เมื่อ “พระทำงาน” อยากย้ายสังกัด: เจาะลึกกลไกการโยกย้าย “จศป.” (ระบบ HR ที่ซ่อนอยู่ในผ้าเหลือง)
ความยืดหยุ่นภายใต้กฎระเบียบ
ในภาพจำเดิมๆ ของสังคมไทย พระภิกษุมักจำพรรษาอยู่ที่วัดใดวัดหนึ่งเป็นหลัก แต่ในโลกของการศึกษาพระปริยัติธรรมยุคใหม่ พระภิกษุที่เป็น “จศป.” (เจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม) ไม่ได้เป็นเพียงพระลูกวัด แต่ท่านคือ “บุคลากรภาครัฐ” ภายใต้โครงสร้างคณะสงฆ์
คำถามที่น่าสนใจคือ เมื่อพระคุณเจ้าสวมหมวกความเป็น “เจ้าหน้าที่” ด้วย ท่านจะสามารถโยกย้าย เปลี่ยนที่ทำงาน หรือข้ามสายงานได้หรือไม่? เหมือนข้าราชการครูที่ย้ายโรงเรียนได้ไหม?
คำตอบคือ “ทำได้ครับ” แต่ต้องเดินตามเกมของระเบียบ กบป. ปี ๒๕๖๓ ที่วางไว้อย่างรัดกุม
วันนี้เราจะมาถอดรหัสกระบวนการนี้กันว่า การเดินทางข้ามสายงานของพระนักการศึกษานั้น มีขั้นตอนอย่างไร และสะท้อนวิธีคิดแบบไหนของการบริหารงานบุคคล?
1. The Big Crossing: การย้ายข้ามสายงาน (Inter-Department)
การย้ายสังกัดในกรณีนี้ เปรียบเสมือนการ “ข้ามห้วย” เช่น ย้ายจากสายกองบาลี ไปสายกองธรรม หรือจากสำนักเรียนวัด ไปสู่โรงเรียนสามัญศึกษา
นี่คือการเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรย่อยๆ ดังนั้นขั้นตอนจึงต้องผ่าน “คนกลาง” ระดับสูง
- Process: เริ่มจากเจตจำนงของเจ้าตัว $\rightarrow$ แจ้งผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น $\rightarrow$ ส่งเรื่องไปตัดสินที่ “กบป.” (คณะกรรมการบริหารงานบุคคลการศึกษาพระปริยัติธรรม) ซึ่งเป็นบอร์ดใหญ่สุด
- Safety Valve (วาล์วนิรภัย): โดยปกติระบบจะให้ย้ายไปในระดับเดิม (Horizontal Transfer) แต่ถ้าจะย้ายไปใน “ระดับที่ต่ำกว่า” (Demotion) กฎหมายเขียนดักไว้เลยว่า “ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าตัว” และต้องให้บอร์ดใหญ่ (กบป.) อนุมัติเท่านั้น เพื่อป้องกันการกลั่นแกล้งทางการเมืองภายในองค์กรสงฆ์
2. The Internal Shuffle: การสับเปลี่ยนภายใน (Intra-Department)
กรณีนี้คือการย้ายบ้านแต่อยู่ในหมู่บ้านเดิม เช่น ย้ายจากโรงเรียน A ไปโรงเรียน B ที่สังกัดแผนกสามัญศึกษาเหมือนกัน
ความน่าสนใจอยู่ที่ “อำนาจการตัดสินใจ”
- The Decider: อำนาจจะไม่ได้อยู่ที่บอร์ดใหญ่ (กบป.) โดยตรงแล้ว แต่จะกระจายลงมาที่ “หัวหน้าสายงานสูงสุด” ของแท่งนั้นๆ เช่น แม่กองบาลีสนามหลวง, แม่กองธรรมสนามหลวง หรือประธานกลุ่มโรงเรียนพระปริยัติธรรมฯ แล้วแต่สังกัด
- The Balancer: ในเชิงเทคนิค จะมี “อบป.” (คณะอนุกรรมการฯ) เข้ามาช่วยดูเรื่องการ “เกลี่ยอัตรากำลัง” เพื่อให้แน่ใจว่า การย้ายนี้จะไม่ทำให้ที่เดิมขาดคน หรือที่ใหม่คนล้นงาน (Manpower Balancing)
3. The Top-Down Command: การย้ายเพื่อประโยชน์ราชการ
ระบบราชการย่อมมีข้อยกเว้นเสมอ ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน หรือเพื่อประโยชน์สูงสุดขององค์กร
หน่วยงานสามารถเสนอให้ กบป. “สั่งย้าย” ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอความสมัครใจ (ในระดับตำแหน่งเดิม)
นี่คือฟีเจอร์ที่แสดงให้เห็นว่า จศป. คือกลไกของรัฐที่ต้องพร้อมขับเคลื่อนตามยุทธศาสตร์ ไม่ใช่แค่ตามความต้องการส่วนบุคคล
4. The Existential Threat: เงื่อนไขความเป็นความตาย
สิ่งที่ทำให้ จศป. บรรพชิต ต่างจากข้าราชการทั่วไปอย่างสิ้นเชิง คือ “สถานะทางธรรม”
กฎระเบียบระบุชัดเจนว่า “ถ้าลาสิกขา = พ้นสภาพ จศป.”
ไม่ว่าท่านจะย้ายไปอยู่ตำแหน่งใหญ่โตแค่ไหน หรือกำลังอยู่ในระหว่างทำเรื่องย้าย หากท่าน “สึก” (พ้นจากความเป็นบรรพชิต) สถานะการจ้างงานจะสิ้นสุดลงทันที (Immediate Termination)
นี่คือจุดที่ย้ำเตือนว่า สำหรับ จศป. สายพระแล้ว “ผ้าเหลืองคือเครื่องแบบที่ถอดไม่ได้” หากยังอยากทำงานในตำแหน่งนี้
บทสรุป: สมดุลระหว่าง “พระธรรมวินัย” กับ “การบริหารงานบุคคล”
ระเบียบการย้ายสังกัดนี้ สะท้อนให้เห็นความพยายามในการนำระบบ Merit System (ระบบคุณธรรม) และ HR Management มาสวมทับโครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์เดิม
มันคือการเปิดโอกาสให้บุคลากรได้ไปอยู่ในที่ที่เหมาะสม (Put the right monk on the right job) โดยมีกลไกตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างผู้บังคับบัญชาและคณะกรรมการส่วนกลาง
การย้ายสังกัดของ จศป. จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการย้ายที่อยู่ แต่คือการหมุนเวียนทรัพยากรบุคคลที่มีค่าที่สุดของศาสนา ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการศึกษาของคณะสงฆ์.

