อาญาสิทธิ์แห่งการแต่งตั้ง: ไขรหัสอำนาจบรรจุ ‘จศป.’ ภายใต้กฎเหล็กข้อ ๓๐

ในระบบบริหารราชการหรือองค์กรขนาดใหญ่ อำนาจในการ “บรรจุและแต่งตั้ง” (Recruitment and Appointment) ถือเป็นกระดุมเม็ดแรกที่กำหนดทิศทางคุณภาพขององค์กร สำหรับระบบการศึกษาพระปริยัติธรรม ซึ่งมีโครงสร้างที่ซับซ้อนและครอบคลุมทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ กฎหมายได้วางกลไกการมอบอำนาจไว้อย่างชัดเจนใน ข้อ ๓๐ ของข้อบังคับคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม ว่าด้วยการบริหารงานบุคคลฯ พ.ศ. ๒๕๖๓

บทความนี้จะพาไปสำรวจว่า ใครคือผู้ถือ “ดาบอาญาสิทธิ์” ในการเซ็นคำสั่งแต่งตั้ง และกระบวนการคัดกรองบุคลากรต้องผ่านด่านอรหันต์ใดบ้าง

๑. เปิดโฉมหน้า ‘ผู้มีอำนาจตามข้อ ๓๐’: ๔ เสาหลักผู้กุมอำนาจ

แม้ว่านโยบายจะถูกกำหนดจากส่วนกลาง แต่ในทางปฏิบัติ อำนาจในการสั่งบรรจุและแต่งตั้ง เจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม (จศป.) ทุกตำแหน่ง ถูกกระจายลงสู่ “ผู้บริหารสูงสุด” ของแต่ละส่วนงาน เพื่อความคล่องตัวและความเข้าใจในบริบทพื้นที่

[cite_start]ผู้มีอำนาจตามข้อ ๓๐ นี้ ประกอบด้วย ๔ ตำแหน่งหลัก ซึ่งจะใช้อำนาจได้เฉพาะกับบุคลากรในสังกัดของตนเท่านั้น:  

  1. แม่กองบาลีสนามหลวง: ผู้บัญชาการสูงสุดของสายงานการศึกษาภาษาบาลี
  2. แม่กองธรรมสนามหลวง: ผู้บัญชาการสูงสุดของสายงานการศึกษาพระธรรมวินัย
  3. ประธานกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา: ผู้นำสูงสุดของโรงเรียนพระปริยัติธรรมที่สอนวิชาสามัญ
  4. ประธานศูนย์พระปริยัตินิเทศก์แห่งคณะสงฆ์: ผู้นำหน่วยงานนิเทศและควบคุมคุณภาพการศึกษา

๒. ระบบคัดกรอง: ดุลยพินิจภายใต้กฎกติกา

การมีอำนาจแต่งตั้ง มิได้หมายความว่าจะใช้อำนาจได้โดยพลการ (Arbitrary Power) แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบกติกาที่ถูกออกแบบมาเพื่อรักษามาตรฐาน:

  • กระบวนการสรรหาทั่วไป: ก่อนที่ผู้มีอำนาจตามข้อ ๓๐ จะจรดปากกาเซ็นคำสั่ง กระบวนการสรรหาและคัดเลือกจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ คณะอนุกรรมการบริหารงานบุคคลการศึกษาพระปริยัติธรรม (อบป.) กำหนด และที่สำคัญ ต้องผ่านการ “เห็นชอบ” จาก คณะกรรมการบริหารงานบุคคลการศึกษาพระปริยัติธรรม (กบป.) เสียก่อน นี่คือระบบตรวจสอบ (Check and Balance) เพื่อป้องกันระบบอุปถัมภ์

๓. ช่องทางพิเศษ (Fast Track): สำหรับผู้ทรงคุณวุฒิ

ระบบการศึกษาสงฆ์ยุคใหม่ต้องการ “คนเก่ง” และ “มืออาชีพ” เข้ามาช่วยขับเคลื่อนงาน กฎหมายจึงเปิดช่องทางพิเศษสำหรับการบรรจุผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความสามารถสูง

แต่ช่องทางนี้มิใช่ทางลัดที่ง่ายดาย เพราะต้องผ่านการอนุมัติถึง ๓ ชั้น

  1. เสนอเรื่อง: ส่วนงานการศึกษา (สศป.) เสนอรายชื่อต่อ กบป.
  2. พิจารณา: กบป. พิจารณาคุณสมบัติและความจำเป็น
  3. อนุมัติสูงสุด: ต้องได้รับความเห็นชอบจาก คณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม (กศป.) ซึ่งเป็นบอร์ดนโยบายสูงสุดก่อน

เมื่อผ่านกระบวนการนี้แล้ว ผู้มีอำนาจตามข้อ ๓๐ จึงจะสามารถออกคำสั่งบรรจุและแต่งตั้งได้

บทสรุป โครงสร้างอำนาจการแต่งตั้ง จศป. สะท้อนให้เห็นถึงการออกแบบระบบที่ผสมผสานระหว่าง “การกระจายอำนาจ” (ให้ผู้บริหารสูงสุดของส่วนงานเป็นผู้สั่งบรรจุ) และ “การรวมศูนย์มาตรฐาน” (ให้ กบป. และ กศป. คุมกฎเกณฑ์การสรรหา) เพื่อให้มั่นใจว่าบุคลากรที่ก้าวเข้ามาสู่ระบบการศึกษาพระปริยัติธรรม จะเป็นผู้ที่มีคุณภาพและผ่านการคัดกรองมาอย่างดีที่สุด

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *