แม่กองธรรมสนามหลวง รูปที่ ๑: สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส (๑๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๐๓ – ๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๔) ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ ๑๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
และทรงเป็นปูชนียบุคคลที่สำคัญยิ่งในหน้าประวัติศาสตร์พุทธศาสนาไทย ในฐานะ “แม่กองธรรมสนามหลวง” พระองค์แรก พระองค์มิเพียงแต่ทรงดำรงตำแหน่งประมุขแห่งสงฆ์มณฑลเท่านั้น หากแต่ยังทรงเปี่ยมด้วยพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลในการวางรากฐานการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรม ก่อให้เกิดระบบการเรียนการสอนและการวัดผลที่ได้มาตรฐานสากล ซึ่งเป็นมรดกทางปัญญาที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
พระชาติกำเนิดและปฐมวัย
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) และเจ้าจอมมารดาแพ ประสูติเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๐๓ ในวันประสูตินั้นมีเหตุการณ์อัศจรรย์ฝนตกหนักดั่งฟ้ารั่วประหนึ่งนาคให้น้ำ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานพระนามว่า “พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ามนุษยนาคมานพ”
เมื่อทรงเจริญวัย พระองค์ทรงเริ่มศึกษาภาษาบาลีตั้งแต่พระชันษา ๘ ปี จนสามารถแปลธรรมบทได้ และเมื่อพระชันษาครบ ๑๓ ปี ใน พ.ศ. ๒๔๑๖ ได้ทรงบรรพชาเป็นสามเณร โดยมีสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ ครั้นเมื่อมีพระชันษาครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ได้ทรงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๒๒ ได้รับพระฉายานามทางธรรมว่า “มนุสฺสนาโค”
ด้วยพระปรีชาสามารถ เมื่อทรงผนวชได้เพียง ๓ พรรษา ทรงเข้าแปลพระปริยัติธรรมหน้าพระที่นั่งจนได้เป็นเปรียญธรรม ๕ ประโยค พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) จึงทรงสถาปนาพระอิสริยยศเป็น พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส และต่อมาได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ครองวัดบวรนิเวศวิหาร สืบต่อจากสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศฯ ในปี พ.ศ. ๒๔๓๔
การดำรงตำแหน่งประมุขสงฆ์และพระอิสริยยศสูงสุด
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) พระองค์ได้รับการสถาปนาเลื่อนพระอิสริยยศขึ้นเป็น กรมพระยาวชิรญาณวโรรส และทรงได้รับมหาสมณุตมาภิเษกเป็นเจ้าคณะใหญ่แห่งพระสงฆ์ทั้งกรุงเทพมหานครและหัวเมืองทั่วพระราชอาณาเขต
ต่อมา รัชกาลที่ ๖ ทรงมีพระราชดำริว่า การขานพระนามพระราชวงศ์ผู้ดำรงสมณศักดิ์เป็นประมุขสงฆ์นั้น ควรยกย่องทางสมณศักดิ์ให้ปรากฏยิ่งกว่าพระอิสริยยศทางโลก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เปลี่ยนคำนำพระนามเป็น “สมเด็จพระมหาสมณเจ้า” เพื่อเฉลิมพระเกียรติยศ โดยพระองค์ทรงเป็นพระองค์แรกที่ใช้พระนามนี้ คือ “สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส”

ปฏิรูปการศึกษา: กำเนิด “นักธรรม” และบทบาทแม่กองธรรมสนามหลวง
บทบาทที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ คือการเป็นผู้ปฏิรูปการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยอย่างพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน โดยเฉพาะในช่วง ร.ศ. ๑๓๐ (พ.ศ. ๒๔๕๔) ซึ่งถือเป็นจุดกำเนิดของระบบการสอบ “นักธรรม” ที่พัฒนามาสู่สนามหลวงในปัจจุบัน
๑. มูลเหตุแห่งการปฏิรูป: จาก “เกณฑ์ทหาร” สู่ “เกณฑ์ความรู้”
จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เกิดขึ้นจากบริบทของพระราชบัญญัติเกณฑ์ทหาร พ.ศ. ๒๔๕๔ ซึ่งระบุยกเว้นการเกณฑ์ทหารให้แก่สามเณรเฉพาะผู้ที่ “รู้ธรรม” เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงทรงเป็นประธานประชุมเถรสมาคม เพื่อวางหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่า “แค่ไหนถึงเรียกว่ารู้ธรรม”
พระองค์ทรงมีพระวินิจฉัยว่า สามเณรที่ควรได้รับการยกเว้นต้องเป็นผู้ตั้งใจเรียนและใช้เวลาศึกษาไม่ต่ำกว่า ๒ ปี ซึ่งคุ้มค่ากับเวลาที่รัฐยกเว้นให้ จึงทรงวางหลักสูตรเบื้องต้นเพื่อคัดกรองบุคลากรที่มีคุณภาพไว้สืบต่อพระศาสนา
๒. ปฏิวัติหลักสูตร: จาก “บาลี” สู่ “ธรรมะภาษาไทย”
แต่เดิมการศึกษาปริยัติธรรมเน้นหนักไปที่ภาษาบาลี (มคธ) ซึ่งพระองค์ทรงเล็งเห็นว่า “หนักและยากเกินไป” สำหรับผู้เริ่มเรียนและยากต่อการขยายผลสู่หัวเมือง พระองค์จึงทรงริเริ่มระบบการศึกษาแนวใหม่ โดยเปลี่ยนมาเน้น “การเรียนธรรมะในภาษาไทย” เพื่อให้พระภิกษุสามเณรเข้าถึงแก่นธรรมได้ง่ายขึ้น และนำไปสั่งสอนประชาชนได้จริง
พระองค์ทรงจำแนกหลักสูตรออกเป็น ๓ ระดับภูมิความรู้ ได้แก่
- นวกภูมิ (นักธรรมชั้นตรี): เน้นความรู้พื้นฐานสำหรับผู้บวชใหม่ โดยใช้พระนิพนธ์ “นวโกวาท” เป็นแบบเรียนหลัก
- มัชฌิมภูมิ (นักธรรมชั้นโท): ความรู้ระดับกลาง สำหรับผู้ที่จะครองสมณเพศต่อไป
- เถรภูมิ (นักธรรมชั้นเอก): ความรู้ระดับสูง สำหรับผู้ปกครองคณะสงฆ์
นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงมีวิสัยทัศน์ที่มองโลกตามความเป็นจริง โดยทรงเพิ่มวิชา “คิหิปฏิบัติ” (ข้อปฏิบัติของคฤหัสถ์) ลงในหลักสูตร เพราะทรงตระหนักว่าผู้บวชเรียนส่วนใหญ่อาจจะลาสิกขาออกไป การมีความรู้เรื่องการครองเรือนย่อมช่วยให้พวกเขากลับไปเป็นพลเมืองที่ดีของชาติได้
๓. มาตรฐานการวัดผลและการบริหารจัดการ
ในฐานะแม่กองธรรมสนามหลวง พระองค์ทรงวางระเบียบการวัดผลที่เคร่งครัดแต่เปี่ยมด้วยความยุติธรรม อาทิ:
- ระบบสนามหลวง: ทรงกำหนดให้มีการสอบ “นักธรรมของวัด” เพื่อคัดกรองก่อนเข้าสู่สนามระดับชาติ
- ระบบเฉลี่ยคะแนน: ทรงริเริ่มให้มีการนำคะแนนวิชาที่ถนัดมาชดเชยวิชาที่อ่อนด้อยได้ เพื่อให้โอกาสแก่ผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในภาพรวม
- ความซื่อสัตย์สุจริต: ทรงให้ความสำคัญกับความบริสุทธิ์ยุติธรรมของการสอบอย่างยิ่ง ดังเหตุการณ์ในปี พ.ศ. ๒๔๖๐ ที่มีการทุจริต พระองค์ทรงมีพระบัญชาให้ “โมฆะ” ผลการสอบทั้งหมดทันที โดยไม่เห็นแก่หน้าผู้ใด เพื่อรักษาเกียรติภูมิของสนามหลวง
ปัจฉิมวัยและการสิ้นพระชนม์
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงอุทิศพระวรกายเพื่อกิจการพระศาสนามาอย่างยาวนาน จนกระทั่งประชวรด้วยวัณโรค ซึ่งมีพระอาการเรื้อรังมานับสิบปี แม้คณะแพทย์หลวงจะถวายการรักษาอย่างสุดความสามารถ แต่พระอาการได้กำเริบรุนแรงขึ้นตามลำดับ
ในที่สุด พระองค์ได้สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๔ สิริรวมพระชันษาได้ ๖๑ ปี ทรงดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหารนาน ๓๐ ปี และทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ๑๐ ปี ๗ เดือน
ในการพระศพ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ถวายพระเกียรติยศอย่างสูงสุด โดยเสด็จพระราชดำเนินไปบำเพ็ญพระราชกุศลด้วยพระองค์เอง และโปรดเกล้าฯ ให้จัดงานพระราชทานเพลิงพระศพ ณ พระเมรุ ท้องสนามหลวง อย่างสมพระเกียรติแห่งองค์ประมุขสงฆ์ผู้ยิ่งใหญ่
บทสรุป
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส มิได้ทรงเป็นเพียงปราชญ์ทางพุทธศาสนา แต่ทรงเป็น “สถาปนิก” ผู้ร่างพิมพ์เขียวการศึกษาคณะสงฆ์ไทย ระบบการสอบนักธรรมและบาลีสนามหลวงที่ยังคงดำเนินการอยู่อย่างเข้มแข็งในปัจจุบัน ล้วนเป็นมรดกทางปัญญาที่พระองค์ทรงวางรากฐานไว้ เพื่อให้พระภิกษุสามเณรมีความรู้คู่ความประพฤติ และเป็นกำลังสำคัญในการสืบอายุพระพุทธศาสนาบนผืนแผ่นดินไทยสืบไป.

