บทธรรมเทศนา ตอนที่ ๙ กับดักความสำเร็จของมหาบุรุษ: เมื่อสวรรค์ไม่ใช่ที่สิ้นสุด

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

เจริญพรญาติโยม สาธุชนผู้มีบุญทุกท่าน…

วันนี้อาตมาจะพาพวกเราย้อนเวลา… ไม่ใช่แค่ร้อยปีหรือพันปี แต่ย้อนไปไกลถึงสมัยที่โลกนี้ถูกปกครองด้วยระบบจักรพรรดิ ย้อนไปถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อไปฟังเรื่องราวของบุรุษผู้หนึ่ง ที่เรียกได้ว่าเป็น “Icon” แห่งความสำเร็จ ทั้งทางโลกและทางธรรมในยุคนั้น

เรื่องราวนี้ปรากฏอยู่ใน “มหาโควินทสูตร” ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันความยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้าของเรา ว่าพระองค์ไม่ได้เพิ่งจะมาเก่งในชาตินี้ แต่ทรงสั่งสมบารมี ทรงเป็น “ผู้นำจิตวิญญาณ” มานับภพนับชาติไม่ถ้วน

๑. Breaking News จากสวรรค์: เมื่อเทวดาตื่นเต้นกับ “น้องใหม่”

เรื่องมันเริ่มที่เขาคิชฌกูฏ… ปัญจสิขคนธรรพบุตร (ศิลปินเอกแห่งสวรรค์) ได้นำข่าวจากการประชุมสุดยอดผู้นำเทวดา มาเล่าถวายพระพุทธเจ้า ท่านเล่าว่า ในวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำ ที่ผ่านมา บรรยากาศใน “สุธรรมาสภา” (รัฐสภาของเทวดา) คึกคักมาก ทำไมถึงคึกคัก? ไม่ใช่เพราะมีคอนเสิร์ต แต่เพราะเหล่าเทวดาเจ้าถิ่น สังเกตเห็นปรากฏการณ์แปลกประหลาด

คือมี “เทพบุตรใหม่” (Newcomers) ที่เพิ่งตายจากโลกมนุษย์ แล้วมาเกิดในสวรรค์ เทพบุตรเหล่านี้ มีรัศมีสว่างไสว มีบารมี มียศศักดิ์ “ข่ม” เทพเจ้าเดิมๆ จนหมองไปเลย เมื่อสืบดูประวัติดู ก็พบว่า เทพบุตรใหม่เหล่านี้ ล้วนเป็นผู้ที่เคยประพฤติพรหมจรรย์ในพระพุทธศาสนา เป็นศิษย์ของพระสมณโคดมทั้งนั้น!

พอเห็นแบบนี้ ท้าวสักกะ (CEO ของสวรรค์) ถึงกับต้องลุกขึ้นประกาศกลางสภา สรรเสริญพระคุณ ๘ ประการของพระพุทธเจ้า ท่านวิเคราะห์ให้เทวดาทั้งหลายฟังว่า ทำไมพระพุทธเจ้าถึงสร้างลูกศิษย์ที่เก่งขนาดนี้ได้: ๑. พระองค์ทำเพื่อเกื้อกูลมหาชนอย่างแท้จริง ๒. พระธรรมของพระองค์เป็นของจริง พิสูจน์ได้ทันที (อกาลิโก) ๓. พระองค์แยกแยะ ดี/ชั่ว กุศล/อกุศล ได้ชัดเจนเหมือนแยกสีดำออกจากสีขาว ๔. ทางสายกลางของพระองค์ สอดคล้องกลมกลืนกันเป็นระบบ เหมือนแม่น้ำใหญ่ที่ไหลรวมกัน ๕. ทรงมีความเป็น “สันโดษ” ไม่ยึดติด แม้จะมีคนศรัทธาล้นหลาม ๖. ทรงบริโภคปัจจัยสี่ด้วยสติ ไม่มัวเมา ๗. ข้อนี้สำคัญมาก… ทรง “ปากกับใจตรงกัน” (ตรัสอย่างไร ทำอย่างนั้น) ๘. ทรงข้ามความสงสัยได้หมดแล้ว เป็น “ผู้รู้จริง” ไม่ใช่แค่เดาเอา

๒. การปรากฏตัวของ “สนังกุมารพรหม”: เมื่อแสงสว่างกลบรัศมีเทพ

ขณะที่เทวดากำลังฮือฮากันอยู่นั้น จู่ๆ ก็เกิดแสงสว่างจ้าทางทิศเหนือ… สว่างจนเทวดาต้องหยีตา ท้าวสักกะบอกว่า “นิมิตมาแล้ว… เดี๋ยวพรหมจะเสด็จ”

แล้ว สนังกุมารพรหม (พรหมผู้คงความหนุ่มตลอดกาล) ก็ปรากฏตัวขึ้น แต่ความพีคคือ พรหมท่านมีพลังงานละเอียดมาก ถ้ามาในร่างจริง เทวดาจะมองไม่เห็น ท่านเลยต้อง “เนรมิตกายให้หยาบลง” (Downscale Avatar) เพื่อให้เทวดาชั้นดาวดึงส์สัมผัสได้ ท่านมาเพื่อมายืนยันอีกเสียงหนึ่งว่า พระพุทธเจ้าของเรานั้นยิ่งใหญ่จริง และปัญญาของพระองค์ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในชาตินี้

[๓. Flashback: ตำนานมหาโควินทพราหมณ์]

สนังกุมารพรหม ได้เล่าอดีตชาติของพระพุทธเจ้าให้ฟัง ในสมัยที่พระองค์เกิดเป็น “มหาโควินทพราหมณ์” โยมลองจินตนาการถึงผู้ชายที่ “Perfect” ที่สุดในโลกยุคนั้น มหาโควินท์ คือสุดยอดกุนซือ คือ Mastermind ผู้แบ่งแผ่นดินชมพูทวีป! ท่านเป็นที่ปรึกษาของพระเจ้าจักรพรรดิ พอผลัดแผ่นดิน พระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ (พระเจ้าเรณุ) บอกว่า “ช่วยแบ่งแผ่นดินให้หน่อย” มหาโควินท์ขีดเส้นแผนที่ จัดสรรเมืองใหญ่ ๗ เมือง ให้กษัตริย์ ๖ พระองค์ปกครอง โดยท่านทำหน้าที่เป็น “อาจารย์ใหญ่” สอนราชธรรมให้กษัตริย์ทั้งหมด

คือถ้าเป็นยุคนี้ ก็คือเป็นมหาเศรษฐี เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นที่ปรึกษาระดับโลก ที่ใครๆ ก็ต้องก้มหัวให้ เกียรติศัพท์ของท่านเลื่องลือไปทั่วว่า “มหาโควินท์เป็นผู้วิเศษ คุยกับพรหมได้”

๔. ความซื่อสัตย์ต่อตนเอง: การลาออกครั้งประวัติศาสตร์

แต่จุดเปลี่ยนมันอยู่ตรงนี้โยม… คนทั้งโลกยกย่องท่าน แต่ “ในใจลึกๆ” ท่านรู้อยู่แก่ใจว่า “เราไม่เคยเห็นพรหมเลย ข่าวลือมันมั่ว” ด้วยความที่เป็นคนซื่อสัตย์ต่อตนเอง (Intellectual Honesty) ท่านทนโกหกตัวเองไม่ได้ ท่านเลยตัดสินใจปลีกวิเวกในช่วงเข้าพรรษา ๔ เดือน หลบไปบำเพ็ญเพียรอย่างหนัก เพ่ง “กรุณาฌาน” เพื่อจะพิสูจน์ความจริง

จนกระทั่ง… สนังกุมารพรหมตัวจริงมาปรากฏ! มหาโควินท์ถามคำถามที่สำคัญที่สุดในชีวิตทันที: “ท่านครับ… ทำอย่างไรถึงจะไปพรหมโลกได้? ทำอย่างไรถึงจะเป็นอมตะ?”

พรหมตอบเป็นสมการสั้นๆ ว่า ๑. ต้องละอัตตา (ความถือตัวว่าเป็นเรา เป็นของเรา) ๒. ต้องอยู่สันโดษ ๓. ต้องเจริญเมตตากรุณา ๔. ต้องกำจัด “กลิ่นเหม็น” มหาโควินท์งง… กลิ่นเหม็นคืออะไร? ไม่ได้อาบน้ำเหรอ? พรหมเฉลยว่า กลิ่นเหม็นในที่นี้คือ กิเลส… ความโกรธ ความโกหก ความอิจฉาริษยา ความตระหนี่ ความมัวเมา นี่แหละคือกลิ่นเน่าในใจสัตว์โลก

พอได้คำตอบ… มหาโควินท์ทำสิ่งที่โลกตะลึง ท่านตัดสินใจ “ลาออก” จากตำแหน่งมหาพราหมณ์ ทิ้งทรัพย์สมบัติ ทิ้งอำนาจวาสนาที่คนทั้งโลกอยากได้ ออกบวชเป็นฤาษี โดยมีกษัตริย์และบริวารนับพันออกบวชตาม ท่านสอนลูกศิษย์ให้เจริญ พรหมวิหาร ๔ (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) จนพากันไปเกิดในพรหมโลกได้สำเร็จ

๕. ความจริงที่เหนือกว่า: ทำไมพรหมโลกจึงไม่ใช่คำตอบ?

เรื่องเล่าจบลงที่ความชื่นชมยินดีของเทวดา… แต่พระพุทธองค์ทรงสรุปตบท้ายด้วย “ความจริงที่เหนือกว่า” (Ultimate Truth) ทรงยืนยันกับปัญจสิขะว่า: “เรานี่แหละ คือมหาโควินทพราหมณ์ในชาตินั้น”

แต่… ฟังดีๆ นะโยม พระองค์ตรัสต่อว่า ทางสายนั้น (พรหมวิหาร ๔) ที่เราเคยทำในอดีต มันพาไปได้ไกลสุดแค่ “พรหมโลก” มันยังไม่จบ… หมดบุญจากพรหม ก็ต้องตกลงมาเวียนว่ายตายเกิดอีก ยังต้องร้องไห้ ยังต้องเจ็บปวด ยังต้องตายอีกไม่รู้จบ

แต่ทางสายใหม่ที่เราค้นพบในชาตินี้ คือ “อริยมรรคมีองค์ ๘” ๑. เห็นชอบ ๒. ดำริชอบ ๓. เจรจาชอบ ๔. การงานชอบ ๕. เลี้ยงชีพชอบ ๖. เพียรชอบ ๗. ระลึกชอบ ๘. ตั้งใจมั่นชอบ ทางสายนี้ต่างหาก ที่พาไปสู่ “ความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ดับทุกข์ และนิพพาน” เป็นทางที่จบจริง ดับเย็นจริง ไม่ต้องกลับมาเกิดอีก

บทสรุป

ญาติโยมสาธุชนทั้งหลาย… มหาโควินทสูตร สอนบทเรียนล้ำค่าให้เรา ๓ ข้อ คือ

๑. ความสำเร็จทางโลก มีเพดาน: เราอาจจะอยากรวย อยากมีอำนาจเหมือนมหาโควินท์ แต่จำไว้เสมอว่า สิ่งเหล่านี้เป็นแค่ “สมบัติผลัดกันชม” สุดท้ายก็ต้องทิ้งไว้ ยึดถือเป็นตัวเราของเราไม่ได้ ขนาดมหาโควินท์ผู้ยิ่งใหญ่ ยังทิ้งทุกอย่างเพื่อหาความสงบ แล้วเราจะแบกโลกไว้ทำไม?

๒. ความดีพาไปสวรรค์ แต่ปัญญาพาไปนิพพาน: การทำดี มีเมตตา (พรหมวิหาร ๔) เป็นสิ่งประเสริฐ พาเราไปเกิดในภพภูมิที่ดี (เหมือนไปพรหมโลก) แต่ถ้าอยาก “จบเกม” แห่งความทุกข์ ต้องก้าวไปอีกขั้น คือการเจริญวิปัสสนา ตามมรรคมีองค์ ๘ ต้องรู้เท่าทันความจริงของกายใจ ถอนความยึดมั่นถือมั่นให้ได้

๓. เรามีโชคเหลือเกินที่เจอพระพุทธศาสนา: ในอดีตชาติ พระองค์ต้องบำเพ็ญเพียรแทบตาย กว่าจะรู้แค่ทางไปพรหมโลก แต่ในชาตินี้ พระองค์นำ “ทางลัด” ที่ประเสริฐที่สุด คือทางสู่นิพพาน มาวางไว้ตรงหน้าเราแล้ว อย่าปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป

วันนี้ กลับไป… ลองสำรวจ “กลิ่นเหม็น” ในใจตัวเองดูบ้างนะ ความโกรธ ความริษยา ความตระหนี่… วันนี้เราชำระล้างมันบ้างหรือยัง? ขอให้เราเดินตามรอยบาทพระศาสดา เริ่มจากละชั่ว ทำดี และทำจิตใจให้บริสุทธิ์ เพื่อที่วันหนึ่ง เราจะได้ไม่ต้องไปแค่สวรรค์ แต่ไปให้ถึงฝั่งแห่งความพ้นทุกข์อย่างแท้จริง

ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย จงดลบันดาลให้โยมทุกท่าน มีปัญญาเห็นธรรม มีความสุขกาย สบายใจ ปราศจากทุกข์โศกโรคภัย เจริญก้าวหน้าในอริยมรรค ตลอดกาลนานเทอญ…

เจริญพร

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *