ถอดรหัส ‘เดดไลน์’ คณะสงฆ์: เมื่อมหาเถรสมาคมยกเครื่องระบบงบประมาณ (ประชุมจบ เบิกได้ ไม่ต้องรอ!)

เมื่อ “เวลาสงฆ์” ต้องเดินตรงกับ “เวลางบ”

ในโลกของการบริหารจัดการ องค์กรที่ขับเคลื่อนได้ไวที่สุดคือองค์กรที่มี “วินัยทางการเงิน” และ “ความชัดเจนของเวลา” ไม่เว้นแม้แต่สถาบันหลักของชาติอย่าง “คณะสงฆ์ไทย”

เอกสารล่าสุดจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ที่แจ้งมติมหาเถรสมาคม (มส.) ฉบับนี้ ไม่ใช่แค่กระดาษแจ้งข่าวสารธรรมดา แต่มันคือ “สัญญาณการปฏิรูปเชิงธุรการ” ครั้งสำคัญ เป็นการประกาศว่า การบริหารจัดการคณะสงฆ์ยุคใหม่ จะต้องสอดรับกับระบบงบประมาณแผ่นดินอย่างไร้รอยต่อ ลดความล่าช้า และเน้นความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้

วันนี้เราจะมาวิเคราะห์กันว่า ภายใต้ภาษาราชการที่ดูเคร่งขรึม มี “กลไกใหม่” อะไรซ่อนอยู่บ้าง?


1. The Golden Timeline: ขีดเส้นตายใหม่ที่ “ห้ามเลท”

ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดของเอกสารฉบับนี้ คือการ “ขีดเส้นตาย” (Deadline) ที่ชัดเจนยิ่งกว่าเดิม จากเดิมที่การจัดประชุมพระสังฆาธิการอาจมีความยืดหยุ่นสูง แต่ด้วยมติ มส. ครั้งที่ ๒๙/๒๕๖๖ ได้วางกรอบเวลาใหม่ที่บีบกระชับขึ้น เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด กล่าวคือ

  • เส้นตายการจัดงาน: การประชุมครั้งที่ ๒ ของปี ต้องจบลงภายใน “เดือนมิถุนายน”
  • เส้นตายการส่งบิล: เอกสารเบิกจ่ายต้องถึงมือ พศ. ภายใน “๓๑ กรกฎาคม”

วิเคราะห์ (Insight): ทำไมต้องเวลานี้? คำตอบคือ “ปีงบประมาณ” ครับ ราชการไทยปิดงบกันยายน การกำหนดให้ส่งเอกสารกรกฎาคม คือการเผื่อเวลาให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและเบิกจ่ายให้ทันก่อนปีงบประมาณจะสิ้นสุด นี่คือการบังคับกลายๆ ให้พระสังฆาธิการต้องวางแผนงานล่วงหน้า ไม่ใช่ทำไปแก้ไปเหมือนในอดีต


2. The Fast Track: ปลดล็อกคอขวดที่ใหญ่ที่สุด

ความเจ็บปวด (Pain Point) ในอดีตของการเบิกจ่ายงบราชการ คือขั้นตอนที่เรียกว่า “รอรับรองรายงานการประชุม” ซึ่งกินเวลานานมาก บางครั้งประชุมจบไปเป็นเดือน เอกสารยังไม่ออก เงินก็เบิกไม่ได้

แต่เอกสารฉบับนี้คือ “Game Changer” ครับ ด้วยข้อความสำคัญที่ระบุว่า “…ให้ดำเนินการทันที โดยไม่ต้องรอรับรองการประชุม” นี่คือการปลดล็อก “คอขวด” ทางธุรการที่ใหญ่ที่สุด ทำให้เงินหมุนเวียนไปสนับสนุนกิจการคณะสงฆ์ได้ทันท่วงที โดยไม่ต้องติดหล่มขั้นตอนเอกสารที่ไม่จำเป็น


3. The Mechanism: ใครทำอะไร ในระบบนิเวศใหม่?

ระบบใหม่นี้ไม่ได้ให้อิสระจนไร้ขอบเขต แต่เป็นการกระจายอำนาจที่มาพร้อมความรับผิดชอบ (Decentralized Responsibility) โดยแบ่งหน้าที่ชัดเจน กล่าวคือ

  • เจ้าคณะจังหวัด (The Manager): รับบทหนักที่สุด คือเป็นผู้ทำรายการค่าใช้จ่าย และต้องแม่นยำในกฎระเบียบปี ๒๕๔๐
  • เจ้าคณะภาค (The Auditor): เป็นด่านคัดกรองความถูกต้องก่อนส่งต่อ
  • สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (The Treasury): เป็นผู้คุมกฎและจ่ายเงิน

ข้อสังเกตประการหนึ่งคือ ระบบนี้แม้จะส่งเสริมประสิทธิภาพในการทำงาน แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ได้เพิ่ม ภาระงานทางด้านเอกสารและการบริหาร ให้แก่พระสังฆาธิการระดับปกครองอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ พระในยุคปัจจุบันจึงไม่เพียงต้องเชี่ยวชาญในการเผยแผ่ศาสนาเท่านั้น แต่ยังจำเป็นต้องเสริมสร้าง ทักษะการจัดการ (Management Skill) และความเข้าใจใน ขั้นตอนระเบียบราชการ ให้ลึกซึ้งอีกด้วย


บทสรุป: วินัยคือรากฐานของความยั่งยืน

เอกสารฉบับนี้สะท้อนให้เห็นทิศทางของคณะสงฆ์ไทยที่กำลังปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานสากล การกำหนด “เวลา” และ “ขั้นตอน” ที่เคร่งครัด ไม่ใช่การจับผิด แต่คือการสร้าง “ระบบภูมิคุ้มกัน” ให้กับการใช้งบประมาณแผ่นดิน

เมื่อศาสนจักรเดินหน้าด้วยความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ ศรัทธาของสาธุชนย่อมมั่นคงตามไปด้วย นี่คือก้าวเล็กๆ ในหน้ากระดาษ แต่เป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ของการบริหารกิจการคณะสงฆ์ไทยครับ.

อ้างอิง มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๑๙/๒๕๔๐ มติที่ ๒๒๗/๒๕๔๐ และ มติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๒๙/๒๕๖๖ มติที่ ๘๘๒/๒๕๖๖

หมายเหตุ: “เมื่อเวลาสงฆ์ ต้องเดินตรงกับ เวลางบ” หมายความว่า การบริหารจัดการของคณะสงฆ์ในยุคปัจจุบัน ไม่สามารถทำตามจังหวะเวลาเดิมได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้อง “ปรับนาฬิกา” ให้ตรงกับเส้นตาย (Deadline) ของระบบงบประมาณรัฐ (เช่น ต้องส่งเอกสารภายใน ก.ค. เพื่อให้ทันปิดงบ ก.ย.) เพื่อให้สามารถเบิกจ่ายงบประมาณมาสนับสนุนกิจการศาสนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *