ถอดรหัส “อลคัททูปมสูตร”: ศิลปะการจับงูพิษ และเหตุผลที่เราไม่ควรแบก “เรือ” ไว้บนหัว

(นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ – ๓ จบ)

เจริญพร ญาติโยม สาธุชนคนรุ่นใหม่ และผู้ที่กำลังแสวงหาความสงบใจทุกท่าน…

วันนี้ อาตมภาพอยากจะชวนพวกเราตั้งคำถามกับตัวเองสักนิดหนึ่ง โยมเคยสังเกตไหมว่า ในโลกปัจจุบันที่ความรู้หาได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว บางคนยิ่งศึกษาธรรมะ ยิ่งเข้าวัด ยิ่งปฏิบัติธรรม กลับกลายเป็นคนที่มี “อีโก้” สูงขึ้น กลายเป็นคนขี้ตัดสินคนอื่น หรือบางคนที่พยายามทำตัวเป็นคนดีตามคำสอนอย่างเคร่งครัด กลับรู้สึกว่าชีวิตมัน “หนัก” และ “เหนื่อย” กว่าเดิมราวกับแบกโลกไว้ทั้งใบ

ถ้าโยมเคยรู้สึกแบบนั้น วันนี้อาตมามีคำตอบจากพระสูตรที่ลึกซึ้งและเฉียบคมที่สุดบทหนึ่งชื่อว่า “อลคัททูปมสูตร” หรือพระสูตรที่ว่าด้วย “อุปมาด้วยงูพิษและแพ” มาฝากพวกเรา

ช่วงที่ ๑: กับดักของคน “หัวหมอ” (Case Study: อริฏฐะภิกขุ)

เรื่องราวเริ่มมาจากพระรูปหนึ่งชื่อ “อริฏฐะ” อดีตท่านเคยเป็นพรานล่าแร้งมาก่อน พอมาบวชท่านเกิดความคิด “แผลงๆ” ขึ้นมาว่า “สิ่งที่พระพุทธเจ้าบอกว่าเป็นอันตราย (อย่างเรื่องกามคุณหรือความลุ่มหลงทางโลก) จริงๆ แล้วถ้าเราเสพมันแบบมีสติ มันก็ไม่เห็นจะทำอันตรายเราได้นี่นา”

โยมเห็นไหม… นี่คืออาการของคน “หัวหมอ” ที่พยายามจะบิดเบือนคำสอนเพื่อให้เข้ากับกิเลสตัวเอง เพื่อนพระด้วยกันพยายามเตือนเท่าไหร่ท่านก็ไม่ฟัง จนเรื่องถึงหูพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงเรียกมาตำหนิแรงๆ ว่าท่านเป็น “โมฆบุรุษ” (คนที่ว่างเปล่าจากประโยชน์) และพระองค์ได้ทรงประทานบทเรียนเรื่อง “งูพิษ” เพื่อเตือนสติ

ช่วงที่ ๒: การเรียนแบบ “จับหางงู” (อันตรายถึงตาย)

พระพุทธองค์ทรงเปรียบธรรมะเหมือน “งูพิษ” ครับ โยมฟังไม่ผิดหรอก ธรรมะที่แสนดีนี่แหละ ถ้าจับผิดวิธี มันคือพิษร้าย

  • คนเรียนผิด (จับหางงู): คือคนที่ศึกษาธรรมะเพื่อเอาไป “โชว์เหนือ” เพื่อเอาไปโต้เถียง หรือเอาไว้ตัดสินคนอื่นว่า “แกมันยังไม่ตื่นรู้” หรือ “ฉันปฏิบัติมามากกว่าแก” พระองค์บอกว่าคนเหล่านี้เหมือนคนอยากจับงูพิษ แต่ดันไป “คว้าที่หางหรือขนดของมัน” งูก็แว้งกัดเอาถึงตาย การเรียนธรรมะเพื่อสะสมอีโก้จึงส่งผลเสียต่อใจเราเองในระยะยาว ทำให้ใจเราแข็งกระด้างและมืดบอดกว่าเดิม
  • คนเรียนถูก (จับคอด้วยง่าม): คือคนที่เรียนเพื่อนำมา “ขัดเกลาตัวเอง” จริง ๆ เขาจะใช้สติและปัญญาเหมือนไม้เท้าง่าม กดที่คอเดี๋ยวงูไว้ให้มั่นแล้วจึงจับ ต่อให้งูจะรัดแขนอย่างไรก็ทำอันตรายไม่ได้ เพราะเขาเรียนเพื่อที่จะ “ปล่อย” ไม่ใช่เรียนเพื่อที่จะ “กร่าง”

ช่วงที่ ๓: ธรรมะคือ “แพ” (ใช้ข้าม…ไม่ได้ใช้แบก)

มาถึงจุดที่อาตมาอยากให้โยม “ฉุกคิด” มากที่สุด คืออุปมาเรื่อง “แพ”

พระองค์ทรงสมมติว่า มีชายคนหนึ่งเดินทางมาเจอแม่น้ำที่เชี่ยวกรก ฝั่งนี้อันตราย ฝั่งโน้นปลอดภัย เขาจึงประกอบแพขึ้นมาด้วยท่อนไม้กิ่งไม้ แล้วใช้มือใช้เท้าพายข้ามจนถึงฝั่งได้สำเร็จ พอถึงฝั่งปั๊บ ชายคนนี้เกิดความกตัญญูผิดที่ผิดทาง คิดว่า “โอ้โห แพนี้ช่วยชีวิตเราไว้ เราจะทิ้งไปได้ไง เราแบกมันขึ้นบกหรือทูนศีรษะเดินทางต่อดีกว่า!”

โยมฟังแล้วขำไหม? ใครจะบ้าแบกเรือแบกแพขึ้นบน? แต่นี่แหละคือสิ่งที่พวกเรากำลังทำกันอยู่!

พระองค์สรุปไว้อย่างเจ็บแสบว่า “พวกเธอควรรู้ถึงธรรมที่มีอุปมาด้วยทุ่น เพื่อการสลัดออก ไม่ใช่เพื่อการยึดถือ แม้แต่ธรรม (ความดี) พวกเธอก็ต้องละ จะป่วยกล่าวไปไยถึงอธรรม (ความชั่ว) เล่า” หมายความว่า เมื่อเราใช้ธรรมะจนใจเราสงบสว่างแล้ว เราต้องรู้จัก “วาง” แม้กระทั่งความดีที่เราทำ ไม่ใช่แบกความภูมิใจว่าเป็นคนดีไว้จนหนักไหล่ตลอดเวลา

บทสรุป: “…จะแบกไปทำไม?”

สาธุชนทั้งหลาย… ที่อาตมาพูดมาทั้งหมดนี้ โยมลองน้อมกลับมาดูใจตัวเองเถิด

หลายคนบ่นว่า “เหนื่อยเหลือเกิน” กับการเป็นคนดี เหนื่อยกับการที่ต้องคอยรักษาภาพลักษณ์ว่าฉันเป็นคนธรรมะธัมโม โยมรู้ไหมว่าทำไมโยมถึงเหนื่อย? ก็เพราะโยมกำลัง “แบกแพเดินบนบก” อยู่ยังไงล่ะ! โยมใช้ธรรมะเป็นเครื่องประดับอีโก้ โยมใช้ความดีเป็นโล่เอาไว้กันคนอื่นมาว่าโยม โยมไม่ได้ใช้ธรรมะเพื่อความเบาสบาย แต่โยมใช้ธรรมะเพื่อสะสมความเป็น “ตัวฉัน-ของฉัน”

“นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา” ประโยคนี้คือคาถาปลดล็อกชีวิต พระองค์ทรงเปรียบเทียบว่า ถ้ามีคนมาเก็บเศษหญ้ากิ่งไม้ในวัดไปเผา โยมจะเสียใจไหม? โยมคงไม่เสียใจ เพราะโยมรู้ว่ากิ่งไม้พวกนั้นไม่ใช่ตัวโยม

แล้วร่างกายนี้ล่ะ? ความคิดลบๆ พวกนี้ล่ะ? ความภูมิใจว่าฉันเก่งนักเก่งหนานี่ล่ะ? มันก็เหมือนกิ่งไม้ใบไม้นั่นแหละโยม! มันผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ถ้าโยมมัวแต่ไปยึดว่า “นี่ความดีของฉัน” “นั่นตัวตนของฉัน” โยมก็ต้องเจ็บปวดทุกครั้งที่มีคนมาแตะต้องความดีของโยม

ลองดูสิโยม… ลองวาง “เรือ” ที่ทูนอยู่บนหัวลงบ้าง ธรรมะมีไว้ให้ปฏิบัติเพื่อให้ใจมัน “ว่าง” จากความยึดมั่น ไม่ใช่มีไว้สะสมข้อมูลไว้โชว์เพื่อน ถ้าวันไหนโยมรู้สึกว่ายิ่งเข้าวัดใจยิ่งหนัก ยิ่งทำดีใจยิ่งเครียด ให้รู้ตัวเถอะว่าโยมจับงูผิดที่ หรือไม่โยมก็กำลังแบกเรือเดินขึ้นเขาอยู่

จงเป็นเหมือนคนที่ข้ามฝั่งได้แล้ว… มองกลับไปที่แพด้วยความขอบใจ แล้ววางมันไว้ที่ริมน้ำอย่างสงบ จากนั้นก็เดินต่อไปด้วยใจที่เบาสบาย เป็นอิสระจากทั้งความชั่วและแม้แต่ความดีที่เคยทำ เพราะใจที่ไม่มีอะไรติดค้าง นั่นแหละคือ “ฝั่ง” ที่แท้จริงที่พระพุทธองค์ทรงอยากให้เราไปถึง

ท้ายที่สุดนี้ ขออำนาจแห่งพระรัตนตรัย และปัญญาที่เห็นแจ้งในอลคัททูปมสูตร จงช่วยสลัดความยึดมั่นถือมั่นออกจากใจของท่านทั้งหลาย ให้ท่านได้พบกับความสุขที่แท้จริง สุขที่เกิดจากการปล่อยวาง สุขที่เกิดจากการเป็นอิสระจากอัตตาตัวตนโดยทั่วกันเทอญ…

เจริญพร.

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *