บทธรรมเทศนา ตอนที่ ๑๙ เมื่อเสาหลักล้มลง: ถอดบทเรียนความยั่งยืน และคู่มือธรรมวินัยฉบับรอดพ้นวิกฤต
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)
เจริญพรญาติโยม สาธุชนผู้มีปัญญา ผู้แสวงหาความมั่นคงในจิตใจทุกท่าน…
วันนี้อาตมาอยากชวนพวกเรามาคุยกันเรื่อง “ความยั่งยืน” (Sustainability) เรามักเห็นบริษัทยักษ์ใหญ่ล้มละลาย หรือองค์กรที่เคยรุ่งเรืองแตกเป็นเสี่ยงๆ เมื่อ “ผู้นำสูงสุด” จากไป คำถามคือ… แล้วในทางศาสนาล่ะ? ถ้าวันหนึ่งพระศาสดาไม่อยู่แล้ว ศาสนานั้นจะอยู่รอดได้อย่างไร?
วันนี้อาตมาจะพาพวกเราย้อนเวลาไปดู “วิกฤตการณ์” ครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ศาสนาอินเดีย เป็นเหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนวงการนักบวช จนทำให้พระพุทธเจ้าต้องออกมาประกาศ “คู่มือความยั่งยืน” (The Survival Guide) เพื่อให้พุทธศาสนาอยู่รอดปลอดภัยมาจนถึงพวกเราทุกวันนี้
พระสูตรนี้ชื่อว่า “ปาสาทิกสูตร”
๑. ข่าวร้ายจากเมืองปาวา: เมื่อศาสดาคู่แข่งสิ้นชีพ
เรื่องราวเกิดขึ้นที่เมืองเวธัญญา… ในขณะนั้น มีข่าวใหญ่แพร่สะพัดมาจากเมืองปาวาว่า “นิคัณฐนาฏบุตร” (ศาสดาของศาสนาเชน) ได้สิ้นลมหายใจลงแล้ว แทนที่สาวกจะร่วมใจกันสานต่อเจตนารมณ์… สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็น “สงครามกลางเมือง” ย่อมๆ ลูกศิษย์แตกเป็นสองก๊ก ทะเลาะวิวาทกันรุนแรง ใช้วาจาเชือดเฉือนกัน (Verbal Warfare) ว่า: “แกไม่รู้จริง ข้ารู้จริง!” “สิ่งที่อาจารย์สอนมา แกนั่นแหละเข้าใจผิด!”
ความวุ่นวายนี้ไม่ได้กระทบแค่นักบวช แต่ชาวบ้านร้านตลาดที่นับถือศาสนานี้ ก็พลอยหมดศรัทธา เบื่อหน่าย และท้อถอย ลองจินตนาการดูสิโยม… ผู้นำตายปุ๊บ องค์กรแตกปั๊บ นี่คือสัญญาณของ “ระบบที่ล้มเหลว”
พระจุนทสมณุเทส เห็นเหตุการณ์นี้กับตา จึงรีบนำเรื่องมาปรึกษาพระอานนท์ และเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ด้วยความกังวลลึกๆ ว่า “พระพุทธเจ้าข้า… ถ้าวันหนึ่งพระองค์ปรินิพพานไป พุทธศาสนาจะเป็นแบบนี้ไหมหนอ?”
๒. ผ่าตัดองค์กรศาสนา: ๔ สถานการณ์ที่ต้องรู้
พระพุทธเจ้าทรงฟังแล้ว ไม่ได้ทรงตื่นตระหนก แต่ทรงใช้ปัญญา “วิเคราะห์” (Analyze) สถานการณ์อย่างเฉียบคม พระองค์ทรงจำแนกองค์กรศาสนาออกเป็น ๔ ประเภท ให้เราเห็นภาพชัดๆ คือ
๑. ศาสดาแย่-ธรรมแย่-สาวกดี: อันนี้เสียของ ๒. ศาสดาแย่-ธรรมแย่-สาวกแย่: อันนี้หายนะ (Disaster) ๓. ศาสดาดี-ธรรมดี-สาวกแย่: อันนี้ก็น่าเสียดาย ๔. ศาสดาดี-ธรรมดี-สาวกดี: นี่คือ “ความสมบูรณ์แบบ” (Perfect Harmony)
พระองค์ทรงยืนยันด้วยความมั่นใจว่า พุทธศาสนาอยู่ในข้อที่ ๔ เพราะพระองค์เป็นสัมมาสัมพุทธะ (ตรัสรู้จริง) ธรรมะกล่าวไว้ดีแล้ว (สมบูรณ์) และสาวกก็ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ดังนั้น ศาสนานี้จึง “แข็งแกร่ง” “เป็นปึกแผ่น” และพร้อมจะเติบโตต่อไปได้ แม้ไม่มีตัวบุคคล
๓. ระบบสืบทอดมรดกธรรม: เปลี่ยนจาก ‘ตัวบุคคล’ สู่ ‘หลักการ’
แล้วจะทำยังไงไม่ให้ซ้ำรอยนิคัณฐ์? พระพุทธองค์ทรงวาง “ระบบการจัดการ” (Management System) ที่ล้ำสมัยมาก พระองค์ไม่ได้แต่งตั้งใครคนใดคนหนึ่งเป็นทายาท (เพราะคนเปลี่ยนได้) แต่ทรงให้ยึด “ธรรมและวินัย” เป็นศาสดาแทน
พระองค์สั่งว่า เมื่อพระองค์ไม่อยู่… ขอให้พุทธบริษัททั้ง ๔ (ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา) “พร้อมเพรียงกันประชุม” (Collective Consensus) ช่วยกันรวบรวม ตรวจสอบ และท่องจำหลักธรรมสำคัญๆ (โพธิปักขิยธรรม ๓๗) ให้ตรงกัน ถ้ามีใครพูดผิดเพี้ยนไป อย่าเพิ่งทะเลาะ! อย่าเพิ่งด่า! ให้เอา “หลักฐานชั้นต้น” (พระไตรปิฎก) มาเทียบเคียง ดูอรรถ ดูพยัญชนะ ถ้าผิดก็ช่วยกันแก้ ถ้าถูกก็อนุโมทนา
นี่คือระบบ Check and Balance ที่ทำให้คำสอนไม่ถูกบิดเบือนไปตามกิเลสของใครคนใดคนหนึ่ง
๔. ความสุข ๒ เกรด: อย่าหลงผิดว่าเหมือนกัน
อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือพวกนักบวชอื่นชอบโจมตีชาวพุทธว่า “พวกนี้เอาแต่หาความสุขใส่ตัว” พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราแยกแยะ “เกรด” ของความสุขให้ออก
๑. ความสุขเกรดต่ำ (Low-Grade): สุขจากการฆ่า ขโมย โกหก หรือเสพกาม อันนี้เป็นของเลว ของชาวบ้าน ไม่ยั่งยืน และนำมาซึ่งความทุกข์ในภายหลัง ๒. ความสุขเกรดพรีเมียม (Noble Happiness): สุขจากการทำสมาธิ (ฌาน ๑-๔) สุขจากความสงบ สุขจากความบริสุทธิ์ใจ
พระองค์ย้ำว่า… การที่ชาวพุทธ “ติดสุข” ในแบบที่ ๒ ไม่ใช่เรื่องผิด! แต่มันคือ “ทางผ่าน” ที่จำเป็น เพื่อก้าวไปสู่การเป็นพระอริยบุคคล (เหมือนเราต้องกินข้าวให้อิ่ม ถึงจะมีแรงทำงาน… จิตก็ต้องมีความสุข ถึงจะมีแรงปฏิบัติธรรม)
๕. น้อมนำใจให้ปฏิบัติ: คู่มือเอาตัวรอดในยุควิกฤต
(ช่วงนี้ขอให้โยมตั้งใจฟังและน้อมเข้ามาใส่ตัว)
ญาติโยมสาธุชน… เรื่องราวในปาสาทิกสูตร ไม่ได้เป็นแค่ประวัติศาสตร์ แต่มันคือ “คู่มือการใช้ชีวิต” ของพวกเราในยุคปัจจุบัน ยุคที่สังคมเต็มไปด้วยความขัดแย้ง แตกแยก และสับสน
พระพุทธเจ้าสอนให้เรามี “หลักยึด” ๓ ประการ คือ
๑. ยึด “หลักการ” มากกว่า “ตัวบุคคล”: อย่าศรัทธาใครแบบหัวปักหัวปำเพียงเพราะเขาพูดเก่ง หรือดูน่าเลื่อมใส ให้ดูที่ “คำสอน” และ “การกระทำ” ว่าสอดคล้องกับความจริง (สัจธรรม) ไหม? ถ้าวันหนึ่งคนที่เราศรัทธาเปลี่ยนไป หรือจากไป… ใจเราจะได้ไม่พังทลาย
๒. ยึด “ความสามัคคี” ในการแก้ปัญหา: เวลาเห็นต่างกัน อย่าเพิ่งใช้อารมณ์ อย่าเพิ่งด่าทอ ให้ใช้ “สติ” และ “ข้อมูล” มาคุยกัน (เหมือนวิธีสังคายนาธรรม) คุยกันด้วยเหตุผล หาจุดร่วม สงวนจุดต่าง สังคมถึงจะไปรอด
๓. ยึด “ความสุขที่ถูกต้อง” เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงใจ: อย่าไปหาความสุขจากการเบียดเบียนคนอื่น หรือการเสพวัตถุจนเกินพอดี ให้ลองหาความสุขจาก “ความสงบภายใน” ดูบ้าง วันละ ๕ นาที ๑๐ นาที ลองนั่งสมาธิ สวดมนต์ หรือแค่มีสติรู้ลมหายใจ เติม “อาหารใจ” ที่สะอาดบริสุทธิ์ให้ตัวเองทุกวัน
บทส่งท้าย
ขอให้โยมทุกคน มั่นใจเถิดว่า พุทธศาสนานี้มีความมั่นคงและสมบูรณ์พร้อมแล้ว เหลือแค่พวกเรา… ที่จะช่วยกันรักษาและสืบทอดต่อไปหรือไม่? เริ่มที่ตัวเรา… ทำใจเราให้เป็น “ปาสาทิกะ” (น่าเลื่อมใส) ด้วยการมีศีลที่งดงาม มีใจที่เปี่ยมสุข และมีปัญญาที่รู้เท่าทัน
เมื่อนั้น… ต่อให้โลกภายนอกจะวุ่นวายแค่ไหน ธรรมะในใจโยม ก็จะเป็นที่พึ่งที่มั่นคงที่สุด ตลอดไป
ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย จงคุ้มครองญาติโยมทุกท่าน ให้เป็นผู้มีความมั่นคงในธรรม ไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรม และได้พบกับความสุขที่แท้จริง คือพระนิพพาน ในอนาคตกาลเบื้องหน้า เทอญ…
เจริญพร

