จากธรรมาสน์สู่ “Career Path”: เจาะลึก ๕ ขั้นบันไดความก้าวหน้าของ “ครู จศป.” (เมื่อมาตรฐานราชการถูกนำมาใช้ในโรงเรียนวัด)
เมื่อการสอนธรรมะ ต้องมี “วิทยฐานะ” รองรับ
ในอดีต ภาพจำของ “ครูสอนพระปริยัติธรรม” อาจดูเหมือนภารกิจเชิงอุทิศตนที่ขึ้นอยู่กับความเสียสละเป็นหลัก แต่ภายใต้โครงสร้างใหม่ของ พ.ร.บ.การศึกษาพระปริยัติธรรม และข้อบังคับปี ๒๕๖๓ การจัดการศึกษาของคณะสงฆ์กำลังก้าวเข้าสู่ยุค “Professionalism” (ความเป็นมืออาชีพ)
กลุ่มบุคลากรที่เป็นหัวใจสำคัญที่สุดของระบบนี้คือ “จศป. ประเภทผู้ปฏิบัติงานสอน” หรือที่เราเรียกกันง่ายๆ ว่า “ครู” ความน่าสนใจคือ ภายใต้ตำแหน่ง “ครู” เพียงคำเดียว ถูกออกแบบโครงสร้างภายในให้มีความลึกและเส้นทางการเติบโต (Career Path) ที่ถอดแบบมาจากระบบราชการพลเรือนอย่างแนบเนียน เพื่อเปลี่ยน “ภาระงาน” ให้กลายเป็น “ความก้าวหน้า”
เรามาดูกันว่า โครงสร้าง ๕ ระดับที่ว่านี้ หน้าตาเป็นอย่างไร?
1. The Single Track: หนึ่งตำแหน่ง ห้าระดับ
ในระบบราชการปกติ เราอาจคุ้นเคยกับคำว่า ครูผู้ช่วย, ครู คศ.1, คศ.2 แต่สำหรับ จศป. ผู้ปฏิบัติงานสอน นั้น กฎหมายกำหนดให้มีชื่อตำแหน่งเดียวคือ “ครู” แต่แบ่งระดับความเชี่ยวชาญออกเป็น ๕ ระดับ เพื่อสะท้อนถึงประสบการณ์และสมรรถนะที่สูงขึ้น ได้แก่
- ระดับปฏิบัติการ (จุดเริ่มต้นของเส้นทางวิชาชีพ)
- ระดับชำนาญการ (ผู้สั่งสมประสบการณ์)
- ระดับชำนาญการพิเศษ (ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน)
- ระดับเชี่ยวชาญ (ระดับสูงที่หาตัวจับยาก)
- ระดับเชี่ยวชาญพิเศษ (ระดับสูงสุด หรือระดับทรงคุณวุฒิ)
การแบ่งระดับเช่นนี้ ไม่ใช่แค่การติดยศ แต่เป็นตัวบ่งชี้ “ค่างาน” และ “ค่าตอบแทน” ที่สูงขึ้นตามลำดับขั้น
2. The Scope: ใครบ้างที่อยู่ในระบบนี้?
คำว่า “ครู จศป.” ในที่นี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่พระอาจารย์สอนนักธรรมชั้นตรี-โท-เอก เท่านั้น แต่มีขอบเขตที่กว้างและครอบคลุมระบบการศึกษาของสงฆ์ทั้งระบบ กล่าวคือ
- ครูสอนพระปริยัติธรรม แผนกธรรมและแผนกบาลี: ทั้งผู้สอนนักธรรมและผู้สอนบาลีไวยากรณ์ไปจนถึงประโยคสูงๆ
- ครูโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา: ครูที่สอนวิชาสามัญ (วิทย์, คณิต, อังกฤษ ฯลฯ) ให้กับสามเณร
โดยหน้าที่หลักคือการเป็น “ผู้ปฏิบัติหน้าด่าน” ในการจัดการเรียนการสอนและส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนในสถานศึกษาพระปริยัติธรรมโดยตรง
3. The Paradigm Shift: รายได้ที่มาจาก “รัฐ” ไม่ใช่ “ตู้บริจาค”
จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดของระบบ จศป. คือเรื่องของ “ความมั่นคง” บุคลากรกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะเป็น บรรพชิต (พระภิกษุ/สามเณร) หรือ คฤหัสถ์ (ฆราวาส) จะมีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐประเภทหนึ่ง ซึ่งได้รับค่าตอบแทนจาก “งบประมาณแผ่นดิน” โดยตรง อัตราเงินเดือนและสวัสดิการต่างๆ จะเป็นไปตามที่ คณะกรรมการบริหารงานบุคคลการศึกษาพระปริยัติธรรม (กบป.) กำหนด ซึ่งอิงฐานมาจากบัญชีเงินเดือนภาครัฐ
นี่คือการการันตีว่า คนที่ทุ่มเทสอนหนังสือในวัด จะมีปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีพที่แน่นอน ไม่ต้องลุ้นกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจวัดอีกต่อไป
บทสรุป: กระจกสะท้อนมาตรฐานราชการ
การนำระบบแบ่งระดับ ๕ ขั้น (ปฏิบัติการ – เชี่ยวชาญพิเศษ) มาใช้ คือความตั้งใจที่จะนำ “ระบบราชการพลเรือน” มาประยุกต์ใช้โดยอนุโลม นัยสำคัญของเรื่องนี้คือ การส่งสัญญาณว่า “อาชีพครูพระปริยัติธรรม” มีเกียรติและศักดิ์ศรีเทียบเท่าข้าราชการครูทั่วไป มันคือการสร้างมาตรฐานวิชาชีพ (Professional Standard) เพื่อดึงดูดคนเก่งและคนดี ให้เข้ามาอยู่ในระบบการศึกษาของคณะสงฆ์ และรักษาพวกเขาไว้ด้วยความก้าวหน้าทางวิชาชีพที่จับต้องได้.

