Daily Archive: December 13, 2025
ในโลกยุคปัจจุบัน เรามักตั้งคำถามกับ “ความเชื่อ” และเรียกร้องหา “หลักฐาน” (Evidence-based) ก่อนที่จะปักใจเชื่อสิ่งใด แต่จะเป็นอย่างไรถ้า “อัจฉริยะอันดับหนึ่ง” ของโลก ผู้มีปัญญาล้ำเลิศที่สุด (รองจากศาสดา) ออกมาประกาศรับรองความยิ่งใหญ่ของผู้นำทางจิตวิญญาณด้วยตนเอง?
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ) เจริญพรญาติโยม สาธุชนผู้มีปัญญา ผู้แสวงหาความจริง และผู้ต้องการที่พึ่งทางใจทุกท่าน… วันนี้อาตมาอยากชวนพวกเราตั้งคำถามกับคำว่า “ความเชื่อ” ในยุคปัจจุบัน ยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร (Information Age) เวลาเราจะเชื่ออะไรสักอย่าง เรามักจะถามหา “หลักฐาน” (Evidence) เราอ่านรีวิว เราดูสถิติ เราต้องการข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ เราไม่ได้เชื่อแค่เพราะ “เขาเล่าว่า” หรือ “อาจารย์บอกมา” อีกต่อไป
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ) เจริญพรญาติโยม สาธุชนผู้มีปัญญา ผู้แสวงหาความจริงของชีวิตทุกท่าน… วันนี้อาตมาจะพาพวกเราเดินทางย้อนเวลา… ไม่ใช่แค่ร้อยปี ไม่ใช่พันปี แต่จะพาย้อนกลับไปไกลถึงจุดเริ่มต้นของจักรวาล จุดเริ่มต้นของสังคมมนุษย์ เพื่อตอบคำถามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคำถามหนึ่งว่า “พวกเรามาจากไหน?” และ “ทำไมโลกเราถึงมีความเหลื่อมล้ำ?”
หากจะหา “จุดตัด” ที่สมบูรณ์แบบระหว่างจักรวาลวิทยา (Cosmology), มานุษยวิทยา (Anthropology) และการปฏิรูปสังคม (Social Reform) ในพระไตรปิฎก คงหนีไม่พ้น อัคคัญญสูตร (Aggañña Sutta)
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ) เจริญพรญาติโยม สาธุชนผู้มีปัญญา และผู้แสวงหาทางรอดในยุคสมัยแห่งความผันผวนทุกท่าน… วันนี้อาตมาอยากชวนพวกเรามาคุยกันเรื่อง “เวลา” และ “อนาคต” เรามักจะมองว่า “ประวัติศาสตร์” คือเรื่องราวในอดีตที่จบไปแล้ว และ “อนาคต” คือเรื่องที่ยังมาไม่ถึงและคาดเดาไม่ได้ แต่โยมรู้ไหมว่า ในทางพุทธศาสนา มีพระสูตรอยู่สูตรหนึ่งที่ทำหน้าที่เสมือน “กระจกเงาแห่งกาลเวลา” ที่ฉายภาพ “ประวัติศาสตร์แห่งอนาคต” (Future History) ไว้อย่างน่าตื่นตะลึง
เรามักมอง “ประวัติศาสตร์” ว่าเป็นเรื่องราวในอดีต แต่ จักกวัตติสูตร (Cakkavatti Sutta) คือพระสูตรที่ทำหน้าที่เสมือน “กระจกเงาแห่งกาลเวลา” ที่ฉายภาพ “ประวัติศาสตร์แห่งอนาคต” (Future History) ไว้อย่างน่าตื่นตะลึง
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ) เจริญพรญาติโยม สาธุชนผู้มีปัญญา ผู้ไม่หลงในเปลือกนอกทุกท่าน… วันนี้อาตมาอยากชวนพวกเรามาคุยกันเรื่อง “ภาพลักษณ์” (Image) ในยุคนี้ เรามักจะตัดสินคนจากสิ่งที่ตาเห็น… ใครแต่งตัวดี ใครพูดจาดูมีการศึกษา ใครทำท่าทางเคร่งขรึมดูศักดิ์สิทธิ์ เราก็มักจะเทใจเชื่อว่าเขาเป็น “คนดี” เป็น “ผู้วิเศษ” แต่ในทางพุทธศาสนา… พระพุทธองค์ทรงสอนให้เรามองทะลุเปลือกนอกเข้าไปให้ถึง “แก่น” ข้างใน
ในโลกยุคปัจจุบัน เรามักตัดสิน “ความศักดิ์สิทธิ์” หรือ “ความบริสุทธิ์” จากรูปลักษณ์ภายนอก ยิ่งเคร่งครัด ยิ่งทรมานตน ยิ่งดูเหมือนจะเข้าใกล้สัจธรรมมากขึ้น แต่ใน อุทุมพริกสูตร (Udumbarika Sutta) พระพุทธเจ้าได้ทรงเปิดโปงความจริงที่สั่นสะเทือนวงการนักพรต ด้วยการชี้ให้เห็นว่า “ความเคร่งครัดทางกาย” (ตบะ) อาจเป็นเพียงหน้ากากที่ซ่อนกิเลสอันร้ายกาจไว้ภายใน
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ) เจริญพรญาติโยม สาธุชนผู้มีปัญญา ผู้แสวงหาแก่นธรรมทุกท่าน… วันนี้อาตมาจะพาพวกเราไปเปิดหน้าประวัติศาสตร์พุทธศาสนา ไปดูเหตุการณ์ “ดราม่า” ครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในสมัยพุทธกาล พวกเรามักจะเข้าใจว่า ลูกศิษย์พระพุทธเจ้านั้นมีแต่คนศรัทธาแรงกล้า มีแต่คนบรรลุธรรม แต่ความเป็นจริง… มีลูกศิษย์คนหนึ่ง เป็นถึงเจ้าชายแคว้นลิจฉวี บวชอยู่กับพระพุทธเจ้ามานาน วันดีคืนดี เดินเข้าไปหาพระพุทธองค์ แล้วบอกว่า “ผมขอลา! ผมขอเลิกนับถือท่าน!”
ในยุคที่ผู้คนคลั่งไคล้ “อินฟลูเอนเซอร์สายมู” และแสวงหา “ของดี” ที่ดูขลังและศักดิ์สิทธิ์ เรื่องราวใน ปาฏิกสูตร (Pātika Sutta) กลับเป็นกระจกสะท้อนความจริงที่แสบสันต์ที่สุด เพราะนี่คือบันทึกเหตุการณ์ดราม่าครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อ สุนักขัตตลิจฉวี อดีตลูกศิษย์ก้นกุฏิ ตัดสินใจเดินเข้าไปหาพระพุทธเจ้าแล้วบอกว่า “ผมขอลา!”