พร้อมกันทั้ง ๒ อย่างในคราวเดียว ฯ
- สอบได้ทั้ง ๒ ประโยคนี้ เป็นนักธรรม ๒ ประโยค ก่อนแต่จะรับประกาศนียบัตร ภิกษุต้องสอบวินัยบัญญัติในนวโกวาทให้ได้ก่อน สามเณรยังรับไม่ได้ กว่าจะอุปสมบทแล้ว แลสอบวินัยบัญญัติได้แล้ว ฯ
๓. อย่างสามัญนี้ จะจัดทั่วไปเป็นแบบเดียวกันทั้งในกรุงทั้งในหัวเมือง ฯ ผู้สอบอย่างสามัญได้เพียงประโยค ๑ ได้รับยกเว้นตามพระราชบัญญัติเกณฑ์ทหาร ฯ
๔. อย่างวิสามัญนั้น ต้องสอบมคธภาษาเติมเข้าด้วย แบ่งเป็น ๒ ประโยค คือ
- ประโยค ๑ อรรถกถาธรรมบท มีแก้อรรถด้วย ฯ
- ประโยค ๒ บาลีไวยากรณ์ แลสัมพันธ์ ฯ
- จะสอบในคราวเดียวกันกับอย่างสามัญก็ได้ หรือได้ชั้นสามัญมาแล้ว จะสอบเพิ่มก็ได้ ฯ สอบได้ ๒ ประโยคนี้ เป็นเปรียญธรรม ๒ ประโยค เทียบเปรียญปริยัติ ๓ ประโยค ฯ
๕. อย่างวิสามัญนี้ จะจัดเฉพาะแต่ในกรุงเทพฯ เท่านี้ฯ ทั้ง ๒ อย่างนี้ ถ้าทำหนังสืออันจะใช้เป็นหลักสูตรสำเร็จก็จะขยายขึ้นไปอีก ฯ
ข้าพเจ้าแน่ใจว่า ถ้าจัดอย่างนี้ การเรียนธรรมของภิกษุสามเณรจะเจริญ ทั้งในกรุงทั้งในหัวเมือง จะได้ผู้มีความรู้ช่วยกิจพระศาสนาอีกมาก ฯ จัดการเรียนเฉพาะแต่ในทางมคธภาษาถึงเป็นหลักก็จริง แต่แคบ ความรู้อันนี้ ไม่แพร่หลายไปในหัวเมือง ภิกษุสามเณรในหัวเมืองไม่ได้เรียนในทางนี้แล้วยังซ้ำไม่ได้เรียนในทางอื่นด้วย ด้วยเหตุนี้ จึงหาพระสมควรเป็นเจ้าอาวาส เป็นอุปัชฌาย์ เป็นเจ้าคณะ ได้ เป็นอันยาก แต่ผู้ทำหน้าที่เหล่านี้จำต้องมี เมื่อจัดสอนความรู้สามัญในหัวเมืองขึ้นแล้ว คงเปลื้องความขัดข้องข้อนี้ไปได้มาก ฯ เพียงแต่เท่าที่จัดมาแล้ว ยังให้ผลดีเห็นปรากฏอยู่ ถ้าได้จัดขยายออกไป ก็คงได้ประโยชน์มากออกไป ข้าพเจ้าจึงแน่ใจแลกล่าว ดังนี้ ฯ
(ลงพระนาม) กรม-วชิรญาณวโรรส วัดพระศรีรัตนศาสดาราม วันที่ ๔ มีนาคม ร.ศ. ๑๓๐
🔍 ศัพท์น่ารู้ท้ายแฟ้ม (Glossary)
- อย่างสามัญ: คือหลักสูตร “นักธรรม” ในปัจจุบัน ที่เน้นภาษาไทยเป็นหลัก
- อย่างวิสามัญ: คือหลักสูตร “เปรียญธรรม” หรือ บาลีศึกษา
- ธรรมวิภาค: การจำแนกหัวข้อธรรม (ชื่อวิชาหนึ่งในนักธรรม)
- แก้อรรถ: การอธิบายขยายความภาษาบาลี
- รามัญ: มอญ (ในที่นี้หมายถึงระบบการสอบแบบพระสงฆ์มอญ)

