บัตรประจำตัว ‘เจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม’ 2567: มากกว่ากระดาษ… นี่คือหมุดหมายแห่ง ‘ความเป็นรัฐ’ ในโลกธรรมวินัย
ในโลกของการศึกษาพระปริยัติธรรม (ปริยัติธรรม) ซึ่งเป็นรากฐานของคณะสงฆ์ไทย การบริหารจัดการบุคคลากรนั้นเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อน แต่ในที่สุด เราก็ได้เห็นความชัดเจนที่สำคัญยิ่งในเชิง “ความเป็นรัฐ” ของเจ้าหน้าที่ เมื่อ “ประกาศคณะกรรมการบริหารงานบุคคลการศึกษาพระปริยัติธรรม เรื่อง บัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๗” ถูกประกาศใช้
1. ใครคือ “เจ้าหน้าที่” และใครคือ “ผู้รับรอง” ตัวตน?
หัวใจของประกาศนี้ คือการให้ “เจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม” ซึ่งหมายถึงผู้ปฏิบัติงานในสถานศึกษาหรือส่วนงานการศึกษาพระปริยัติธรรมโดยรวม มีสิทธิที่จะมีและใช้ “บัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ” (บัตร)
ในเชิงโครงสร้างการบริหาร นี่คือการยกระดับความสำคัญของบุคลากรกลุ่มนี้ให้เป็น “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” โดยสมบูรณ์ ซึ่งส่งผลต่อขวัญกำลังใจและสถานะทางสังคมอย่างยิ่ง
ส่วน “ผู้รับรอง” คือใคร? ผู้มีอำนาจออกบัตร (ผู้ออกบัตร) คือ “หัวหน้าส่วนงาน” ขึ้นตรงของแต่ละส่วนงานการศึกษาพระปริยัติธรรมนั้นเอง โดยที่นิยามของ “หัวหน้าส่วนงาน” นี้รวมถึง แม่กองบาลีสนามหลวง, แม่กองธรรมสนามหลวง, ประธานกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา และประธานศูนย์พระปริยัตินิเทศก์แห่งคณะสงฆ์ นี่แสดงให้เห็นถึงการกระจายอำนาจการรับรองอย่างชัดเจนตามสายงาน
2. “ตัวตน” ที่มีวันหมดอายุ และความคมชัดของข้อมูล
ความเป็นทางการถูกกำหนดด้วยกรอบเวลาอย่างชัดเจน บัตรประจำตัวที่ออกตามประกาศนี้จะมีอายุการใช้งาน หกปีนับแต่วันออกบัตร ยกเว้นตำแหน่งที่มาจากการสรรหา ซึ่งจะใช้ได้ตามระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง การกำหนดอายุที่แน่นอนนี้คือเครื่องมือสำคัญในการรักษาความถูกต้องของข้อมูลบุคลากรในระบบบริหาร
บัตรนี้จะปรากฏรายละเอียดที่สำคัญอย่างครบถ้วน ซึ่งตอกย้ำความน่าเชื่อถือของ “ตัวตน” นั้น ๆ บนบัตรจะต้องมีชื่อ, ฉายาหรือนามสกุล, รูปถ่าย, หมู่โลหิต, เลขหมายประจำตัวประชาชน และชื่อตำแหน่ง รวมถึงวันออกบัตรและวันหมดอายุ นอกจากนี้ ยังมีลายมือชื่อผู้ออกบัตร ลายมือชื่อผู้ถือบัตร และตราประจำส่วนงานประทับด้วยหมึกสีแดงหรือรอยดุนนูน3. ความเข้มงวดในการขอมีและรักษาบัตร
เพื่อให้ “บัตร” นี้ศักดิ์สิทธิ์และเชื่อถือได้ การดำเนินการจึงต้องเป็นระบบและเข้มงวด กล่าวคือ
- การขอมีบัตรครั้งแรก: เจ้าหน้าที่ต้องยื่นคำขอมีบัตรตามแบบที่กำหนด พร้อมแนบรูปถ่ายสีหรือขาวดำ จำนวน ๒ ใบ ที่ถ่ายไม่เกินหกเดือนก่อนวันยื่น รูปถ่ายสำหรับบรรพชิตและคฤหัสถ์ก็มีการกำหนดรายละเอียดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยให้ยื่นต่อผู้อำนวยการสำนักอำนวยการเพื่อเสนอหัวหน้าส่วนงานลงนาม
- การเปลี่ยนแปลงที่ต้องตามให้ทัน: ความน่าสนใจคือ หากมีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่ส่งผลต่อสถานะ เช่น เปลี่ยนชื่อตัว/ชื่อสกุล, เลื่อนสมณศักดิ์/เลื่อนยศ, ย้ายสังกัด หรือได้รับตำแหน่งใหม่ ผู้ถือบัตรจะต้องดำเนินการขอเปลี่ยนบัตรใหม่ ภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับอนุญาตหรือวันที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงนั้น
- กรณีฉุกเฉินและบทบาทความเป็นเจ้าหน้าที่: หากบัตรสูญหาย, ถูกทำลาย หรือชำรุดในสาระสำคัญ ก็ต้องขอมีบัตรใหม่หรือเปลี่ยนบัตร ภายใน ๓๐ วัน เช่นกัน และที่สำคัญที่สุด เมื่อพ้นสภาพจากการเป็นเจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม ผู้มีหน้าที่ก็ต้องส่งมอบบัตรคืนให้แก่ผู้ออกบัตร ทันที นับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง
ข้อกำหนดเหล่านี้ไม่ได้มีขึ้นเพื่อสร้างภาระ แต่เพื่อรักษาความถูกต้องและศักดิ์สิทธิ์ของสถานะ “เจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม” ในทุกช่วงเวลา ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดวาระ การมีระเบียบที่เข้มงวดเช่นนี้คือสัญญาณขององค์กรที่เติบโตและมีความเป็นมืออาชีพในการบริหารจัดการบุคคลากร.

