บทธรรมเทศนา ๕: “ลงทุนน้อย ได้กำไรมาก… เคล็ดลับที่พระพุทธเจ้าแนะนำ”

บทธรรมเทศนา: “ลงทุนน้อย ได้กำไรมาก… เคล็ดลับบูชาที่พระพุทธเจ้าแนะนำ”

(กูฏทันตสูตร: จากยัญเลือด สู่ยัญแห่งความตื่นรู้)

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

“อะนารัมโภ ยัญโญ… เอตัม มะหัปผะละตะรัญจะ มะหานิสังสะตะรัญจะ ฯ”

เจริญพรสาธุชนผู้แสวงหาความสุขที่แท้จริงทุกท่าน…

วันนี้อาตมาอยากชวนพวกเรามาคุยเรื่อง “การลงทุน” แต่เดี๋ยวก่อน… อย่าเพิ่งคิดว่าอาตมาจะมาใบ้หวย หรือชวนเล่นหุ้น การลงทุนที่อาตมาจะพูดถึง คือ “การลงทุนเพื่อความสุข” หรือที่เราเรียกกันในภาษาศาสนาว่า “การทำบุญ”

โยมเคยสงสัยไหม? ว่าทำไมบางครั้งเราทุ่มเงินทำบุญไปตั้งเยอะ จัดงานใหญ่โตมโหฬาร แต่ใจกลับไม่สงบเลย? บางคนจัดงานบวช งานแต่ง หรือทำบุญบ้าน หมดเงินเป็นแสนเป็นล้าน ฆ่าหมูเห็ดเป็ดไก่เลี้ยงแขกมากมาย แต่จบงานแล้วกลับเป็นหนี้ กลับทะเลาะกัน กลับมีความทุกข์ใจ ถ้าโยมเคยรู้สึกแบบนี้… โยมกำลังประสบปัญหาเดียวกับ “มหาเศรษฐี” ท่านหนึ่งในสมัยพุทธกาล ท่านชื่อว่า “กูฏทันตพราหมณ์”

เรื่องราวของท่านใน กูฏทันตสูตร จะเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะไขความลับว่า “ทำบุญอย่างไร ให้ใช้ทุนน้อยที่สุด (Low Cost) แต่ได้กำไรมหาศาล (High Return)” และเป็นกำไรที่ยั่งยืนข้ามภพข้ามชาติ


๑. งานอีเวนต์ที่แลกมาด้วยชีวิต (The Grand Sacrifice)

ย้อนกลับไปเมื่อ ๒,๕๐๐ กว่าปีก่อน ณ หมู่บ้านขานุมัตตะ กูฏทันตพราหมณ์คนนี้ ไม่ใช่พราหมณ์ธรรมดา แต่เป็นระดับ “เจ้าสัว” ที่พระเจ้าพิมพิสารพระราชทานเมืองให้ปกครอง รวยล้นฟ้า มีคนนับหน้าถือตา วันหนึ่ง ท่านเกิดความคิดอยากจะจัด “มหายัญ” หรือพิธีบูชายัญครั้งประวัติศาสตร์ เพื่อเสริมบารมีให้ตัวเอง โยมลองจินตนาการภาพตามนะ… มีการสร้างโรงพิธีขนาดใหญ่ มีเสาหลักปักเรียงราย และสิ่งที่น่าสลดใจคือ มีสัตว์มารอความตายอยู่ที่นั่น วัวหนุ่ม ๗๐๐ ตัว, ลูกวัว ๗๐๐ ตัว, แพะ ๗๐๐ ตัว, แกะ ๗๐๐ ตัว… รวมแล้วกว่า ๓,๕๐๐ ชีวิต! เสียงร้องระงมด้วยความกลัวตาย กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่ว

แต่เชื่อไหมโยม… แม้จะเตรียมงานยิ่งใหญ่ขนาดนี้ กูฏทันตพราหมณ์กลับ “ไม่มีความสุข” ท่านมีความกังวล มีความไม่มั่นใจว่า “เอ๊ะ… เราทำถูกพิธีหรือยัง? ถ้าทำผิด เดี๋ยวสวรรค์ลงโทษจะซวยหนักกว่าเดิม” พอดีท่านได้ข่าวว่า พระพุทธเจ้าเสด็จมาใกล้ๆ ท่านจึงตัดสินใจทิ้งอีโก้ของตัวเอง เข้าไปกราบทูลถามพระพุทธเจ้าถึง “วิธีบูชายัญที่สมบูรณ์แบบ”


๒. โมเดล “ยัญสันติภาพ” (The Non-Violent Model)

พระพุทธเจ้าของเรา ท่านเป็นยอดนักจิตวิทยา ท่านไม่ได้เดินไปชี้หน้าด่ากูฏทันตะว่า “หยุดนะ! เจ้าคนใจบาป ห้ามฆ่าสัตว์!” เพราะถ้าทำแบบนั้น พราหมณ์คงโกรธและเดินหนีไปแน่ๆ แต่พระองค์ทรงใช้วิธี “เล่านิทาน” พระองค์ตรัสเล่าเรื่องในอดีตของกษัตริย์พระองค์หนึ่งชื่อ “พระเจ้ามหาวิชิตราช” ผู้ซึ่งเคยเจอปัญหาเดียวกับกูฏทันตะ คืออยากทำบุญใหญ่ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร

พระพุทธองค์ทรงเล่าว่า ในยุคนั้น พระเจ้ามหาวิชิตราชได้รับคำแนะนำจากปุโรหิตผู้ฉลาดหลักแหลมว่า ก่อนจะทำบุญใหญ่ พระองค์ต้องแก้ปัญหาบ้านเมือง ๓ ข้อนี้ก่อน:

ข้อที่ ๑: แก้ปัญหาปากท้อง (Economics First) ปุโรหิตทูลว่า “บ้านเมืองยังมีโจรผู้ร้ายชุกชุม เพราะคนอดอยาก การจะปราบโจรด้วยการจับไปฆ่าหรือขังคุก มันไม่จบ แต่ต้องแก้ที่ต้นเหตุ” วิธีการคือ… แจกพันธุ์ข้าวให้เกษตรกร, ให้ทุนพ่อค้าไปลงทุน, ให้เงินเดือนข้าราชการให้พอใช้ พอคนมีกินมีใช้ เศรษฐกิจดี… โจรก็หายไปเอง (โยมเห็นไหม? พระพุทธศาสนามองลึกถึงโครงสร้างเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่บอกให้สวดมนต์แล้วรวย)

ข้อที่ ๒: สร้างการมีส่วนร่วม (Inclusiveness) จะจัดงานใหญ่ อย่าทำคนเดียว พระราชาต้องไปปรึกษาเจ้าเมืองขึ้น ขุนนาง พราหมณ์ และเศรษฐี ให้ทุกคน “เห็นชอบ” ร่วมกันก่อน งานบุญที่ดี ต้องไม่เกิดจากการบังคับ แต่ต้องเกิดจาก “ความสามัคคี”

ข้อที่ ๓: ยัญที่ไร้เลือด (Bloodless Sacrifice) เมื่อบ้านเมืองสงบ คนสามัคคีแล้ว ถึงเวลาทำพิธี ในพิธีของพระเจ้ามหาวิชิตราช ไม่มีการฆ่าสัตว์แม้แต่ตัวเดียว ไม่มีการตัดไม้ทำลายป่า ไม่มีการเกณฑ์แรงงานทาสให้ร้องไห้น้ำตาตก เครื่องบูชามีแค่ เนยใส น้ำมัน นมสด น้ำผึ้ง และน้ำอ้อย เป็นพิธีที่ “สะอาด สว่าง และสงบ”

พอกูฏทันตะได้ฟังเรื่องนี้… ใจท่านเริ่มเปลี่ยน ท่านเริ่มเห็นภาพแล้วว่า “ความยิ่งใหญ่ ไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยความตาย”


๓. บันไดแห่งบุญ: ลงทุนน้อย แต่ได้มาก (The Ladder of Merit)

ทีนี้ กูฏทันตะผู้มีความเป็นนักธุรกิจ ก็ถามคำถามที่สำคัญมากต่อพวกเราทุกคน ท่านถามพระพุทธเจ้าว่า: “ข้าแต่พระโคดม… มียัญ (การทำบุญ) อย่างอื่นอีกไหม? ที่ลงทุนน้อยกว่านี้ เตรียมงานง่ายกว่านี้ แต่ได้กำไร (อานิสงส์) มากกว่านี้?”

พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า “มีสิพราหมณ์” และทรงไล่ลำดับขั้นบันไดแห่งบุญให้ฟัง ๕ ขั้น ดังนี้ อาตมาอยากให้โยมตั้งใจฟังนะ เพราะนี่คือ “ลายแทงขุมทรัพย์” ของชีวิต

ขั้นที่ ๑: นิตยทาน (การให้ทานสม่ำเสมอ) ไม่ต้องจัดงานใหญ่โต ไม่ต้องฆ่าสัตว์ แค่โยมใส่บาตรทุกเช้า หรือบริจาคทานตามกำลังศรัทธา แก่ผู้ทรงศีล การทำสม่ำเสมอ ฝึกจิตให้เป็นผู้ให้ ลดความตระหนี่ในใจ ได้บุญมากกว่าการฆ่าสัตว์บูชายัญเป็นไหนๆ

ขั้นที่ ๒: วิหารทาน (การสร้างถาวรวัตถุ) ถ้าอยากได้กำไรมากกว่านั้น คือการสร้างที่พักอาศัยให้สงฆ์ สร้างโรงพยาบาล สร้างโรงเรียน เพราะมันเป็นประโยชน์สาธารณะ ใช้ได้นาน เป็นที่พึ่งของคนหมู่มาก

ขั้นที่ ๓: สรณคมน์ (การมีจุดยืนทางใจ) พระพุทธองค์ตรัสว่า มีสิ่งที่ลงทุนน้อยกว่าการสร้างตึก แต่ได้บุญมากกว่า… นั่นคือ การถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง ไม่ต้องใช้เงินสักบาท แค่ใช้ “ใจ” ที่ศรัทธามั่นคง ยึดมั่นในความดี ไม่ไหว้ผีขอหวย ไม่อ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์แบบงมงาย แค่มีใจที่มั่นคงในธรรม… นี่คือกำไรมหาศาล

ขั้นที่ ๔: ศีล ๕ (ความปกติของมนุษย์) ยังมีอีกพราหมณ์… ที่ประเสริฐกว่านั้น คือ การรักษาศีล ๕

  • ไม่ฆ่า
  • ไม่ขโมย
  • ไม่เจ้าชู้
  • ไม่โกหก
  • ไม่เมา โยมลองคิดดูสิ การรักษาศีลต้องใช้เงินไหม? ไม่ต้องเลย แต่ผลของมันคืออะไร? คือความปลอดภัยในชีวิต คือเกียรติยศ คือความไว้วางใจจากสังคม คนมีศีล ไปไหนก็เย็น ไปไหนก็ปลอดภัย นี่คือยัญที่ประเสริฐกว่าทานทั้งปวง

ขั้นที่ ๕: ภาวนา (การตื่นรู้) และสุดท้าย… ยอดเยี่ยมที่สุด ลงทุนด้วย “ลมหายใจ” ของตัวเอง คือการเจริญสมาธิและวิปัสสนาปัญญา จนจิตสงบ (ฌาน) และเกิดปัญญารู้แจ้งความจริง (วิชชา) จนกิเลสหมดไปจากใจ นี่คือ “ยัญสูงสุด” ในพระพุทธศาสนา ไม่มีการลงทุนใดในโลก ที่จะให้ผลตอบแทนเป็น “อิสรภาพจากความทุกข์” ได้ นอกจากสิ่งนี้


๔. ปาฏิหาริย์แห่งการตื่น (The Transformation)

เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง… สิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้นที่กลางใจของกูฏทันตพราหมณ์ ดวงตาเห็นธรรมเกิดขึ้น ท่านบรรลุเป็นพระโสดาบัน! ความมืดบอดที่เคยมีหายไปหมดสิ้น ท่านมองเห็นแล้วว่า พิธีฆ่าสัตว์ ๓,๕๐๐ ตัวที่เตรียมไว้นั้น มันช่างไร้สาระและโหดร้ายเหลือเกิน

ท่านกราบพระพุทธเจ้า แล้วประกาศคำสั่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของท่าน: “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ… ข้าพระองค์ขอปล่อยโค ๗๐๐ ตัว แพะ แกะ ทั้งหมดให้เป็นอิสระ! ขอให้พวกมันได้กินหญ้าเขียวสด ได้ดื่มน้ำเย็น ได้รับลมเย็นๆ ขอชีวิตจงคืนสู่ชีวิตเถิด!”

จากลานประหาร กลายเป็นเขตอภัยทาน จากกลิ่นคาวเลือด กลายเป็นกลิ่นหอมของศีลธรรม และคนที่ได้รับความสุขที่สุด ไม่ใช่ใครที่ไหน… คือตัวกูฏทันตะเอง ที่ใจเบา สบาย และเย็นฉ่ำ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน


บทสรุปส่งท้าย: เลิกแบก หันมาเบา

เจริญพรสาธุชน…

เรื่องราวของกูฏทันตสูตร สอนอะไรคนรุ่นใหม่อย่างพวกเรา?

๑. อย่าหลงเปลือก: อย่าคิดว่าการทำบุญต้องใช้เงินเยอะ ต้องจัดงานใหญ่ ต้องมีคนกดไลก์เยอะๆ ถึงจะได้บุญมาก บุญที่แท้จริงคือความสะอาดของใจ ไม่ใช่ความอลังการของงาน

๒. ความสำเร็จที่แท้จริงต้องไม่เบียดเบียน: ไม่ว่าโยมจะทำธุรกิจ หรือดำเนินชีวิต ถ้าความสำเร็จนั้นต้องแลกมาด้วยความทุกข์ของคนอื่น หรือการเอาเปรียบใคร นั่นไม่ใช่ความสำเร็จที่ยั่งยืน เหมือนยัญเลือดของพราหมณ์

๓. ลงทุนให้ถูกที่: พระพุทธเจ้าชี้ทางลัดให้แล้ว

  • ถ้าโยมอยากรวย ให้ทาน
  • ถ้าโยมอยากสวย/หล่อและปลอดภัย ให้ถือศีล
  • ถ้าโยมอยากมีความสุขที่แท้จริงและเป็นอิสระ ให้ภาวนา

วันนี้… ลองถามตัวเองดูสิว่า เรากำลังแบกฟืน แบกสัตว์ไปฆ่า แบกภาระหนี้สินเพื่อสร้างภาพลักษณ์ เหมือนกูฏทันตะตอนแรกอยู่หรือเปล่า? ถ้าใช่… วางลงเถอะโยม หันมาบูชายัญด้วย “ศีล” หันมาบูชายัญด้วย “ความเมตตา” ไม่ต้องใช้เงิน แต่ใช้ “ใจ” แล้วโยมจะพบว่า ความสุขที่แท้จริงนั้น เรียบง่าย ประหยัด และมีอยู่แล้วในลมหายใจของโยมเอง

ขอให้ทุกท่านจงเป็นผู้ฉลาดในการลงทุนชีวิต เปลี่ยนจากผู้เบียดเบียน เป็นผู้ให้ชีวิต และเข้าถึงความสุขสงบเย็น ดั่งนัยแห่งกูฏทันตสูตรนี้ทุกประการ เทอญ.

เจริญพร.

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *