แฟ้มธรรม ตอนที่ ๑๘: ดราม่าบัตรสนเท่ห์! ต้นเหตุคำสั่ง “ต้องสอบผ่านที่วัดก่อน” ถึงจะไปสนามหลวงได้
คุณเคยสงสัยไหมว่า ทำไมการสอบนักธรรมถึงเข้มงวดนัก? เรื่องนี้มีที่มา… ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. ๒๔๕๗ การสอบในสนามหลวงเริ่มวุ่นวาย เมื่อผู้เข้าสอบมีจำนวนมากเกินไป แถมบางรูปความรู้ยังไม่แน่นพอ แต่ที่พีคที่สุดคือ “พฤติกรรมของผู้สอบตก”
ในเอกสารประวัติศาสตร์ฉบับนี้ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงระบุไว้อย่างเจ็บแสบว่า มีผู้สอบตกบางรายหัวร้อน ถึงขั้น “เขียนบัตรสนเท่ห์ส่งมากล่าวเสียดแทงกรรมการ” (เขียนจดหมายด่าแบบไม่ลงชื่อ) ซึ่งทรงมองว่าเป็นเรื่องหยาบช้า ไม่สมควรแก่สมณะ
ด้วยเหตุนี้… กฎเหล็กเพื่อ “สแกนคน” จึงถือกำเนิดขึ้น!
🛡️ ๕ กฎเหล็ก: ระบบคัดกรอง “นักธรรมวัด” สู่ “นักธรรมสนามหลวง”
เพื่อให้ได้คนที่มีคุณภาพจริงๆ เข้าสู่สนามหลวง และลดปัญหาดราม่า จึงทรงวางระเบียบใหม่ที่เปลี่ยนโฉมวงการศึกษาคณะสงฆ์ ดังนี้:
- 🛑 ต้องผ่าน “สนามวัด” ก่อน: ต่อไปนี้ใครจะมาสอบสนามหลวง (ระดับชาติ) ต้องสอบให้ผ่านเป็น “นักธรรมของวัด” (ระดับท้องถิ่น) เสียก่อน ห้ามส่งมั่วซั่วเด็ดขาด!
- 📅 จำกัดรอบสอบ: วัดจะจัดสอบเองได้ไม่เกินปีละ ๒ ครั้ง (ห่างกัน ๖ เดือน) ห้ามจัดสอบพร่ำเพรื่อแบบซ้อมสอบ
- 🪖 ไม่รอดทหาร: การสอบได้เป็น “นักธรรมของวัด” ถือเป็นแค่การซ้อมเตรียมตัว ไม่ได้รับสิทธิ์ยกเว้นเกณฑ์ทหาร (ต้องสอบได้สนามหลวงก่อนถึงจะรอด)
- 🤝 วัดเล็กพึ่งวัดใหญ่: ถ้าวัดไหนเล็กเกินไป หรือไม่ได้รับอนุญาตให้จัดสอบ ให้ส่งลูกศิษย์ไปฝากสอบรวมกับวัดอื่นที่ได้รับอนุญาต
- ⚖️ บทลงโทษ: วัดไหนจัดสอบแบบขอไปที หละหลวม ไม่ได้มาตรฐาน จะถูก “ยึดใบอนุญาต” ทันที

📜 เอกสารจดหมายเหตุ: ประกาศให้สอบความรู้เป็นนักธรรมของวัดก่อน (ด้านล่างนี้คือข้อความจากเอกสารต้นฉบับ ที่ทรงปรารภถึงปัญหาบัตรสนเท่ห์และการจัดระเบียบใหม่)
คลิกเพื่ออ่านเอกสารจดหมายเหตุ: ประกาศให้สอบความรู้เป็นนักธรรมของวัดก่อน
ประกาศให้สอบความรู้เป็นนักธรรมของวัดก่อน จึงเข้าสอบเป็นนักธรรมในสนามหลวงได้
สมเด็จพระมหาสมณะ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ตรัสประกาศไว้ว่า การสอบความรู้นักธรรมของสนามหลวง มีจำนวนผู้เข้าสอบมากขึ้นโดยลำดับ แยกวันสอบเป็นสองคราวเกือบไม่พอแล้ว และในจำนวนที่เข้าสอบนั้น ผู้มีความรู้อ่อนยังไม่สมควรเข้าก็มีมาก อนุญาตให้เข้าสอบ ไม่เป็นแต่เพียงขยายคราวสอบให้มากออกไป
ซ้ำมีบางรูป ตกแล้วเขียนบัตรสนเท่ห์ส่งมากล่าวเสียดแทงพระราชาคณะกรรมการผู้ทำปัญหาอีก เป็นการหยาบช้าไม่สมควรแก่ผู้ศึกษาพระธรรมวินัยเลย จึงทรงตั้งระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้
๑. ตั้งแต่ศกหน้า ให้วัดเป็นสำนักเรียนที่จะได้รับพระอนุญาต จัดการสอบความรู้ธรรมวินัยของผู้เรียน ในสำนักเป็นนักธรรมของวัดชั้นหนึ่งก่อน เมื่อถึงคราวเปิดสนามหลวง ให้ส่งเข้าสอบแต่ผู้เป็นนักธรรมของวัด ห้ามไม่ให้ส่งผู้ยังไม่เคยสอบซ้อมเข้ามาเป็นอันขาด ฯ
๒. วัดจะจัดการสอบความรู้นั้น จะจัดสอบให้พักเป็นประโยค ๑ ประโยค ๒ เหมือนอย่างเดิมก็ตาม หรือจะสอบรวดเดียวก็ตาม สุดแต่จะเหมาะแก่วัดนั้น แต่ให้ทำเป็นกิจจะลักษณะ ในปีหนึ่งให้ทำได้อย่างมาก ๒ ครั้ง หกเดือนต่อครั้ง ห้ามไม่ให้ทำถี่เช่นฝึกซ้อม และห้ามไม่ให้เอาผู้ได้ประโยคในการฝึกซ้อมเป็นนักธรรมของวัด ถ้าสอบพักเป็นประโยค ต่อได้ประโยค ๒ แล้ว จึงส่งเข้าสนามหลวงได้ ฯ
๓. นักธรรมของวัด ไม่ได้รับยกเว้นจากพระราชบัญญัติเกณฑ์ทหาร ให้ถือว่าเป็นเพียงผู้ได้รับความสอบซ้อมเตรียมเข้าสนามหลวงเท่านั้น ฯ
๔. ส่วนวัดที่ไม่ได้รับพระอนุญาตให้ตั้งสอบเอง จักทรงจัดให้สมทบเข้ากับวัดอื่น ถ้ามีผู้เรียนน้อย พอจะฝากเรียนที่วัดอื่นได้ตามลำพัง จงทำอย่างนั้น ฯ
๕. วัดที่ได้รับพระอนุญาตให้ตั้งสอบแล้ว ทำหละหลวมจนไม่เป็นที่วางใจของสนามหลวง จักถูกถอนพระอนุญาต ฯ
ประกาศไว้ ณ วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ฯ
(ลงพระนาม) กรม-วชิรญาณวโรรส
(ที่มา: แถลงการณ์คณะสงฆ์ เล่ม ๒ พ.ศ. ๒๔๕๗. หน้า ๕๒๙-๕๓๐.)
บทส่งท้าย เหตุการณ์นี้สอนให้รู้ว่า “ความมาตรฐาน” ของการศึกษาคณะสงฆ์ไทย ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่เกิดจากการแก้ปัญหาหน้างานอย่างเด็ดขาด และประกาศฉบับนี้เองคือรากฐานของระบบ “โรงเรียนพระปริยัติธรรม” ตามวัดต่างๆ ที่ทำหน้าที่คัดกรองผู้เรียนก่อนส่งสู่สนามหลวงมาจนถึงปัจจุบัน

