แม่กองธรรมสนามหลวง รูปที่ ๓: สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ (สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์)
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์
(พระนามเดิม: สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์)
สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
แม่กองธรรมสนามหลวง รูปที่ ๓
ในหน้าประวัติศาสตร์การคณะสงฆ์ไทย สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ ทรงเป็นมหาเถระผู้ทรงคุณูปการเอนกอนันต์ นอกจากจะทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์แล้ว พระองค์ยังทรงเป็นแม่กองธรรมสนามหลวง รูปที่ ๓ ผู้สืบสานปณิธานในการพัฒนาการศึกษาพระปริยัติธรรมให้ก้าวหน้ามั่นคงสืบมา และล่าสุด ทรงได้รับการเฉลิมพระนามพระอัฐิขึ้นเป็น “สมเด็จพระมหาสมณเจ้า” พระองค์ที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในรัชสมัยรัชกาลปัจจุบัน

พระชาติกำเนิดและปฐมวัย
สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ มีพระนามเดิมว่า หม่อมเจ้าภุชงค์ เป็นพระโอรสในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนเจริญผลภูลสวัสดิ์ กับหม่อมปุ่น ชุมพูนุท ประสูติเมื่อวันศุกร์ เดือนอ้าย แรม ๗ ค่ำ ปีมะแม ตรงกับวันที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๐๒
เมื่อเจริญพระชนมายุได้ ๑๒ พรรษา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตามเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศอินเดียและสิงคโปร์ ในปี พ.ศ. ๒๔๑๔ ในคราวนั้น ได้โปรดเกล้าฯ ให้ทรงพำนักเพื่อศึกษาเล่าเรียน ณ โรงเรียนแรฟเฟิลส์ (Raffles Institution) เมืองสิงคโปร์ ร่วมกับหม่อมเจ้าอีกราว ๒๐ องค์ เป็นเวลา ๙ เดือน กระทั่งในปี พ.ศ. ๒๔๑๕ เมื่อมีการจัดตั้งโรงเรียนภาษาอังกฤษสำหรับเจ้านายขึ้นในกรุงเทพมหานคร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จกลับมาศึกษาต่อยังมาตุภูมิ
ร่มเงากาสาวพัสตร์และการศึกษาพระธรรม
เมื่อพระชนมายุ ๑๔ พรรษา (พ.ศ. ๒๔๑๖) ทรงบรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมีสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพระอรุณนิภาคุณากร เป็นพระอาจารย์ หลังจากนั้นได้เสด็จไปประทับ ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เพื่อทรงศึกษาพระปริยัติธรรม
ครั้นเมื่อพระชนมายุครบอุปสมบท ทรงเข้าพิธีอุปสมบท ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมีสมเด็จพระวันรัต (ทับ พุทฺธสิริ) วัดโสมนัสวิหาร เป็นพระอุปัชฌาย์ ทรงพากเพียรในการศึกษาจนสามารถสอบไล่ได้เป็นเปรียญธรรม ๕ ประโยค และได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะที่ “พระสถาพรพิริยพรต” เมื่อทรงอุปสมบทได้ ๘ พรรษา
เส้นทางสู่สกลมหาสังฆปริณายก
ภายหลังจากพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพระอรุณนิภาคุณากร สิ้นพระชนม์ ใน พ.ศ. ๒๔๔๔ ทรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ครองวัดราชบพิธสืบต่อมา เป็นเจ้าอาวาสพระองค์ที่ ๒ และได้เลื่อนสมณศักดิ์ตามลำดับ จนกระทั่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) ทรงได้รับการสถาปนาเป็น พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระราชาคณะที่ สมเด็จพระพุฒาจารย์
เมื่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สิ้นพระชนม์ รัชกาลที่ ๖ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า สกลมหาสังฆปริณายก เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๔
วิวัฒนาการพระอิสริยยศ: จาก “สังฆราชเจ้า” สู่ “มหาสมณเจ้า”
ในอดีต รัชกาลที่ ๖ ได้ทรงกำหนดระเบียบคำนำพระนามตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชไว้ โดยตำแหน่ง “สมเด็จพระสังฆราชเจ้า” นั้น สำหรับเจ้านายชั้น “หม่อมเจ้า” ที่ได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งในขณะนั้น ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชเจ้า พระองค์แรกในประวัติศาสตร์ไทย ทรงดำรงตำแหน่งยาวนานถึง ๑๖ ปี จนสิ้นพระชนม์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล (รัชกาลที่ ๘) เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๐
กาลล่วงมาถึงปี พุทธศักราช ๒๕๖๘ ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๑๐) ทรงมีพระราชศรัทธาและทรงรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของอดีตสมเด็จพระสังฆราชเจ้าพระองค์นี้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระอิสริยยศเฉลิมพระนามพระอัฐิขึ้นเป็น “สมเด็จพระมหาสมณเจ้า” พระองค์ที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (ถัดจากกรมพระปรมานุชิตชิโนรส, กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ และกรมพระยาวชิรญาณวโรรส) มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า
“สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์”
นับเป็นการถวายพระเกียรติยศสูงสุดทางคณะสงฆ์อย่างสมบูรณ์แบบ
งานพระนิพนธ์และมรดกธรรม
สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงเป็นปราชญ์ทางภาษาบาลีและพระพุทธศาสนาที่สำคัญยิ่ง ทรงฝากผลงานพระนิพนธ์อันทรงคุณค่าไว้มากมาย ซึ่งยังคงใช้เป็นตำราอ้างอิงและคู่มือการศึกษามาจนถึงปัจจุบัน อาทิ:
- พระคัมภีร์อภิธานัปปทีปิกา: พจนานุกรมภาษาบาลีแปลเป็นไทย
- มหานิบาตชาดก
- ต้นบัญญัติ
- สามเณรสิกขา
พระอวสานกาล
สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๘๐ สิริรวมพระชนมายุ ๗๘ พรรษา ทรงดำรงตำแหน่งสกลมหาสังฆปริณายก เป็นระยะเวลา ๑๖ ปี แม้กาลเวลาจะล่วงเลยมานาน แต่พระเกียรติคุณและคุณูปการของพระองค์ยังคงสถิตถาวร เป็นที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชน และได้รับการยกย่องสูงสุดจากพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีสืบมา



