วิวัฒนาการทางกฎหมายและอำนาจหน้าที่: องค์กรผู้ดูแลรักษา ‘ศาสนสมบัติกลาง’ จากอดีตสู่ปัจจุบัน
การบริหารจัดการทรัพย์สินในพระพุทธศาสนา หรือที่เรียกว่า “ศาสนสมบัติกลาง” เป็นประเด็นที่มีความสำคัญยิ่งในทางกฎหมายคณะสงฆ์ โดยกฎหมายได้กำหนดนิติสัมพันธ์และมอบหมายอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาให้แก่องค์กรของรัฐ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปตามยุคสมัยของกฎหมายหลักที่ใช้บังคับ ดังรายละเอียดต่อไปนี้
๑. พัฒนาการขององค์กรผู้รับผิดชอบตามกฎหมาย เมื่อพิจารณาจากบริบททางประวัติศาสตร์กฎหมาย จะพบการเปลี่ยนแปลงของหน่วยงานผู้มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการศาสนสมบัติกลาง ดังนี้
- ยุคพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พุทธศักราช ๒๔๘๔: กฎหมายฉบับนี้บัญญัติให้ “กระทรวงศึกษาธิการ” เป็นผู้มีอำนาจหน้าที่หลักในการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติกลาง
- ยุคพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕: เมื่อมีการประกาศใช้กฎหมายฉบับใหม่ อำนาจหน้าที่ดังกล่าวได้ถูกโอนมายัง “กรมการศาสนา” โดยกฎหมายระบุสถานะไว้อย่างชัดเจนว่า ให้กรมการศาสนาเป็นผู้ดูแลรักษา จัดการ และให้ถือเสมือนว่าเป็นเจ้าของศาสนสมบัติกลางนั้นด้วย
๒. การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในปัจจุบัน (ยุคสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ) เพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิรูประบบราชการและการบริหารกิจการคณะสงฆ์ในปัจจุบัน ได้มีการตรา กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๒๕ (พ.ศ. ๒๕๔๕) ว่าด้วยการโอนอำนาจหน้าที่ของกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ ผลทางกฎหมายของกฎฉบับนี้ คือการกำหนดให้แก้ไขคำว่า “กรมการศาสนา” ในกฎมหาเถรสมาคมและระเบียบที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เป็น “สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ” ส่งผลให้ในปัจจุบัน อำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการดูแลรักษาศาสนสมบัติกลาง จึงตกเป็นของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติโดยสมบูรณ์
๓. การจัดการศาสนสมบัติในกรณี “วัดร้าง” ประเด็นทางกฎหมายที่น่าสนใจคือกรณีของ “วัดร้าง” (วัดที่ไม่มีพระภิกษุอยู่อาศัยแต่ยังไม่มีการประกาศยุบเลิกวัด) ตามกฎหมายถือว่าทรัพย์สินของวัดร้าง ไม่ว่าจะเป็นที่วัด ที่ธรณีสงฆ์ หรือทรัพย์สินอื่น ๆ จะตกเป็นศาสนสมบัติกลาง ซึ่งอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของกรมการศาสนาในอดีต หรือ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในปัจจุบัน
๔. เอกสิทธิ์และความคุ้มครองทางกฎหมาย เพื่อเป็นการอารักขาทรัพย์สินของพระพุทธศาสนามิให้เสื่อมสูญ กฎหมายได้บัญญัติความคุ้มครองพิเศษแก่ที่ศาสนสมบัติกลางไว้ ๒ ประการสำคัญ คือ
- ความรับผิดแห่งการบังคับคดี: ที่ศาสนสมบัติกลางเป็นทรัพย์สินที่ ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี (เจ้าหนี้ไม่สามารถยึดทรัพย์สินนี้ไปขายทอดตลาดได้)
- อายุความ: กฎหมาย ห้ามมิให้บุคคลใดยกอายุความขึ้นต่อสู้ กับวัดหรือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในเรื่องทรัพย์สินอันเป็นที่ศาสนสมบัติกลาง (หมายความว่า แม้จะมีผู้เข้าครอบครองที่ดินของวัดร้างมาเป็นเวลานานเพียงใด ก็ไม่สามารถอ้างสิทธิครอบครองปรปักษ์เพื่อให้ได้กรรมสิทธิ์ได้)
บทสรุป การเปลี่ยนแปลงหน่วยงานผู้ดูแลจากกระทรวงศึกษาธิการ สู่กรมการศาสนา และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นถึงการปรับปรุงกลไกการบริหารจัดการศาสนสมบัติให้มีความคล่องตัวและชัดเจนยิ่งขึ้น โดยยังคงไว้ซึ่งหลักการคุ้มครองทรัพย์สินของแผ่นดินและพระพุทธศาสนาอย่างเข้มงวดตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย

