พระไตรปิฎกศึกษา ตอนที่ ๑๓ ชาลิยสูตร: เมื่อ ‘ชีวะ’ กับ ‘สรีระ’ เป็นดั่งเส้นขนาน? บทวิเคราะห์พุทธวิธีต่อปัญหานามรูป

ในแวดวงปรัชญาและศาสนาตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน ปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง “จิต” (Mind/Soul) กับ “กาย” (Body) ถือเป็นประเด็นอภิปรัชญาที่ถกเถียงกันไม่รู้จบ ในสมัยพุทธกาล ปัญหานี้ถูกตั้งคำถามในรูปแบบที่ว่า “ชีวะ (ชีวิต/เจตภูต) กับ สรีระ (ร่างกาย) เป็นสิ่งเดียวกัน หรือเป็นคนละสิ่งกัน?”

ชาลิยสูตร (Jaliya Sutta) เป็นพระสูตรสำคัญที่บันทึกเหตุการณ์การตอบปัญหานี้ของพระพุทธเจ้า ซึ่งพระองค์มิได้ทรงตอบด้วยตรรกะทางความคิดแบบทวิลักษณ์ (ใช่/ไม่ใช่) แต่ทรงนำเสนอ “กระบวนทัศน์ใหม่” ที่มุ่งเน้นการเข้าถึงความจริงผ่านการปฏิบัติ เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดของสมมติบัญญัติเหล่านั้น

๑. บริบทแห่งการปุจฉา ณ โฆสิตาราม

เหตุการณ์ในพระสูตรนี้เกิดขึ้น ณ โฆสิตาราม กรุงโกสัมพี เมื่อนักบวชต่างลัทธิสองรูป คือ มัณฑิยปริพาชก และ ชาลิยะอันเตวาสิก ได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์เพื่อทูลถามปัญหาที่ค้างคาใจในแวดวงนักคิดสมัยนั้นว่า

“พระโคดมผู้เจริญ ชีวะ (Life Principle) ก็อันนั้น สรีระ (Physical Body) ก็อันนั้น หรือว่า ชีวะเป็นอย่างอื่น สรีระเป็นอย่างอื่น?”

คำถามนี้มิใช่เพียงความสงสัยใคร่รู้ธรรมดา แต่เป็นคำถามเชิง “กับดักทางความคิด” หากตอบอย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมตกอยู่ในขั้วความคิดสุดโต่งสองสาย คือ อุจเฉทวาทะ (ความเห็นว่าขาดสูญ หากตอบว่าเป็นสิ่งเดียวกัน) หรือ สัสสตวาทะ (ความเห็นว่าเที่ยงแท้ หากตอบว่าเป็นคนละสิ่งกัน)

๒. พุทธวิธี: การก้าวข้ามตรรกะสู่อริยมรรค

พระพุทธเจ้าทรงเล็งเห็นว่า การตอบคำถามบนพื้นฐานของการคาดเดา (Speculation) หรือการยกวาทะเพื่อโต้แย้ง มิได้นำไปสู่ความหลุดพ้น พระองค์จึงทรงหลีกเลี่ยงการตอบตรงๆ แต่ทรงแสดง “ธรรมเพื่อความแจ่มแจ้งแห่งปฏิปทา” แทน โดยทรงลำดับขั้นตอนการพัฒนาตนเองตามหลักไตรสิกขา ดังนี้

  1. อธิศีลสิกขา (Ethical Conduct): การสำรวมระวังและประพฤติชอบด้วยกาย วาจา ซึ่งเป็นพื้นฐานเบื้องต้น
  2. อธิจิตตสิกขา (Mental Discipline): การพัฒนาจิตจนเข้าถึงความสงบระดับฌานสมาบัติ (ตั้งแต่วิตก วิจาร ปีติ สุข จนถึงอุเบกขาและเอกัคคตาในจตุตถฌาน)
  3. อธิปัญญาสิกขา (Wisdom): การเกิดญาณทัสสนะ (ความรู้แจ้งเห็นจริง) จนนำไปสู่ความสิ้นอาสวกิเลส

๓. ญาณทัสสนะ: คำตอบที่อยู่เหนือสมมติ

จุดเด่นของชาลิยสูตรอยู่ที่การย้อนถามของพระพุทธองค์ หลังจากทรงอธิบายสภาวะจิตของผู้เข้าถึงฌานและญาณแต่ละขั้น พระองค์ตรัสถามปริพาชกทั้งสองว่า

“ดูก่อนผู้มีอายุทั้งสอง ภิกษุผู้รู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้ (ด้วยญาณ) สมควรหรือไม่ ที่จะกล่าวว่า ชีวะอันนั้น สรีระอันนั้น หรือว่า ชีวะเป็นอื่น สรีระเป็นอื่น?”

เมื่อจิตของผู้ปฏิบัติประณีตและบริสุทธิ์จนประจักษ์ความจริงของธรรมชาติ (ขันธ์ ๕) ตามความเป็นจริงแล้ว คำถามที่ว่าชีวะกับสรีระเป็นสิ่งเดียวกันหรือต่างกัน จะกลายเป็นคำถามที่ “ไร้ประเด็น” (Irrelevant) ไปในทันที เพราะสภาวะธรรมที่แท้จริงนั้นอยู่เหนือกรอบคิดทางภาษาและตรรกะ

พระองค์ทรงยืนยันด้วยพุทธพจน์ที่หนักแน่นว่า “เรา (ตถาคต) รู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้ เราจึงไม่กล่าวว่า ชีวะอันนั้น สรีระอันนั้น หรือว่า ชีวะเป็นอื่น สรีระเป็นอื่น”

๔. บทสรุปและนัยยะสำหรับคนร่วมสมัย

ชาลิยสูตรสอนให้เราตระหนักว่า การแสวงหาสัจธรรมมิใช่การเอาชนะกันด้วยวาทศิลป์ หรือการติดอยู่ในวังวนของคำถามทางอภิปรัชญาที่หาคำตอบสิ้นสุดไม่ได้ (Agnostic Questions)

เปรียบเสมือนการถกเถียงถึงรสชาติของผลไม้ที่ตนไม่เคยลิ้มลอง พระพุทธองค์ทรงชี้ทางลัดด้วยการให้เรา “ลงมือชิม” ผ่านการปฏิบัติ (วิชชาและจรณะ) เมื่อเข้าถึงความจริงด้วยปัญญาญาณของตนเองแล้ว ความสงสัยทั้งปวงย่อมถูกทำลายลง มิใช่ด้วยคำตอบ แต่ด้วยความรู้แจ้งที่เหนือกว่าคำถาม

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *