บทบาทของ “พระปริยัตินิเทศก์” ในระบบการศึกษาคณะสงฆ์ยุคใหม่: วิศวกรความรู้และผู้พิทักษ์มาตรฐานคุณภาพ
สถาปัตยกรรมแห่งคุณภาพในการศึกษาสงฆ์ไทย
ท่ามกลางกระแสการปฏิรูปครั้งสำคัญของคณะสงฆ์ไทย ที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบจารีตดั้งเดิมเข้าสู่ระบบนิติรัฐภายใต้ พระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ ความสนใจของสังคมส่วนใหญ่มักพุ่งเป้าไปที่เรื่องงบประมาณหรือสถานะทางกฎหมายของสถานศึกษา อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาถึง “สถาปัตยกรรมแห่งคุณภาพ” อย่างลึกซึ้ง เราจะพบกลไกหนึ่งที่เปรียบเสมือนเข็มทิศและฟันเฟืองสำคัญในระดับปฏิบัติการ นั่นคือ “พระปริยัตินิเทศก์”
บทความนี้มุ่งวิเคราะห์บทบาทของพระปริยัตินิเทศก์ ในฐานะ “ผู้ปิดทองหลังพระ” ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงภารกิจด้านการปกครองคณะสงฆ์เข้ากับมาตรฐานทางวิชาการสมัยใหม่ เพื่อสร้างนิเวศการเรียนรู้ที่มีคุณภาพในระดับพื้นที่อย่างยั่งยืน
๑. นิยามและอัตลักษณ์: “ศึกษานิเทศก์” ในร่มกาสาวพัสตร์
ตามนัยแห่งมาตรา ๔ ของ พ.ร.บ. การศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ ได้กำหนดนิยามของ “พระปริยัตินิเทศก์” ไว้อย่างชัดเจนว่าคือ พระภิกษุผู้ปฏิบัติหน้าที่นิเทศการศึกษา หากเทียบเคียงกับระบบการศึกษาสมัยใหม่ ท่านคือ “ศึกษานิเทศก์” (Educational Supervisor) ผู้ทรงภูมิรู้ ซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่การ “ตรวจตรา” (Inspector) แต่คือผู้ “ชี้แนะ” (Mentor) และ “ประเมินเพื่อพัฒนา” (Evaluator)
ในเชิงโครงสร้างการบริหารงานบุคคล พระปริยัตินิเทศก์มีสถานะเป็น “เจ้าหน้าที่การศึกษาพระปริยัติธรรม” (จศป.) ประเภทผู้สนับสนุนการศึกษา ซึ่งได้รับการรับรองสถานภาพ สิทธิประโยชน์ และค่าตอบแทนจากรัฐอย่างเป็นทางการ การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ยกระดับงานนิเทศสงฆ์ให้มีความเป็นมืออาชีพ (Professionalism) และมีมาตรฐานรองรับที่ชัดเจน
๒. สะพานเชื่อมสองมิติ: การบูรณาการงานปกครองและงานวิชาการ
บทบาทที่โดดเด่นที่สุดของพระปริยัตินิเทศก์คือการเป็น “ตัวกลาง” (The Linker) ที่ต้องขับเคลื่อนภารกิจสำคัญ ๒ ประการควบคู่กัน ได้แก่
- มิติด้านการปกครอง: ทำหน้าที่สนองงานเจ้าคณะจังหวัดในการกำกับดูแลการศึกษาพระปริยัติธรรม นำนโยบายจากมหาเถรสมาคมและคณะกรรมการการศึกษาพระปริยัติธรรม (กศป.) ไปสื่อสารและผลักดันให้เกิดผลสัมฤทธิ์จริงในระดับพื้นที่
- มิติด้านวิชาการ: ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางวิชาการ ให้คำแนะนำแก่ครูสอนพระปริยัติธรรม และเสนอแนวทางการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน ทั้งแผนกธรรม บาลี และสามัญศึกษา ให้สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาของชาติ
ความท้าทายและความเชี่ยวชาญของพระปริยัตินิเทศก์ จึงอยู่ที่ทักษะการบริหารความสัมพันธ์ (Stakeholder Management) ที่ต้องผสานความร่วมมือระหว่างพระสังฆาธิการ ครู และผู้เรียน ให้ขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน
๓. ศูนย์พระปริยัตินิเทศก์ฯ: กองบัญชาการด้านคุณภาพ
ภายใต้โครงสร้างใหม่ “ศูนย์พระปริยัตินิเทศก์แห่งคณะสงฆ์” ได้รับการยกระดับให้เป็นหนึ่งใน ๕ ส่วนงานหลักของการศึกษาพระปริยัติธรรม (สศป.) สะท้อนให้เห็นว่างานนิเทศไม่ใช่ภารกิจรองอีกต่อไป แต่เป็นหน่วยงานหลักที่มีอำนาจการบริหารงานบุคคลและงบประมาณเป็นของตนเอง
กลไกนี้มี คณะอนุกรรมการบริหารงานบุคคล (อบป.) ทำหน้าที่กลั่นกรองและจัดสรรอัตรากำลังพระปริยัตินิเทศก์ให้กระจายตัวครอบคลุมทุกพื้นที่ เพื่อเป็นหลักประกันว่าทุกสำนักเรียน—ไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลเพียงใด—จะได้รับการดูแลและชี้แนะด้านมาตรฐานการศึกษาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม
๔. วิสัยทัศน์สู่อนาคต: การนิเทศเชิงรุกยุค ๔.๐
เพื่อให้สอดรับกับแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๖๔-๒๕๗๐ บทบาทของพระปริยัตินิเทศก์กำลังถูกปรับเปลี่ยนสู่เชิงรุกผ่านกลยุทธ์สำคัญ กล่าวคือ
- การนิเทศเชิงยุทธศาสตร์: การนำระบบตัวชี้วัด (KPIs) มาใช้ในการกำกับติดตามผลการดำเนินงาน
- การผนึกกำลังภาคีเครือข่าย: การสร้างทีมที่ปรึกษาร่วมกับ “ครูจิตอาสา” และข้าราชการเกษียณผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อเสริมศักยภาพทีมงานสงฆ์
- นิเทศดิจิทัล: การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการติดตามและรายงานผลแบบ Real-time เพื่อความรวดเร็วและแม่นยำของข้อมูล
บทสรุป: ผู้นำทางสู่ฝั่งฝันแห่งปัญญา
โดยสรุป “พระปริยัตินิเทศก์” เปรียบเสมือน “วิศวกรผู้ควบคุมคุณภาพ” ในโครงสร้างการศึกษาสงฆ์ยุคใหม่ ท่านคือผู้แปรเปลี่ยนตัวบทกฎหมายให้กลายเป็นคุณภาพที่จับต้องได้ในห้องเรียน หากเปรียบสถานศึกษาเป็นเรือและนโยบายเป็นกระแสลม พระปริยัตินิเทศก์ก็คือ “หางเสือ” และ “ผู้อ่านแผนที่” ที่จะนำพานาวาการศึกษาสงฆ์ไทยให้มุ่งหน้าสู่เป้าหมายในการสร้างศาสนทายาทที่ “เก่งวิชาการ และสมบูรณ์ในพุทธธรรม” เพื่อสืบสานพระพุทธศาสนาให้มั่นคงสืบไป

