ธรรมาภิบาลทางการคลังกับการศึกษาคณะสงฆ์ไทย: พลวัตความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและศาสนจักรภายใต้กฎหมายใหม่
รอยต่อระหว่างศรัทธาและนิติรัฐ
ท่ามกลางบริบทสังคมโลกสมัยใหม่ที่ความศรัทธาจำต้องดำเนินไปควบคู่กับหลักนิติรัฐ (Rule of Law) การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยภายใต้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ ถือเป็นจุดเปลี่ยนผ่านครั้งประวัติศาสตร์ มิใช่เพียงแค่การปฏิรูปหลักสูตรให้ทันสมัยเท่านั้น หากแต่หัวใจสำคัญที่เป็นปัจจัยขับเคลื่อนระบบให้ดำรงอยู่ได้คือ “ธรรมาภิบาลทางการคลัง” (Fiscal Governance)
การเปลี่ยนสถานะของสถานศึกษาพระปริยัติธรรม จากเดิมที่ดำรงอยู่ด้วยบารมีและการสงเคราะห์ของวัด มาสู่การเป็นหน่วยงานที่ได้รับการจัดสรร เงินอุดหนุนจากรัฐ ได้ก่อให้เกิดโครงสร้างความสัมพันธ์เชิงอำนาจรูปแบบใหม่ระหว่างสามเสาหลัก ได้แก่ มหาเถรสมาคม (มส.), คณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม (กศป.) และ กระทรวงการคลัง บทความนี้จะนำท่านไปสำรวจพลวัตของกระบวนการงบประมาณที่ต้องผ่านการตรวจสอบกลั่นกรองทั้งจากฝ่ายอาณาจักรและพุทธจักร ภายใต้วาทกรรมทางกฎหมายที่สำคัญคือ “ความเหมาะสมและจำเป็น”
๑. สถาปัตยกรรมเชิงอำนาจ: ดุลยภาพแห่งการอนุมัติงบประมาณ
ภายใต้โครงสร้างการบริหารงานรูปแบบใหม่ กระบวนการงบประมาณมิได้มีลักษณะเป็นเส้นตรง (Linear) อีกต่อไป แต่เป็นวงจรที่มีระบบตรวจสอบและถ่วงดุล (Checks and Balances) อย่างเข้มงวด ดังนี้
- กศป. (The Architect): ในฐานะผู้ออกแบบนโยบาย มีหน้าที่จัดทำแผนงบประมาณเพื่อการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนา
- มหาเถรสมาคม (The Policy Master): แม้กฎหมายจะให้อำนาจบริหารแก่ กศป. แต่ในทางนิตินัย แผนงบประมาณทั้งหมดจำต้องผ่าน “ความเห็นชอบ” จากมหาเถรสมาคมเสียก่อน ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทของอำนาจทางศาสนาในการกำกับทิศทางนโยบายสูงสุด
- กระทรวงการคลัง (The Gatekeeper): ด่านสำคัญที่สุดคือการควบคุมวินัยทางการคลัง โดยกฎหมายระบุชัดเจนว่า การกำหนดอัตราเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง ค่าตอบแทน และสวัสดิการต่างๆ ของเจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม (จศป.) “ต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง”
นัยของโครงสร้างนี้ชี้ให้เห็นว่า รัฐมิได้จัดสรรงบประมาณในลักษณะ “งบปลายเปิด” (Blank Check) แต่เป็นการอุดหนุนภายใต้เงื่อนไขที่ฝ่ายการคลังของภาครัฐมีอำนาจต่อรองสูงในการกำหนดกรอบรายจ่ายด้านบุคลากรของสงฆ์
๒. วาทกรรม “ความเหมาะสมและจำเป็น”: ช่องว่างแห่งการตีความ
มาตรา ๗ แห่ง พ.ร.บ. การศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ บัญญัติว่า รัฐพึงอุดหนุนงบประมาณ “ตามความเหมาะสมและจำเป็น” แม้ถ้อยคำดังกล่าวจะดูสมเหตุสมผลในทางกฎหมาย แต่ในมิติการบริหารจัดการ นี่คือความท้าทายเชิงโครงสร้าง (Structural Challenge) ที่สำคัญ ได้แก่:
- ความไม่แน่นอนทางการคลัง (Fiscal Uncertainty): นิยามที่เปิดกว้างเปิดโอกาสให้สำนักงบประมาณและกระทรวงการคลังใช้ดุลยพินิจในการตีความตามสถานะทางการเงินการคลังของประเทศ ซึ่งอาจส่งผลให้งบประมาณที่ได้รับอนุมัติจริงไม่สอดคล้องกับภาระงาน
- ภาวะย้อนแย้งในสามัญศึกษา (The General Education Paradox): ประเด็นนี้เด่นชัดในแผนกสามัญศึกษา ซึ่งต้องแบกรับต้นทุนการจัดการศึกษาตามมาตรฐานเดียวกับกระทรวงศึกษาธิการ แต่กลับต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาความจำเป็นในเกณฑ์เดียวกับแผนกธรรมและบาลี ซึ่งมีบริบทค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกัน
๓. ความท้าทายด้านทรัพยากรบุคคล: ภาระงานทับซ้อนกับค่าตอบแทนทางเดียว
เพื่อธำรงไว้ซึ่งธรรมาภิบาลและความโปร่งใส ระบบใหม่ได้วางเกณฑ์การจ่ายค่าตอบแทนที่เคร่งครัด โดยเฉพาะหลักการ “ตำแหน่งเดียว เงินเดือนเดียว” (One Position, One Salary)
- หลักการ: เจ้าหน้าที่ (จศป.) ที่ปฏิบัติหน้าที่หลายตำแหน่ง จะได้รับค่าตอบแทนเพียงตำแหน่งเดียว (ในอัตราที่สูงที่สุด)
- ผลกระทบ: แม้หลักการนี้จะมุ่งเน้นความคุ้มค่าของงบประมาณแผ่นดิน แต่ในบริบทความเป็นจริงของศาสนศึกษา บุคลากรมักต้องแบกรับภาระงานแบบ “พหุบทบาท” (Multi-tasking) เช่น เป็นทั้งครูผู้สอนและผู้บริหารสถานศึกษา การจำกัดค่าตอบแทนจึงกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการสร้างแรงจูงใจและการรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพให้อยู่ในระบบ
บทสรุป: สู่การจัดสรรงบประมาณที่ยั่งยืน
โดยสรุป “ธรรมาภิบาลทางการคลัง” ในระบบการศึกษาพระปริยัติธรรมยุคใหม่ คือความพยายามในการสร้างดุลยภาพระหว่าง “จารีตสงฆ์” และ “ระเบียบรัฐ” การเข้ามามีบทบาทของกระทรวงการคลังในการตรวจสอบอัตรากำลังและค่าตอบแทน ถือเป็นการสถาปนามาตรฐานความโปร่งใสที่คณะสงฆ์ไม่เคยเผชิญมาก่อน
อย่างไรก็ตาม โจทย์ท้าทายที่ กศป. ต้องเร่งขับเคลื่อนคือ การแปลงนามธรรมของคำว่า “ความเหมาะสมและจำเป็น” ให้กลายเป็น สูตรการจัดสรรงบประมาณที่ชัดเจน (Funding Formula) เพื่อให้การปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้มีฐานรากทางการคลังที่มั่นคง เปรียบเสมือนการปลูกต้นโพธิ์ในกระถางของรัฐ ที่ต้องอาศัยการปรับตัวอย่างเท่าทัน เพื่อให้ร่มเงาแห่งปัญญานี้เติบโตได้อย่างสง่างามและยั่งยืนสืบไป

