พระไตรปิฎกศึกษา ตอนที่ ๔ ทุติยปาราชิกกัณฑ์: กรณีศึกษา “พระธนิยะ กุมภการบุตร” กับมูลเหตุแห่งการบัญญัติสิกขาบทว่าด้วยอทินนาทาน

บทนำ: นัยสำคัญทางนิติศาสตร์ในพระวินัย

ในกระบวนการบัญญัติพระวินัยสงฆ์ “ทุติยปาราชิก” หรือสิกขาบทข้อที่ ๒ ว่าด้วยการห้ามอทินนาทาน (การลักทรัพย์) ถือเป็นกฎเกณฑ์ที่มีความซับซ้อนและยึดโยงกับบริบททางสังคมและกฎหมายบ้านเมืองอย่างลึกซึ้ง มูลเหตุของบัญญัตินี้มิได้เริ่มต้นจาก “ความโลภ” ในทรัพย์สินเงินทองโดยตรง แต่กลับมีจุดเริ่มต้นจากความพยายามในการแสวงหาที่อยู่อาศัยและการตีความเจตนาของผู้มีอำนาจผิดพลาด กรณีศึกษาที่สำคัญที่สุดในเรื่องนี้คือเรื่องราวของ “พระธนิยะ กุมภการบุตร”

๑. ปัญหาที่อยู่อาศัยและศิลปวิทยาการที่ขัดต่อสมณสารูป

พระธนิยะ กุมภการบุตร เดิมเป็นบุตรของช่างหม้อที่มีฝีมือเลิศ ท่านจำพรรษาอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ กรุงราชคฤห์ ปัญหาเริ่มต้นเมื่อกุฎีมุงหญ้าของท่านถูกรื้อทำลายเพื่อนำวัสดุไปใช้งานอื่นถึง ๓ ครั้ง ท่านจึงตัดสินใจนำทักษะเดิมทางโลก (Worldly Skill) มาใช้ โดยการสร้าง “กุฎีดินล้วน” ขึ้น

กระบวนการสร้างกุฎีดินของท่านมีความวิจิตรบรรจง มีสีแดงสดดุจแมลงค่อมทองและส่งเสียงกังวานดุจกระดึง ทว่าความงามนี้แลกมาด้วยการทำลายระบบนิเวศและการเบียดเบียนสิ่งมีชีวิตจากการขุดดินและเผาไฟ เมื่อพระพุทธองค์ทอดพระเนตรเห็น จึงทรงตำหนิด้วยเหตุผลสำคัญ ๒ ประการ คือ ๑. มิใช่กิจของสมณะ: การหมกมุ่นในการก่อสร้างที่วิจิตรพิสดารเกินความจำเป็น ๒. ขาดเมตตาธรรม: การเบียดเบียนหมู่สัตว์จำนวนมากในกระบวนการก่อสร้าง พระพุทธองค์จึงทรงมีพุทธบัญชาให้ทำลายกุฎีนั้นเสีย เพื่อเป็นบรรทัดฐานมิให้ภิกษุรุ่นหลังกระทำตาม

๒. การตีความเจตนาผิดพลาด: จากกุฎีดินสู่ไม้หลวง

เมื่อกุฎีดินถูกทำลาย ท่านพระธนิยะจึงแสวงหาวัสดุใหม่โดยมุ่งเป้าไปที่ “ไม้หลวง” ที่ทางการสงวนไว้สำหรับซ่อมแซมพระนคร ท่านได้เจรจากับเจ้าพนักงานรักษาไม้ โดยอ้างสิทธิ์จากพระราชดำรัสของพระเจ้าพิมพิสารในวันเถลิงถวัลยราชสมบัติที่ว่า “หญ้า ไม้ และน้ำ ข้าพเจ้าถวายแล้วแก่สมณะ…”

เจ้าพนักงานซึ่งมีความเคารพในพระสงฆ์เป็นทุนเดิม หลงเชื่อคำกล่าวอ้างนั้นและอนุญาตให้ตัดไม้ไป เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึง “ความน่าเชื่อถือของสถานภาพบรรพชิต” ในสังคมอินเดียโบราณ ที่ฆราวาสมักไม่ระแวงสงสัย

๓. กระบวนการยุติธรรมและพระเมตตาของราชัน

เมื่อความจริงปรากฏ วัสสการพราหมณ์มหาอำมาตย์ได้สั่งจองจำเจ้าพนักงาน พระธนิยะจึงต้องเข้าเฝ้าพระเจ้าพิมพิสารเพื่อชี้แจง ในการไต่สวนนี้ พระเจ้าพิมพิสารทรงวินิจฉัยเชิงนิติศาสตร์อย่างชัดเจนว่า พระราชดำรัสของพระองค์มีเจตนาครอบคลุมเฉพาะทรัพยากรธรรมชาติในป่ารกร้าง (Res Nullius) มิได้รวมถึงทรัพย์สินของหลวง (Public Property)

แม้พระธนิยะจะมีความผิดจริง แต่ด้วยความเคารพใน “บรรพชาเพศ” พระเจ้าพิมพิสารจึงทรงใช้พระราชอำนาจยกเว้นโทษ แต่ได้ทรงกล่าวตักเตือนมิให้กระทำเช่นนั้นอีก เหตุการณ์นี้แม้จะจบลงด้วยดีในทางโลก แต่ในทางสังคมกลับเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า พระสงฆ์เป็นผู้กล่าวเท็จและไม่ละอายต่อบาป

๔. มาตรฐานการลงโทษ: การเทียบเคียงกฎหมายรัฐกับกฎหมายสงฆ์

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของสาธารณชนนำไปสู่การประชุมสงฆ์ พระพุทธองค์ทรงสอบสวนพระธนิยะและปรึกษากับอดีตมหาอำมาตย์ผู้ออกบวช เพื่อกำหนดเกณฑ์มูลค่าทรัพย์สินที่จะถือเป็นความผิดร้ายแรง (ปาราชิก) โดยเทียบเคียงกับกฎหมายอาญาของแคว้นมคธ

เกณฑ์ที่ได้คือ “ทรัพย์ขนาด ๕ มาสก (หรือ ๑ บาท)” ซึ่งเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำที่ทางราชการกำหนดโทษประหารชีวิต จองจำ หรือเนรเทศ พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติสิกขาบทโดยยึดหลักการนี้ว่า:

“ภิกษุใดถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้ ด้วยส่วนแห่งความเป็นขโมย (ไถยจิต) มีมูลค่าเท่ากับที่พระราชาลงโทษโจร ภิกษุนั้นเป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้”

๕. บทสรุปและการขยายความทางกฎหมาย

ภายหลังการบัญญัติกฎหลัก ยังเกิดกรณีช่องว่างทางกฎหมายเมื่อกลุ่มพระฉัพพัคคีย์ลักทรัพย์ในป่าและอ้างว่ากฎห้ามเฉพาะในหมู่บ้าน พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติอนุบัญญัติ (กฎลูก) เพิ่มเติมให้ครอบคลุมการลักทรัพย์ทั้งใน “บ้าน” และใน “ป่า”

บทสรุป ทุติยปาราชิกกัณฑ์ แสดงให้เห็นถึงปรัชญาทางกฎหมายพระวินัยที่มิได้พิจารณาเพียงแค่การกระทำ แต่พิจารณาถึง “มูลค่าความเสียหายตามมาตรฐานสังคม” และ “เจตนาทุจริต” (ไถยจิต) เป็นสำคัญ เรื่องราวของพระธนิยะจึงเป็นเครื่องเตือนใจว่า ความบริสุทธิ์ของสงฆ์ต้องดำรงอยู่บนรากฐานของความซื่อสัตย์และการเคารพในสิทธิ์ของผู้อื่นอย่างเคร่งครัด

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *