บทธรรมเทศนา ๑: “ค่าของคน…วัดกันที่ตรงไหน?”

บทธรรมเทศนา: “ค่าของคน…วัดกันที่ตรงไหน?”

(อัมพัฏฐสูตร: การกะเทาะเปลือกแห่งตัวตน)

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

“ขัตติโย เสฏโฐ ชะเนตัสมิง เย โคตตะปะฏิสาริโน วิชชาจะระณะสัมปันโน โส เสฏโฐ เทวะมานุเสติ”

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาทุกท่าน…

วันนี้อาตมภาพขอหยิบยกเรื่องราวเก่าแก่ที่มีอายุกว่า ๒,๖๐๐ ปี แต่ทว่าเนื้อหานั้นกลับ “ทันสมัย” ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน เรื่องนี้เป็นคำถามที่พวกเราหลายคนในยุคปัจจุบันมักจะถามกันอยู่เสมอในใจว่า “คนเราวัดค่ากันที่ตรงไหน?”

วัดกันที่นามสกุลดังไหม? วัดกันที่ใบปริญญาจากสถาบันหรูหรือเปล่า? หรือวัดกันที่ยอดผู้ติดตามในโซเชียลมีเดีย?

ในสมัยพุทธกาล ก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งที่มีโปรไฟล์ดีเลิศ เขาชื่อว่า “อัมพัฏฐะ” เรื่องราวของเขาใน อัมพัฏฐสูตร จะเป็นกระจกเงาบานใหญ่ที่ส่องให้เราเห็นความจริงของคำว่า “ผู้ประเสริฐ” ที่แท้จริง


๑. กับดักของความสมบูรณ์แบบ (Ego of the Elite)

คุณโยมลองจินตนาการถึงชายหนุ่มคนหนึ่ง อายุยังน้อย หน้าตาดี การศึกษาสูง จบจากสำนักอาจารย์ที่โด่งดังที่สุดในยุคนั้น คือสำนักของพราหมณ์โปกขรสาติ เขาเรียนจบไตรเพท ซึ่งเปรียบเสมือนจบปริญญาเอกทางศาสนาและปรัชญาตั้งแต่อายุยังน้อย เขาภูมิใจใน “ชาติกำเนิด” ของเขามาก เพราะเขาเกิดในตระกูลพราหมณ์ ตระกูลที่สังคมยกย่องว่า “บริสุทธิ์ สูงส่ง และศักดิ์สิทธิ์”

วันหนึ่ง อาจารย์ของเขาใช้ให้เขาไปพิสูจน์ดูซิว่า “พระสมณโคดม” หรือพระพุทธเจ้าของเรา ที่เขาลือกันว่าเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานนั้น เก่งจริงสมคำร่ำลือไหม?

อัมพัฏฐะรับคำสั่งแล้วก็เดินทางไปพร้อมรถม้าหรูหรา เมื่อไปถึงที่ประทับของพระพุทธองค์ แทนที่เขาจะแสดงความเคารพอย่างนอบน้อมเหมือนที่วิญญูชนพึงกระทำ เขากลับเดินแกว่งแขนไปมา พูดจาโอ้อวด ยืนค้ำหัวพระพุทธเจ้าในขณะที่พระองค์ประทับนั่ง

ทำไมเขาทำแบบนั้น? เพราะในสายตาของเขา พระพุทธเจ้าเป็นเพียง “สมณะโล้น” เป็นวรรณะกษัตริย์ ซึ่งในมุมมองของพราหมณ์หัวรุนแรงยุคนั้น เขาถือว่าต่ำต้อยกว่าตน

คุณโยมเห็นอะไรในภาพนี้ไหม? นี่คือภาพสะท้อนของ “ความถือตัว” (มานะ) เมื่อคนเรายึดติดว่า “ฉันดีกว่า” “ฉันเหนือกว่า” “ฉันรวยกว่า” หรือ “ฉันฉลาดกว่า” เราจะเริ่มมองไม่เห็นหัวคนอื่น เราจะเริ่มสร้างกำแพงแห่งความเหยียดหยามขึ้นมาปิดกั้นปัญญาของตัวเอง

อัมพัฏฐะกล่าววาจาที่เจ็บแสบมาก เขาบอกพระพุทธเจ้าว่า “พวกศากยะ (วงศ์ตระกูลของพระพุทธเจ้า) น่ะ เป็นคนกักขฬะ หยาบช้า เป็นเหมือนคนรับใช้ ไม่รู้จักเคารพพราหมณ์”

เขาด่ากราดด้วยความมั่นใจใน “เปลือก” ที่เขาห่อหุ้มตัวเองไว้


๒. ประวัติศาสตร์ที่ถูกลืม (The Reality Check)

พระพุทธเจ้าของเรานั้น ท่านเป็นผู้ฝึกคนที่ยอดเยี่ยม ท่านไม่ได้โกรธตอบ ไม่ได้ด่ากลับด้วยถ้อยคำหยาบคาย แต่ท่านใช้ “ความจริง” เป็นอาวุธ เพื่อทุบทำลายกำแพงแห่งความหลงผิดนั้น

พระองค์ทรงตรัสถามย้อนกลับไปถึง “ต้นตระกูล” ของอัมพัฏฐะเอง พระองค์ตรัสเล่าประวัติศาสตร์ที่อัมพัฏฐะอาจจะแกล้งลืม หรือไม่เคยรู้มาก่อนว่า… แท้จริงแล้ว ต้นตระกูล “กัณหายนะ” ที่อัมพัฏฐะภูมิใจนักหนานั้น เกิดจากนางทาสี (คนรับใช้) ของกษัตริย์ศากยวงศ์นั่นเอง

ในอดีต บรรพบุรุษของเขาชื่อ “กัณหะ” เกิดมาก็ตัวดำ (กัณหะ แปลว่า ดำ) ผู้คนในยุคนั้นตกใจเรียกว่าเป็นปีศาจ… พระพุทธองค์ทรงสรุปสั้นๆ ว่า “อัมพัฏฐะ ถ้าไล่เรียงกันจริงๆ แล้ว เธอนั่นแหละ คือลูกหลานของคนรับใช้ของตระกูลเรา”

วินาทีนั้น… ความเงียบเข้าปกคลุม อัมพัฏฐะผู้ยิ่งใหญ่ หน้าชาไปหมด เหมือนถูกตบหน้าด้วยความจริงกลางสี่แยก ความภูมิใจในชาติกำเนิดที่เขายึดถือมาตลอดชีวิต พังทลายลงตรงหน้า

ตรงนี้มีคติธรรมที่สำคัญมากนะคุณโยม พระพุทธองค์ไม่ได้ตรัสเพื่อจะ “บูลลี่” หรือเหยียดหยามชาติกำเนิดของใคร เพราะพระองค์ไม่เคยถือเรื่องวรรณะ แต่พระองค์ตรัสเพื่อ “หักล้างทิฏฐิมานะ” เพื่อจะบอกอัมพัฏฐะว่า “หยุดหลงตัวเองได้แล้ว สิ่งที่เธอภูมิใจนักหนา มันก็แค่สมมติทางโลก มันไม่ใช่ของจริง”

คนเรามักจะหลงเงาตัวเอง คิดว่าสิ่งที่เรามี พ่อแม่ที่เราเกิด สถาบันที่เราจบ มันทำให้เราวิเศษกว่าคนอื่น แต่แท้จริงแล้ว เมื่อลอกเปลือกออก เราทุกคนก็คือมนุษย์ที่เกิด แก่ เจ็บ และตายเหมือนกัน


๓. วิชชา และ จรณะ : ความแพงที่แท้จริง

เมื่อพระพุทธองค์ทรงกะเทาะเปลือกนอกที่แข็งกระด้างของอัมพัฏฐะออกแล้ว จิตของเขาเริ่มอ่อนลง พระองค์จึงหยิบยื่น “เนื้อแท้” ของความจริงใส่ลงไป

พระองค์ตรัสสอนว่า ในทางโลก ถ้าจะแข่งกันเรื่องชาติตระกูล กษัตริย์อาจจะดูยิ่งใหญ่กว่าพราหมณ์… แต่! ในทางธรรม ในความเป็นจริงของชีวิต “สิ่งเหล่านั้นไร้สาระทั้งสิ้น”

พระองค์ตรัสพระคาถาสำคัญที่เป็นหัวใจของเรื่องนี้ว่า: “ขัตติโย เสฏโฐ ชะเนตัสมิง…” แปลความว่า “ในหมู่ชนที่ยังยึดติดเรื่องโคตรเหง้าศักราช กษัตริย์อาจจะประเสริฐที่สุด… แต่ในหมู่เทวดาและมนุษย์ ผู้ที่ถึงพร้อมด้วย ‘วิชชา’ และ ‘จรณะ’ ต่างหาก คือผู้ที่ประเสริฐที่สุด”

นี่คือคำตอบของคำถามที่ว่า “ค่าของคนวัดกันที่ตรงไหน” พระพุทธเจ้าไม่ได้วัดที่ DNA ไม่ได้วัดที่นามสกุล แต่พระองค์วัดที่ ๒ อย่างนี้:

๑. จรณะ (ความประพฤติ): คือ ความน่ารักของกายและวาจา การมีศีล มีมารยาท รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน รู้จักควบคุมอินทรีย์ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้ตกเป็นทาสของกิเลส การกินอยู่พอประมาณ ไม่ฟุ้งเฟ้อ พูดง่ายๆ คือ “ความเป็นผู้ดีที่ออกมาจากการกระทำ ไม่ใช่ชาติกำเนิด” ต่อให้คุณนามสกุลดังแค่ไหน แต่ถ้าทำตัวกักขฬะ หยาบคาย ไร้ศีลธรรม คุณก็คือผู้ต่ำต้อยในสายตาของปราชญ์

๒. วิชชา (ความรู้แจ้ง): ไม่ใช่ความรู้ทางโลกที่เอาไว้ทำมาหากินเพียงอย่างเดียว แต่คือ “ปัญญา” ที่รู้เท่าทันความจริง รู้ว่าอะไรบุญ อะไรบาป รู้ว่าสิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น จนกระทั่งจิตหลุดพ้นจากความทุกข์ได้


บทสรุปส่งท้าย: กระจกเงาแห่งอัมพัฏฐะ

สาธุชนทั้งหลาย…

เรื่องราวของอัมพัฏฐะ สอนอะไรคนรุ่นใหม่ในยุค 5G อย่างพวกเรา?

มันสอนให้เรารู้ว่า “อย่าตัดสินหนังสือที่หน้าปก และอย่าตัดสินคน (รวมถึงตัวเอง) ที่โปรไฟล์”

ในสังคมปัจจุบัน เราอาจจะเห็นคนขับรถหรู แต่นิสัยแย่ หรือเราอาจจะเห็นคนแต่งตัวปอนๆ แต่มีน้ำใจประเสริฐดุจพระโพธิสัตว์ พระพุทธเจ้าทรงเชิญชวนให้เรามองข้าม “ยี่ห้อ” ที่แปะอยู่บนตัวคน ให้มองลึกลงไปที่ “คุณภาพของจิตใจ”

  • ถ้าท่านรู้สึกว่าตัวเองกำลังหลงระเริงว่าฉันเก่ง ฉันรวย ฉันเหนือกว่าใคร… ให้ระลึกถึงอัมพัฏฐะ ที่สุดท้ายต้องจำนนต่อความจริง
  • ถ้าท่านรู้สึกท้อแท้ว่าฉันเกิดมาต่ำต้อย ต้นทุนชีวิตไม่ดี… ให้ระลึกว่า พระพุทธเจ้าไม่เคยตัดสินคนที่ต้นทุน แต่ตัดสินที่ “กำไร” ที่ท่านสร้างขึ้นในปัจจุบัน นั่นคือ วิชชาและจรณะ

เราเลือกเกิดไม่ได้ ว่าจะเกิดในตระกูลไหน รวยหรือจน แต่เราเลือกได้… ว่าจะเป็น “คนประเสริฐ” หรือไม่ ด้วยการสร้าง “จรณะ” คือความประพฤติที่ดี และสร้าง “วิชชา” คือปัญญาให้เกิดขึ้นในใจ

ขอให้ทุกท่านจงเป็นผู้มีสติ อย่าได้หลงในมายาภาพของหัวโขนทางสังคม แต่จงมุ่งมั่นขัดเกลาจิตใจ ให้เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เพื่อความผาสุก ความเจริญ และความพ้นทุกข์ในที่สุด

ขอเจริญพร.


เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้.

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *