ผ่ากลไก ‘กบป.’: HR Regulator ผู้วางมาตรฐานและกำกับทิศทางทรัพยากรบุคคลการศึกษาพระปริยัติธรรม

ในระบบการบริหารจัดการองค์กรสมัยใหม่ “ทุนมนุษย์” (Human Capital) ถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุด แต่การจะบริหารบุคลากรจำนวนมากให้มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมได้นั้น จำเป็นต้องมี “ผู้ออกกฎ” หรือ Regulator ที่เข้มแข็ง ในระบบการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย ภายใต้ข้อบังคับปี พ.ศ. ๒๕๖๓ บทบาทนี้ตกเป็นของ คณะกรรมการบริหารงานบุคคลการศึกษาพระปริยัติธรรม (กบป.)

กบป. เปรียบเสมือน “สมองส่วนกลาง” ด้านทรัพยากรบุคคล ที่ทำหน้าที่วางรากฐาน กฎเกณฑ์ และมาตรฐานกลาง เพื่อให้ ส่วนงานการศึกษาพระปริยัติธรรม (สศป.) นำไปปฏิบัติ บทความนี้จะพาไปเจาะลึก ๔ ภารกิจหลักของ กบป. ที่เปลี่ยนระบบการดูแลเจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม (จศป.) ให้เป็นมาตรฐานสากล

๑. The Architect of Standards: สถาปนิกผู้กำหนดมาตรฐานกลาง

ภารกิจแรกและสำคัญที่สุดของ กบป. คือการสร้าง “Standardization” หรือความเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งระบบ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความชัดเจนในเส้นทางวิชาชีพ:

  • การวางระบบตำแหน่ง (Job Classification): กบป. ทำหน้าที่จำแนกตำแหน่งและสายงานตามลักษณะงาน โดยจัดกลุ่มงานที่มีคุณภาพใกล้เคียงกันให้อยู่ในระดับเดียวกัน เพื่อให้เกิดความยุติธรรมในการประเมินและการจ่ายค่าตอบแทน
  • โครงสร้างเงินเดือนและสิทธิประโยชน์: เป็นผู้กำหนดอัตราเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง เงินวิทยฐานะ และสวัสดิการต่างๆ ของ จศป. รวมถึงการรับรองคุณวุฒิเพื่อการบรรจุแต่งตั้ง ทั้งนี้ การกำหนดเรื่องการเงินเหล่านี้ต้องผ่านการ “เห็นชอบ” จากคณะกรรมการนโยบายสูงสุดอย่าง กศป. ก่อน เพื่อให้เกิดการถ่วงดุลอำนาจ
  • กฎระเบียบปฏิบัติ: วางแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการลา วินัย และการบริหารงานบุคคล เพื่อให้ทุกส่วนงานปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน

๒. The Guardian of Governance: ผู้พิทักษ์ธรรมาภิบาล

เมื่อมีกฎแล้ว ก็ต้องมีผู้กำกับดูแล กบป. ทำหน้าที่เป็นกลไกตรวจสอบ (Oversight) เพื่อให้มั่นใจว่าการบริหารงานบุคคลจะเป็นไปอย่างโปร่งใส:

  • การตรวจสอบและประเมินผล: มีอำนาจติดตามและประเมินผลการบริหารงานของ สศป. รวมถึงมีอำนาจทางกฎหมายในการเรียกเอกสารหรือบุคคลมาชี้แจงข้อเท็จจริง
  • การบริหารฐานข้อมูล: ดูแลระบบทะเบียนประวัติ การแก้ไขข้อมูลวันเดือนปีเกิด และที่สำคัญคือ การควบคุมการเกษียณอายุ ของบุคลากรให้เป็นไปตามระเบียบ
  • การดำเนินการทางวินัย: รับผิดชอบการพิจารณาโทษทางวินัยสำหรับ “ตำแหน่งระดับบริหาร” โดยเฉพาะ ซึ่งถือเป็นมาตรการควบคุมคุณภาพผู้นำองค์กร

๓. The Strategic Advisor: ที่ปรึกษาเชิงยุทธศาสตร์

กบป. ไม่ได้ทำงานเพียงลำพัง แต่ยังทำหน้าที่เป็น “Think Tank” หรือคลังสมองให้กับคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม (กศป.):

  • การเสนอนโยบาย: ให้คำปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การบริหารทรัพยากรบุคคล การวางแผนอัตรากำลัง และการพัฒนาบุคลากร
  • การปรับปรุงสวัสดิการ: เป็นผู้ศึกษาและรายงานความจำเป็นในการปรับปรุงค่าตอบแทนและสวัสดิการต่างๆ เสนอต่อ กศป. เพื่อให้บุคลากรมีคุณภาพชีวิตที่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ
  • การตีความกฎหมาย: ทำหน้าที่วินิจฉัยและตอบข้อหารือ เพื่อคลายปมปัญหาที่เกิดจากการใช้บังคับกฎระเบียบ

๔. The Gatekeeper: ผู้กลั่นกรองและอนุมัติ

สุดท้าย กบป. ทำหน้าที่เป็น “ประตูระตูกลั่นกรอง” การปฏิบัติงานของหน่วยงานย่อย (คณะอนุกรรมการฯ หรือ อบป.) และการดำเนินการกรณีพิเศษ:

  • กำกับดูแล อบป.: การสรรหา บรรจุ หรือถอดถอนบุคลากรที่ดำเนินการโดย อบป. จะต้องได้รับความเห็นชอบจาก กบป.
  • การบริหารการโยกย้าย: มีอำนาจพิจารณาการย้ายบุคลากรข้ามส่วนงาน โดยเฉพาะการย้ายไปดำรงตำแหน่งที่ต่ำกว่าเดิมซึ่งต้องได้รับการอนุมัติเป็นกรณีพิเศษ
  • การดึงดูดคนเก่ง (Talent Acquisition): มีอำนาจอนุมัติการบรรจุ “ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ” หรือผู้ทรงคุณวุฒิ รวมถึงการพิจารณายกเว้นคุณสมบัติบางประการ (เช่น สัญชาติ) หากมีความจำเป็น เพื่อเปิดโอกาสให้คนเก่งเข้ามาช่วยงานพระพุทธศาสนา

บทสรุป บทบาทของ กบป. จึงมิใช่เพียงงานธุรการบุคคล แต่คือการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริหารจัดการมนุษย์ (HR Infrastructure) ของคณะสงฆ์ เพื่อเปลี่ยนระบบ “อุปถัมภ์” ให้กลายเป็นระบบ “คุณธรรม” ที่มีมาตรฐาน ตรวจสอบได้ และมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ในการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมอย่างยั่งยืน

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *