บทธรรมเทศนา ตอนที่ ๖ “อย่าหลงแค่ ‘เปลือก’… เลือกหา ‘แก่น’ ให้เจอ”

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

“อัทธิ โข มะหาลิ อัญเญ ธัมมา อุตตะริตะรา จะ ปะณีตะตะราติ” (ดูก่อนมหาลิ… ยังมีธรรมเหล่าอื่นที่ยิ่งกว่าและประณีตกว่า ซึ่งภิกษุทั้งหลายประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำให้แจ้งอยู่)

เจริญพรสาธุชนผู้มีปัญญาและใฝ่หาความจริงทุกท่าน…

วันนี้อาตมาอยากชวนพวกเรามาคุยเรื่อง “เป้าหมายของชีวิต” กันสักหน่อย ในยุคนี้… ยุคที่เราตื่นเต้นกับอะไรที่มัน “ว้าว” ง่ายเหลือเกิน เราชอบเรื่องปาฏิหาริย์ ชอบเรื่องลี้ลับ ชอบคนที่มีความสามารถพิเศษเหนือมนุษย์ ใครเห็นอนาคตได้ ใครคุยกับวิญญาณได้ เราก็จะแห่แหนกันไปกราบไหว้ ไปฝากตัวเป็นศิษย์ เพราะลึกๆ แล้วเราเชื่อว่า สิ่งเหล่านั้นคือ “ที่สุด” ของศาสนาพุทธ

แต่โยมเคยสงสัยไหม? ว่าถ้าศาสนาพุทธมีเป้าหมายอยู่แค่การ “เห็นผี” หรือ “มีหูทิพย์” พระพุทธเจ้าของเราจะต่างอะไรกับฤาษีชีไพร หรือพ่อมดหมอผีที่มีมาก่อนหน้านั้นนับพันปี? ถ้าโยมกำลังสงสัย หรือกำลังตื่นเต้นกับเรื่องอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ อาตมาอยากให้โยมลองฟังเรื่องราวจาก มหาลิสูตร นี้ดู แล้วโยมจะพบคำตอบว่า… เรากำลังหลงเก็บ “เปลือกหอย” แล้วทิ้ง “เพชร” ไปหรือเปล่า?

๑. เมื่อคนเห็นผี… มาเถียงกันเรื่อง “หูทิพย์” (The Partial Truth)

เรื่องราวมันเริ่มขึ้นที่ป่ามหาวัน ใกล้เมืองเวสาลี มีเจ้าชายท่านหนึ่งชื่อ “เจ้ามหาลิ” ท่านมีความสงสัยคับข้องใจเกี่ยวกับเพื่อนเก่าคนหนึ่งชื่อ “สุนักขัตตะ” สุนักขัตตะคนนี้ประวัติไม่ธรรมดา เคยบวชเป็นพระ แถมเคยเป็นถึงพระอุปัฏฐากดูแลรับใช้พระพุทธเจ้าอยู่ถึง ๓ ปี แต่สุดท้าย… ลาสิกขาออกไป ไปเป็นเดียรถีย์ แล้วก็ไปเที่ยวคุยฟุ้งอวดชาวบ้านว่า “ตอนที่ข้าบวชอยู่น่ะ ข้าทำสมาธิเก่งมาก ข้าเห็น ‘รูปทิพย์’ สวยงามมาก เทวดานางฟ้านี่เห็นหมด แต่แปลกใจอย่างเดียว ข้าไม่เคยได้ยิน ‘เสียงทิพย์’ เลย สงสัยเสียงทิพย์มันจะไม่มีจริงมั้ง?”

เจ้ามหาลิฟังแล้วก็คาใจ รีบแจ้นมาทูลถามพระพุทธเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่สุนักขัตตะพูดมาน่ะจริงไหม? เสียงทิพย์มีจริงหรือเปล่า หรือมีแค่รูป?”

พระพุทธเจ้าตรัสตอบทันทีว่า “ดูก่อนมหาลิ เสียงทิพย์นั้น มีอยู่จริง ไม่ใช่ไม่มี” แล้วทำไมสุนักขัตตะถึงไม่ได้ยินล่ะ? พระองค์เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ ว่า มันเป็นเรื่องของ “การจูนคลื่น” สุนักขัตตะนั้น “เจริญสมาธิมาทางเดียว” คือตั้งโปรแกรมจิตไว้แค่ “ขอให้เห็นรูป” จิตก็เลยทำงานตามสั่ง เห็นแต่รูป แต่ไม่ได้จูนคลื่นรับเสียง เหมือนเราดูทีวีแล้วกดปุ่ม Mute (ปิดเสียง) เราเห็นภาพชัดแจ๋ว แต่หูไม่ได้ยิน ในทางกลับกัน ถ้าใครตั้งจิตไว้แค่ฟังเสียง ก็จะได้ยินแต่เสียง ไม่เห็นรูป แต่ถ้าใครฉลาดในการฝึกจิต จูนทั้งภาพและเสียง ก็จะรับรู้ได้ทั้งสองอย่าง

ตรงนี้พระองค์กำลังสอนอะไรเรา? พระองค์กำลังบอกว่า “อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ เป็นเรื่องของทักษะ (Skill)” เหมือนคนฝึกเล่นดนตรี เหมือนคนฝึกว่ายน้ำ ใครฝึกด้านไหนก็ได้ด้านนั้น ไม่ใช่เครื่องวัดความบริสุทธิ์ของจิตใจ คนเห็นผีได้ ไม่ได้แปลว่าเป็นคนดี คนมีหูทิพย์ ไม่ได้แปลว่าจะหมดกิเลส

๒. อย่าซื้อสมาร์ทโฟน… เพื่อมาใช้แค่ “ไฟฉาย” (The Misconception)

พอเจ้ามหาลิได้ฟังดังนั้น ก็ตาโตเลย คิดไปไกลว่า “โอ้โฮ! ถ้าอย่างนั้น การที่พระสงฆ์ยอมสละบ้านเรือนมาบวชลำบากลำบน ก็คงเพื่อสิ่งนี้สินะ? เพื่อจะได้ตาทิพย์ หูทิพย์ แบบนี้ใช่ไหมพระเจ้าข้า?”

ทันทีที่มหาลิคิดแบบนั้น พระพุทธองค์ทรงเบรกทันที! ตรัสปฏิเสธอย่างหนักแน่นว่า: “มิได้เลย มหาลิ… ภิกษุทั้งหลายไม่ได้ประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักของเรา เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งสมาธิภาวนา (ตาทิพย์ หูทิพย์) เหล่านี้เลย”

โยมลองคิดตามนะ… ถ้าเราซื้อสมาร์ทโฟนราคาแพงเหยียบหมื่น แต่เอามาใช้แค่เปิด “ไฟฉาย” ส่องทาง โยมว่าคุ้มไหม? สมาธิหรืออิทธิฤทธิ์ ก็เหมือนไฟฉาย มันมีประโยชน์ มันทำให้เราเห็นอะไรแปลกใหม่ แต่มันไม่ใช่ฟังก์ชั่นหลักของโทรศัพท์ พระพุทธศาสนามี “แอปพลิเคชัน” ที่เจ๋งกว่านั้น แพงค่ากว่านั้น และสำคัญกว่านั้นมาก นั่นคือ “ธรรมที่ยิ่งกว่าและประณีตกว่า”

พระองค์ตรัสบอกมหาลิว่า เป้าหมายที่แท้จริงของการปฏิบัติธรรม ไม่ใช่เพื่อเป็นผู้วิเศษ แต่เพื่อเป็น “ผู้เป็นอิสระ” ผ่านการยกระดับจิตใจ ๔ ขั้นตอน:

  • ขั้นที่ ๑ โสดาบัน: คือผู้ที่ “ล็อกเป้าความดี” ได้แล้ว ตัดความเชื่อที่งมงาย ตัดความลังเลสงสัยในกฎแห่งกรรม ชีวิตนี้ปิดประตูอบายภูมิ ไม่ต้องไปเกิดในนรกอีก
  • ขั้นที่ ๒ สกทาคามี: คือผู้ที่จิตใจเบาบางจากความโลภ ความโกรธ ความหลง ปัญหาชีวิตน้อยลง ทุกข์น้อยลง
  • ขั้นที่ ๓ อนาคามี: คือผู้ที่ชนะใจตนเองในเรื่องกามคุณ ไม่ตกเป็นทาสของรูป รส กลิ่น เสียง อีกต่อไป
  • ขั้นที่ ๔ พระอรหันต์: คือผู้ที่จิตเป็นอิสระโดยสมบูรณ์ สิ้นอาสวกิเลส เหมือนนกที่บินออกจากกรงขังตลอดกาล

นี่ต่างหาก… คือ “กำไร” ที่แท้จริงของการเกิดมาเป็นมนุษย์

๓. ทางเดินของคนจริง (The Real Path)

เมื่อมหาลิถามว่า “แล้วต้องทำอย่างไร ถึงจะไปถึงจุดนั้นได้?” พระพุทธองค์ไม่ได้บอกให้ไปนั่งเพ่งลูกแก้ว ไม่ได้บอกให้ไปบูชาไฟ แต่ทรงมอบ “แผนที่เดินทาง” ที่ชื่อว่า “อริยมรรคมีองค์ ๘” ให้

เริ่มจาก สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ) คือการกลัดกระดุมเม็ดแรกให้ถูก เชื่อในเหตุผล เชื่อในความดี ส่งต่อมาที่การกระทำ… พูดดี ทำดี ประกอบอาชีพสุจริต และสำคัญที่สุด คือการฝึกใจ… มีความเพียร มีสติระลึกรู้ และมีสมาธิที่ตั้งมั่น

สมาธิในทางพุทธ ไม่ใช่สมาธิเพื่อไปดูสวรรค์วิมาน แต่เป็นสมาธิเพื่อให้จิตตั้งมั่น แล้วเอามา “พิจารณาความจริงของกายและใจ” ให้เกิดปัญญา เปรียบเหมือนเราลับมีด (ทำสมาธิ) ไม่ใช่เพื่อเอาไปอวดว่ามีดเงาวับ แต่ลับมีดเพื่อเอาไป “ตัดเชือก” (ตัดกิเลส) ที่มัดใจเราอยู่ต่างหาก

๔. เลิกเถียง… แล้วลงมือทำ (Stop Arguing, Start Doing)

ในช่วงท้าย พระพุทธองค์ยังตรัสถึงปัญหาโลกแตกที่นักปราชญ์ยุคนั้นเถียงกันคอเป็นเอ็น คือเรื่อง “ชีวะกับสรีระ” (จิตกับกาย เป็นสิ่งเดียวกันหรือคนละสิ่ง?) พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า คนที่เถียงกัน คือคนที่ยัง “ไม่รู้” พระองค์เปรียบเหมือนคนที่มีตาดี มองเห็นแก้วมณีในมือชัดเจน เขาจะเห็นเลยว่า นี่คือแก้ว นี่คือด้ายที่ร้อยแก้วอยู่ มันแยกส่วนกันชัดเจน ผู้ที่ปฏิบัติจนจิตตั้งมั่น (สัมมาสมาธิ) และเกิดปัญญาญาณ (วิชชา) เห็นความจริงของกายและใจตามความเป็นจริงแล้ว เขาจะ “เลิกสงสัย” และ “เลิกเถียง” เพราะเมื่อปฏิบัติถึงธรรมแล้ว “ความจริงจะยุติปัญหา” ไม่ต้องใช้ตรรกะมาถกเถียงกันอีกต่อไป

บทสรุปส่งท้าย: วิชชาและจรณะ คือความสมบูรณ์แบบ

เจริญพรสาธุชน… เรื่องมหาลิสูตรนี้ สอนใจคนยุคใหม่อย่างพวกเราได้ดีเหลือเกิน เรามักอยากเป็น “คนพิเศษ” อยากมีอะไรเหนือกว่าคนอื่น อยากรู้อนาคตล่วงหน้า แต่ขอให้ระลึกไว้เสมอว่า “คนสมบูรณ์แบบ” ในสายตาของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ Superman ที่เหาะได้ ไม่ใช่ Doctor Strange ที่เสกเวทมนตร์ได้

แต่คนสมบูรณ์แบบ คือคนที่มี “วิชชา และ จรณะ” วิชชา คือ ความรู้แจ้ง รู้เท่าทันกิเลส รู้เท่าทันทุกข์ จรณะ คือ ความประพฤติที่งดงาม ที่เกิดจากศีลและสมาธิที่ถูกต้อง

วันนี้… ลองถามตัวเองดูสิว่า เราปฏิบัติธรรมเพื่ออะไร? เพื่อจะเอาไปคุยอวดคนอื่นว่า “ฉันนั่งสมาธิเห็นนั่นเห็นนี่” เหมือนสุนักขัตตะ? หรือเพื่อจะขัดเกลาใจตัวเอง ให้โกรธน้อยลง ให้โลภน้อยลง ให้มีความสุขง่ายขึ้น?

ถ้าโยมเลือกอย่างหลัง… โยมกำลังเดินอยู่บนทางสายเอก สายเดียวกับที่พระพุทธเจ้าทรงเดิน และปลายทางของถนนสายนี้ ไม่ใช่ความตื่นเต้นหวือหวา แต่มันคือ “ความสงบเย็น” ที่เงินล้านก็ซื้อไม่ได้ และไม่มีใครมาแย่งชิงไปจากใจโยมได้ตลอดกาล

ขอให้ทุกท่านจงเป็นผู้ฉลาดในการเลือก “แก่น” ของชีวิต ยิ่งกว่า “เปลือก” ของมายา และเข้าถึงความสุขที่แท้จริงดั่งนัยแห่งมหาลิสูตรนี้ทุกประการ เทอญ.

เจริญพร.

๏ เห็นผีมีฤทธิ์อ้าง……….อวดตน

ใช่แก่นธรรมสากล……….กล่าวไว้

เปรียบเปลือกห่อผิวยล…….ยามยาก

เพชรค่าวางทิ้งให้……….ห่างพ้นทางจริง

๏ มือถือซื้อมากล้น……….ราคา

ใช้แค่ไฟฉายหา…………..ส่องหญ้า

อริยมรรคมรรคา………….ควรค่า

กลับไม่เห็นคุณข้า………..เขลาแท้เสียดาย

๏ สมาธิที่เที่ยงแท้………..คือปัญญา

ตัดกิเลสโลภา…………….ผ่อนร้อน

วิชชาจรณะพา……………..พ้นผ่าน

สุขสงบจบซับซ้อน……….สว่างแจ้งนิพพาน ฯ

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *