บทธรรมเทศนา ตอนที่ ๗: “ปราสาททรายแห่งกาลเวลา: บทเรียนจากมหาจักรพรรดิผู้ทิ้งโลก”
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)
เจริญพรญาติโยม สาธุชนผู้มีบุญทุกท่าน…
วันนี้อาตมามีความยินดีที่ได้มาพบปะกับพวกเรา ในยุคสมัยที่โลกหมุนเร็วเหลือเกิน พวกเราหลายคนในที่นี้ อาจจะกำลังวิ่งวุ่นอยู่กับการสร้างชีวิต บางคนกำลังสร้างเนื้อสร้างตัว บางคนกำลังไล่ล่าความฝัน อยากมีบ้านหลังใหญ่ อยากมีรถหรู อยากมีตำแหน่งหน้าที่การงานที่มั่นคง หรือพูดง่ายๆ ว่า เราทุกคนล้วนปรารถนา “ความสำเร็จ” และ “ความมั่นคง” ด้วยกันทั้งนั้น
แต่วันนี้ อาตมาอยากชวนพวกเราหยุดวิ่งสักครู่… แล้วลองมานั่งคุยกันถึงเรื่องราวในอดีต เรื่องราวของผู้ชายคนหนึ่งที่ “ไปถึงจุดสูงสุด” ที่พวกเราทุกคนกำลังพยายามตะเกียกตะกายไปให้ถึง เขาไปถึงจุดนั้นมาแล้ว… และเขาก็ทิ้งคำตอบที่สำคัญที่สุดไว้ให้เรา
เรื่องนี้ไม่ใช่ตำนานปรัมปราที่เล่ากันเล่นๆ แต่เป็นพุทธวจนะ เป็นพระสูตรสำคัญที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ก่อนจะปรินิพพาน ชื่อว่า “มหาสุทัสสนสูตร”
๑. เมืองบ้านนอก หรือ มหานครทองคำ?
เรื่องมันเริ่มขึ้นในวันที่พระพุทธองค์ทรงชราภาพมากแล้ว พระวรกายทรุดโทรมเต็มที พระองค์เสด็จมาถึงเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งชื่อ “กุสินารา” เป็นเมืองดอน เป็นเมืองป่าที่ดูเงียบเหงา
ตอนนั้น พระอานนท์ พุทธอุปัฏฐาก ท่านเห็นสภาพเมืองแล้วก็อดสะเทือนใจไม่ได้ ท่านถึงกับกราบทูลพระพุทธเจ้าด้วยน้ำตาว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ… ขอพระองค์อย่าได้ปรินิพพานในเมืองเล็ก เมืองดอน เมืองกิ่งนครนี้เลย พระเจ้าข้า ไปเมืองใหญ่ๆ เถิด ไปราชคฤห์ ไปสาวัตถี หรือพาราณสี ที่นั่นมีเศรษฐี มีราชา มีคนใหญ่คนโตมากมายรอต้อนรับ สมเกียรติของพระศาสดามากกว่าที่นี่”
พวกโยมลองนึกภาพตามนะ เหมือนเราเห็นคนสำคัญระดับโลก จะมาเสียชีวิตในหมู่บ้านห่างไกลความเจริญ เราก็คงคิดแบบพระอานนท์ว่า “ทำไมไม่ไปโรงพยาบาลเอกชนหรูๆ ในเมืองหลวง?”
แต่เชื่อไหม… พระพุทธเจ้าทรงห้ามพระอานนท์ทันที พระองค์ตรัสว่า “อานนท์ เธออย่าพูดอย่างนั้น เธออย่าว่ากุสินาราเป็นเมืองเล็ก”
แล้วพระองค์ก็ทรง “เปิดเนตร” ให้พระอานนท์เห็นความจริงอีกชุดหนึ่ง ทรงเล่าว่า ณ พื้นดินที่เราเหยียบอยู่นี้ ในอดีตกาลนานโพ้น มันเคยเป็นที่ตั้งของมหานครที่ชื่อว่า “กุสาวดีราชธานี”
กุสาวดี… ไม่ใช่แค่เมืองธรรมดา แต่เป็นเมืองที่รุ่งเรืองที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ พระองค์ตรัสเปรียบเทียบว่า เมืองนี้ยาว ๑๒ โยชน์ กว้าง ๗ โยชน์ (ถ้าเทียบมาตราปัจจุบันก็กินพื้นที่หลายร้อยกิโลเมตร) บ้านเมืองไม่ได้ทำด้วยปูนด้วยทราย แต่ประดับประดาด้วยทองคำ เงิน แก้วมณี
ที่สำคัญคือ “เสียง” ในเมืองนี้… พระพุทธองค์บอกว่า กุสาวดีเป็นเมืองที่ไม่เคยเงียบ เป็นเมืองที่ตื่นตัวตลอด ๒๔ ชั่วโมง มีเสียงดังอยู่ ๑๐ อย่างตลอดเวลา คือ เสียงช้าง เสียงม้า เสียงรถ เสียงกลอง เสียงตะโพน เสียงพิณ เสียงขับร้อง เสียงกังสดาล… และเสียงที่ ๑๐ โยมรู้ไหมคือเสียงอะไร? คือเสียงที่คนร้องเรียกกันว่า “จงกิน จงดื่ม จงเคี้ยว”
โยมลองจินตนาการดูสิ เมืองที่อุดมสมบูรณ์ขนาดที่คนเดินไปไหนก็ชวนกันกิน ชวนกันฉลอง ไม่มีใครอดอยาก เป็นนครแห่งปาร์ตี้และความสุขที่ไม่มีวันหลับใหล ยิ่งกว่านิวยอร์ก ยิ่งกว่าลาสเวกัสในสมัยนี้เสียอีก
๒. บุรุษผู้มีครบทุกอย่าง (The Man Who Had It All)
และเจ้าของเมืองนี้ คือพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด นามว่า “พระเจ้ามหาสุทัสสนะ” ซึ่งก็คืออดีตชาติของพระพุทธเจ้าของเรานั่นเอง
ถ้าจะถามว่าพระองค์รวยขนาดไหน? ยิ่งใหญ่ขนาดไหน? ในพระสูตรบอกว่า พระองค์มี “แก้ว ๗ ประการ” ซึ่งเป็นเครื่องหมายของพระเจ้าจักรพรรดิ ๑. มี จักรแก้ว… อาวุธทิพย์ที่แค่ชูขึ้น ก็ชนะศึกทั่วทิศโดยไม่ต้องรบ (เหมือนมีปุ่มกดสั่งการทั่วโลก) ๒. มี ช้างแก้ว และ ม้าแก้ว… ยานพาหนะที่เหาะเหินเดินอากาศได้ พาเสด็จรอบโลกได้ก่อนอาหารเช้า (เร็วกว่าเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว) ๓. มี แก้วมณี… ที่ส่องสว่างได้ไกล ๑ โยชน์ จนชาวบ้านนึกว่าเป็นกลางวัน ทำงานได้ทั้งคืน (มีโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดส่วนตัว) ๔. มี นางแก้ว… คู่ครองที่งดงามที่สุด ผิวพรรณดี กลิ่นกายหอม และที่สำคัญคือ ซื่อสัตย์จงรักภักดีทั้งกายและใจ ๕. มี คฤหบดีแก้ว… ขุนคลังที่มี “ตาทิพย์” มองเห็นขุมทรัพย์ในดินสินในน้ำ หาเงินเข้าคลังได้ไม่อั้น (เหมือนมี CFO ที่เก่งที่สุดในโลก) ๖. มี ปริณายกแก้ว… ขุนพลคู่ใจที่เป็นบัณฑิต ฉลาดหลักแหลม บริหารราชการแทนได้ทุกอย่าง
ยังไม่พอ… พระเจ้ามหาสุทัสสนะ ยังมี พรพิเศษ ๔ ประการ ติดตัวมาแต่กำเนิด คือ ๑. รูปงามที่สุด ๒. อายุยืนที่สุด ๓. สุขภาพดีที่สุด (ระบบย่อยอาหารดีเยี่ยม ไม่เจ็บไม่ป่วย) และ ๔. เป็นที่รักของประชาชนที่สุด เปรียบเหมือนพ่อเป็นที่รักของลูก
โยม… ลองถามใจตัวเองดู สิ่งที่เราดิ้นรนหากันทุกวันนี้ คือเศษเสี้ยวของสิ่งที่พระเจ้ามหาสุทัสสนะมีใช่ไหม? เราอยากรวย เราอยากสวยหล่อ เราอยากสุขภาพดี เราอยากมีอำนาจ เราอยากเป็นที่รัก… ผู้ชายคนนี้มีครบหมดแล้ว มีจนล้นฟ้า มีจนไม่รู้จะเอาไปเก็บไว้ที่ไหน
๓. ธรรมปราสาท: จุดสูงสุดสู่จุดสามัญ
ความพีคของเรื่องราวมันอยู่ที่ช่วงท้ายของชีวิต… เมื่อพระเจ้ามหาสุทัสสนะเสวยสุขมาอย่างยาวนาน ทรงมีปราสาทราชวังที่ชื่อว่า “ธรรมปราสาท” ปราสาทนี้สร้างด้วยอิฐทองคำ อิฐเงิน เสา ๘๔,๐๐๐ ต้น… โยมฟังไม่ผิดนะ ๘๔,๐๐๐ ต้น มันใหญ่โตมโหฬารยิ่งกว่าตึกระฟ้าตึกไหนๆ ในโลก
แต่แล้ววันหนึ่ง… ขณะที่พระองค์ประทับอยู่ในปราสาททองคำนั้น พระองค์ก็ทรงฉุกคิดขึ้นมาได้ ทรงบำเพ็ญฌานสมาบัติ เจริญพรหมวิหาร ๔ (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) จนจิตสงบระงับ… แล้วความจริงก็ปรากฏชัดในใจของพระองค์
ในวาระสุดท้ายที่พระองค์กำลังจะสวรรคต พระนางสุภัททาเทวี (นางแก้ว) เข้ามาร้องไห้คร่ำครวญ แล้วกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์… สมบัติของพระองค์มีมากมายมหาศาล ขอพระองค์จงตั้งจิตอาลัยในชีวิตเถิด อย่าเพิ่งจากไปเลย”
โยมจำประโยคนี้ไว้นะ… นี่คือเสียงของ “โลก” ที่คอยกระซิบเราเสมอ โลกบอกเราว่า “ยึดไว้นะ กอดไว้นะ นี่ของรักของหวง นี่เงินของเรา นี่บ้านของเรา อย่าปล่อยนะ”
แต่พระเจ้ามหาสุทัสสนะ ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของโลกทั้งใบ กลับตรัสตอบพระนางว่า “ดูก่อนพระเทวี… เธออย่าพูดอย่างนั้นเลย เธอจงพูดกับเราว่า… สิ่งทั้งปวงมีความพลัดพรากเป็นธรรมดา ขอพระองค์อย่าได้มีความห่วงใยในสวรรคตเลย เพราะการตายของผู้ยังมีห่วง เป็นความทุกข์”
ทรงสอนภรรยาคู่ชีวิตว่า “ให้บอกให้พี่ตัดใจเถอะ อย่าบอกให้พี่รั้งไว้เลย” เพราะพระองค์เห็นแล้วว่า ต่อให้มีปราสาท ๘๔,๐๐๐ หลัง มีบัลลังก์ทองคำ มีอำนาจล้นฟ้า… สุดท้าย มันเอาไปไม่ได้แม้แต่นิดเดียว และการยึดติดกับมันในวินาทีสุดท้าย คือความทรมานที่แสนสาหัส
๔. บทสรุปแห่งกาลเวลา
เมื่อพระเจ้ามหาสุทัสสนะสวรรคต พระพุทธองค์ก็ทรงกลับมาสู่ปัจจุบัน… กลับมาที่ป่าสาละ เมืองกุสินารา ที่เงียบสงบ ทรงหันไปตรัสกับพระอานนท์ด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั้งจักรวาลว่า
“อานนท์… เธอจงดูซิ สังขารเหล่านั้นล่วงไปแล้ว ดับไปแล้ว แปรปรวนไปหมดแล้ว” “กุสาวดีราชธานีที่ยิ่งใหญ่… ตอนนี้อยู่ที่ไหน?” “แก้ว ๗ ประการ… ตอนนี้อยู่ที่ไหน?” “ปราสาททองคำ ๘๔,๐๐๐ ต้น… ตอนนี้อยู่ที่ไหน?”
ไม่มีเลย… ว่างเปล่า เป็นเพียงฝุ่นผง เป็นเพียงชื่อที่คนลืมไปแล้ว พระองค์ทรงย้ำว่า “สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ ไม่ยั่งยืนหนอ ไม่น่ายินดีหนอ… การเข้าไปสงบระงับสังขารเหล่านั้นเสียได้ เป็นความสุข”
และทรงทิ้งท้ายไว้ว่า ร่างกายของพระองค์นี้ เคยทอดทิ้งลงในปฐพีนี้ในฐานะพระเจ้าจักรพรรดิมาแล้วถึง ๖ ครั้ง… และครั้งนี้จะเป็นครั้งที่ ๗ ซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย จะไม่มีการกลับมาเกิดเพื่อทิ้งร่างอีกแล้ว
บทส่งท้าย: คติธรรมสำหรับเราท่าน
ญาติโยมทั้งหลาย… พระสูตรนี้ไม่ได้สอนให้เราเกลียดเงิน ไม่ได้สอนให้เราทิ้งงานการแล้วไปอยู่ป่า เรายังต้องทำมาหากิน เรายังสร้างฐานะได้ เรายังมีความสำเร็จทางโลกได้ การมีทรัพย์ไม่ใช่เรื่องผิด การมีความสุขไม่ใช่เรื่องบาป
แต่… “มหาสุทัสสนสูตร” มาเพื่อเตือนสติเราว่า “อย่าหลง” อย่าหลงคิดว่าสิ่งที่เราสร้าง สิ่งที่เรามี มันจะเป็นของเราตลอดไป อย่าหลงคิดว่า “ปราสาททราย” ที่เราก่อไว้นี้ จะต้านทานคลื่นแห่งกาลเวลาได้
พวกเรามักจะทุกข์ เพราะเราอยากให้สิ่งต่างๆ มัน “เที่ยง” เราอยากให้เราหนุ่มสาวตลอดไป เราอยากให้เงินอยู่กับเราตลอดไป เราอยากให้คนที่เรารักอยู่กับเราตลอดไป แต่ความจริงคือ… แม้แต่พระเจ้าจักรพรรดิผู้เป็นเจ้าของโลก ก็ยังต้องทิ้งทุกอย่างไป
ดังนั้น ชีวิตที่เหลืออยู่… ขอให้เราสร้าง “อริยทรัพย์” ควบคู่ไปกับทรัพย์ภายนอก อริยทรัพย์ คือ ทาน ศีล ภาวนา คือความดีงามในจิตใจ เพราะเมื่อถึงวันสุดท้าย… เหมือนพระเจ้ามหาสุทัสสนะ ปราสาททองคำก็ช่วยท่านไม่ได้ กองทัพจักรแก้วก็ช่วยท่านไม่ได้ สิ่งเดียวที่ทำให้ท่านจากไปอย่างสงบ คือ “ใจที่ฝึกมาดีแล้ว” คือใจที่รู้เท่าทันความจริง และรู้จักคำว่า “ปล่อยวาง”
วันนี้ กลับไปบ้าน ลองมองดูข้าวของเครื่องใช้ มองดูบ้านที่เราภูมิใจ แล้วกระซิบสอนตัวเองเบาๆ ว่า “สักวันหนึ่ง… สิ่งนี้ก็จะว่างเปล่าเหมือนกุสาวดี” เมื่อคิดได้แบบนี้ เราจะกอดของรักแน่นน้อยลง แต่จะกอด “ปัจจุบัน” ด้วยความรู้ค่ามากขึ้น เราจะโกรธกันน้อยลง แต่จะให้อภัยกันมากขึ้น เพราะเรารู้แล้วว่า… ทุกอย่างมันเป็นเพียงชั่วคราว
ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย และบารมีธรรมแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงดลบันดาลให้ญาติโยมทุกท่าน เป็นผู้มีดวงตาเห็นธรรม รู้เท่าทันความไม่เที่ยงของสังขาร ใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท สร้างประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อม มีความสุข สงบ เย็น ในร่มเงาแห่งพระพุทธศาสนา ตลอดกาลนานเทอญ…
เจริญพร

