เมื่อ “คนทำงานวัด” ก็ต้องมีระบบ: ถอดรหัสประกาศการลา พ.ศ. ๒๕๖๗ ก้าวสำคัญสู่มาตรฐานเดียวกับข้าราชการ
รอยต่อของ “ศรัทธา” กับ “ระบบงาน”
ในอดีต ภาพจำของการทำงานในแวดวงศาสนา มักถูกขับเคลื่อนด้วย “ศรัทธา” เป็นที่ตั้ง จนบางครั้งเราอาจหลงลืมไปว่า บุคลากรทางการศึกษาพระปริยัติธรรม—ไม่ว่าจะเป็นพระภิกษุ จิตอาสา หรือฆราวาส—ต่างก็คือ “มนุษย์ทำงาน” ที่ต้องการระบบบริหารจัดการที่มีมาตรฐาน
ประกาศล่าสุดจากคณะกรรมการบริหารงานบุคคลการศึกษาพระปริยัติธรรม (กบป.) เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการลา พ.ศ. ๒๕๖๗ ไม่ใช่แค่กระดาษคำสั่งทางธุรการ แต่มันคือ “จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ” ที่กำลังบอกเราว่า การศึกษาคณะสงฆ์กำลังยกระดับตัวเอง (Upgrade) เข้าสู่ความเป็นมืออาชีพ (Professionalism) อย่างเต็มตัว
วันนี้เราจะมาวิเคราะห์กันว่า ภายใต้ภาษาประกาศที่เป็นทางการ มีนัยสำคัญอะไรซ่อนอยู่?
1. The Benchmark: ยืมมาตรฐาน “ทำเนียบ” มาใช้ใน “วัด”
ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดของประกาศฉบับนี้ คือการไม่ “เขียนเสือให้วัวกลัว” หรือร่างกฎใหม่ขึ้นมาเองให้ซับซ้อน แต่เลือกที่จะ “Import” ระบบที่เสถียรที่สุดของประเทศมาใช้ นั่นคือการระบุให้นำ “ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของข้าราชการ” มาใช้โดยอนุโลม
ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? เพราะนี่คือการการันตีสิทธิขั้นพื้นฐาน (Rights) ของบุคลากรพระปริยัติธรรม ว่าคุณจะได้รับมาตรฐานเดียวกับข้าราชการพลเรือน ไม่ว่าจะเป็นการลาป่วย ลากิจ หรือการลาประเภทอื่นๆ ซึ่งช่วยลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำและสร้างความชัดเจนในการปฏิบัติงาน ไม่ต้องมานั่งตีความกันเองอีกต่อไป
2. The Hierarchy: อำนาจอยู่ที่ใคร?
แม้จะใช้กฎเกณฑ์แบบข้าราชการ แต่โครงสร้างอำนาจ (Chain of Command) ยังคงเคารพลำดับชั้นการปกครองคณะสงฆ์อย่างเคร่งครัด ประกาศฉบับนี้กระจายอำนาจการอนุญาตลาไปยัง ๔ เสาหลักของการศึกษาคณะสงฆ์ ได้แก่
- แม่กองบาลีสนามหลวง (สายเปรียญธรรม)
- แม่กองธรรมสนามหลวง (สายนักธรรม)
- ประธานกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา (สายโรงเรียนพระปริยัติธรรม)
- ประธานศูนย์พระปริยัตินิเทศก์แห่งคณะสงฆ์ (สายงานนิเทศ)
การระบุเช่นนี้สะท้อนความเข้าใจในบริบทหน้างานจริง เพราะแต่ละสายงานมีธรรมชาติและปฏิทินการทำงานที่ต่างกัน ผู้บังคับบัญชาสูงสุดในสายนั้น ๆ ย่อมเข้าใจความจำเป็นในการลาได้ดีที่สุด
3. The Implication: ผลในทางปฏิบัติ
ประกาศนี้ลงนามโดย สมเด็จพระพุฒาจารย์ ประธาน กบป. เมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๖๗ และมีผลบังคับใช้ทันทีในวันถัดไป (๑๙ ก.ย. ๖๗)
สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือ “ความตื่นตัว” ของหน่วยงานจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมทั่วประเทศ ที่จะต้องวางระบบ HR (Human Resources) ให้ชัดเจนขึ้น การลาจะไม่ใช่แค่การ “บอกปากเปล่า” กับหลวงพ่อเจ้าอาวาสอีกต่อไป แต่ต้องเข้าสู่ระบบเอกสารและการพิจารณาที่เป็นทางการ ซึ่งนี่คือพื้นฐานสำคัญของการประเมินประสิทธิภาพการทำงานในอนาคต
บทสรุป: ไม่ใช่แค่เรื่อง “วันหยุด” แต่คือเรื่อง “ความยั่งยืน”
การกำหนดระเบียบการลาที่ชัดเจน ไม่ได้หมายความว่าส่งเสริมให้คนหยุดงาน แต่คือการสร้าง Work-Life Balance (หรือ Work-Dhamma Balance) ให้เกิดขึ้นในองค์กรสงฆ์ เมื่อบุคลากรรู้สิทธิ หน้าที่ และมีกติกาที่ยุติธรรมรองรับ ย่อมนำมาซึ่งขวัญกำลังใจ และความยั่งยืนของระบบการศึกษาพระปริยัติธรรมในระยะยาว.

