นิติกรรมและการสิ้นสุดสถานภาพ: มูลเหตุแห่งการพ้นจากตำแหน่ง ‘เจ้าอาวาส’ ตามกฎหมายคณะสงฆ์

ตำแหน่ง “เจ้าอาวาส” ถือเป็นตำแหน่งพระสังฆาธิการที่มีความสำคัญยิ่งในการปกครองดูแลวัดและศาสนสมบัติ อย่างไรก็ตาม การดำรงอยู่ของตำแหน่งนี้ย่อมอยู่ภายใต้บทบัญญัติแห่ง พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ และ กฎมหาเถรสมาคม (โดยเฉพาะฉบับที่ ๑๖ และ ๒๔) ว่าด้วยการแต่งตั้งและถอดถอนพระสังฆาธิการ ซึ่งได้กำหนด “มูลเหตุ” ที่ทำให้เจ้าอาวาสต้องพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ไว้เป็น ๓ ลักษณะสำคัญ ดังนี้

๑. การพ้นจากตำแหน่งตามเหตุทั่วไป ตามข้อกำหนดในกฎมหาเถรสมาคม สภาพความเป็นเจ้าอาวาสจะสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติหรือโดยความสมัครใจ เมื่อเกิดกรณีดังต่อไปนี้

  • มรณภาพ: เมื่อถึงแก่ความตาย
  • พ้นจากความเป็นพระภิกษุ: หรือการลาสิกขา
  • การลาออก: โดยการลาออกนั้นจะมีผลสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจแต่งตั้งแล้วเท่านั้น
  • การย้ายสำนัก: กรณีที่เจ้าอาวาสย้ายที่อยู่ไปนอกเขตอำนาจหน้าที่ของตน ย่อมถือว่าพ้นจากตำแหน่งเดิมทันที (เว้นแต่จะได้รับแต่งตั้งให้รักษาการในตำแหน่งเดิมเป็นการเฉพาะ)

๒. การพ้นจากตำแหน่งโดยคำสั่งทางปกครอง เป็นกรณีที่ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้ง ใช้ดุลยพินิจพิจารณาตามความเหมาะสมแห่งสังขารร่างกายหรือความสามารถ

  • ยกเป็นกิตติมศักดิ์: กรณีเจ้าอาวาสปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเรียบร้อยมาโดยตลอด แต่เมื่อถึงวัยชรา ทุพพลภาพ หรือพิการ จนสมควรได้รับการพักผ่อนหรือรักษาตัว ผู้มีอำนาจแต่งตั้งอาจพิจารณายกขึ้นเป็นตำแหน่งกิตติมศักดิ์
  • ให้ออกจากตำแหน่ง: กรณีที่พิจารณาเห็นว่าเจ้าอาวาสรูปนั้น หย่อนความสามารถ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในความรับผิดชอบได้
  • การปลดหรือถอดถอน: เป็นการใช้อำนาจตามหมวดว่าด้วย จริยาพระสังฆาธิการ เพื่อลงโทษทางวินัยในระดับที่แตกต่างกันตามความหนักเบาของความผิด

๓. การพ้นจากตำแหน่งอันเนื่องมาจากโทษทางวินัยและคดีความ กรณีนี้ถือเป็นการพ้นจากตำแหน่งในลักษณะร้ายแรง ซึ่งมักส่งผลให้สิ้นสุดสถานภาพความเป็นพระภิกษุ (ต้องสึก) ไปพร้อมกัน

  • การถอดถอนจากตำแหน่ง (เนื่องจากละเมิดจริยาอย่างร้ายแรง): อาทิ การทุจริตต่อหน้าที่, ละทิ้งหน้าที่โดยไม่มีเหตุอันควรเกิน ๓๐ วัน, ขัดคำสั่งคณะสงฆ์จนเกิดความเสียหายร้ายแรง หรือประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ผลของการถูกสั่งถอดถอนนี้ จะทำให้พ้นจากความเป็นพระสังฆาธิการในทุกตำแหน่ง
  • ต้องคำวินิจฉัยลงนิคหกรรมให้สึก: เมื่อมีคำวินิจฉัยถึงที่สุดว่าล่วงละเมิดพระธรรมวินัยอย่างร้ายแรง ต้องดำเนินการสึกภายใน ๒๔ ชั่วโมง (ตามมาตรา ๒๖ แห่ง พ.ร.บ. คณะสงฆ์)
  • คำสั่งให้สละสมณเพศ (ทางปกครอง): กรณีประพฤติล่วงละเมิดพระธรรมวินัยเป็นอาจิณ หรือไม่มีสังกัดวัดที่แน่นอน เมื่อมีคำวินิจฉัยแล้ว ต้องสึกภายใน ๓ วัน (ตามมาตรา ๒๗)
  • บุคคลล้มละลาย: หากศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลาย ต้องสึกภายใน ๓ วัน (ตามมาตรา ๒๘)
  • ต้องคดีอาญาและไม่ได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว: หากถูกจับกุมในคดีอาญาและพนักงานสอบสวนไม่ให้ประกันตัว หรือไม่ยินยอมให้เจ้าอาวาสรับตัวไปควบคุม พนักงานสอบสวนมีอำนาจดำเนินการให้สละสมณเพศได้ทันที

บทสรุป บทบัญญัติเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลภายในองค์กรคณะสงฆ์ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสจะเป็นผู้ที่มีความเหมาะสมทั้งทางพฤตินัยและนิตินัย พร้อมที่จะเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณและผู้บริหารศาสนสถานอย่างแท้จริง

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *