ถอดรหัสโครงสร้างการศึกษาสงฆ์: ๓ เสาหลักแหล่งเรียนรู้ภายใต้ พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒
การประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ เปรียบเสมือนการ “จัดระเบียบ” ครั้งใหญ่ของวงการการศึกษาสงฆ์ไทย สิ่งหนึ่งที่กฎหมายฉบับนี้ทำหน้าที่ได้อย่างชัดเจนคือการวางนิยามศัพท์และจำแนกประเภทของสถานศึกษาให้เป็นระบบมาตรฐานเดียวกัน ภายใต้ร่มใหญ่ที่เรียกว่า “สถานศึกษาพระปริยัติธรรม”
เพื่อให้เข้าใจภูมิทัศน์ (Landscape) ของการจัดการศึกษาในวัดอย่างถ่องแท้ เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจโครงสร้าง ๓ ประเภทหลัก ที่กฎหมายได้จำแนกไว้ ดังนี้:
๑. สำนักเรียน (The Traditional Hub)
นี่คือหน่วยจัดการศึกษาที่เป็น “รากฐานดั้งเดิม” และมีความสำคัญในระดับโครงสร้างการปกครองสูงสุด
- นิยาม: สถานศึกษาที่วัดจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม ในแผนกบาลีสนามหลวง หรือ แผนกธรรมสนามหลวง
- นัยสำคัญ: จุดเด่นของ “สำนักเรียน” คือต้องได้รับการประกาศจัดตั้งโดย มหาเถรสมาคม (มส.) โดยตรง ในทางปฏิบัติเดิมมักหมายถึงศูนย์กลางการศึกษาขนาดใหญ่ เช่น สำนักเรียนวัดในกรุงเทพมหานคร หรือสำนักเรียนคณะจังหวัดในส่วนภูมิภาค ซึ่งถือเป็น “แม่ข่าย” หลักในการผลิตศาสนทายาทสายเปรียญธรรมและนักธรรม
๒. สำนักศาสนศึกษา (The Localized Network)
หากสำนักเรียนคือศูนย์กลาง สำนักศาสนศึกษาก็คือ “เครือข่าย” ที่กระจายตัวลงสู่ระดับพื้นที่เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษา
- นิยาม: สถานศึกษาที่วัดจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกบาลีสนามหลวง หรือ แผนกธรรมสนามหลวง เช่นเดียวกับสำนักเรียน
- รูปแบบการดำเนินงาน: มีความยืดหยุ่นและเข้าถึงชุมชนมากขึ้น โดยอาจจัดตั้งในรูปแบบของ ศูนย์การเรียน, สำนักศาสนศึกษาวัด, สำนักศาสนศึกษาประจำตำบล หรือประจำอำเภอ เพื่อให้การเรียนรู้พระธรรมวินัยเข้าถึงพระภิกษุสามเณรในทุกระดับท้องถิ่น
๓. โรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา (The Hybrid Model)
นี่คือโมเดลการศึกษาแบบ “บูรณาการ” ที่เชื่อมโลกทางธรรมและโลกวิชาการเข้าด้วยกัน
- นิยาม: สถานศึกษาที่วัดจัดการศึกษาในรูปแบบ แผนกสามัญศึกษา
- จุดเด่น: เป็นระบบการศึกษาแบบ “ทวิภาค” (Dual Curriculum) กล่าวคือ ผู้เรียนจะได้ศึกษาพระพุทธศาสนาทั้งแผนกบาลีและนักธรรม ควบคู่ไปกับ หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อสร้างศาสนทายาทที่มีความรู้เท่าทันโลกและลึกซึ้งในธรรม
บทสรุป: ความต่อเนื่องทางนิติฐานะ กฎหมายฉบับนี้มิได้เข้ามาเพื่อยกเลิกสิ่งที่มีอยู่เดิม แต่เข้ามาเพื่อรับรองและคุ้มครอง โดยมีบทเฉพาะกาลที่ระบุชัดเจนว่า สถานศึกษาพระปริยัติธรรมที่จัดตั้งขึ้นก่อนวันที่ พ.ร.บ. นี้ใช้บังคับ ให้ถือเป็นสถานศึกษาตามกฎหมายใหม่นี้โดยอัตโนมัติ
การจำแนกประเภททั้ง ๓ นี้ จึงมิใช่เพียงเรื่องของชื่อเรียก แต่เป็นการแบ่งบทบาทหน้าที่ในการรักษาและสืบทอดพระพุทธศาสนาที่สอดประสานกันอย่างลงตัว ภายใต้มาตรฐานกฎหมายเดียวกัน.

