กลยุทธ์ “แยกส่วน” ความคิด (Rewire Your Brain)
(นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ๓ จบ)
เจริญพร ญาติโยม สาธุชนผู้ใฝ่ในธรรมทุกท่าน…
วันนี้ อาตมภาพอยากชวนพวกเรามาคุยกันเรื่องที่ใกล้ตัวที่สุด แต่ก็น่าปวดหัวที่สุด นั่นก็คือเรื่องของ “ความคิด”
โยมเคยสังเกตไหม? ในวันหนึ่ง ๆ ตั้งแต่ลืมตาตื่นจนถึงเข้านอน สมองของเรามันทำงานหนักขนาดไหน? มันเหมือนมีเสียง มีภาพ มีเรื่องราววิ่งวนอยู่ในหัวเราตลอดเวลา เดี๋ยวก็เรื่องงาน เดี๋ยวก็เรื่องแฟน เดี๋ยวก็เรื่องหนี้สิน หรือบางทีก็เรื่องดราม่าในโซเชียลมีเดียที่ไม่ได้เกี่ยวกับเราเลย
บางความคิดเข้ามาแล้วทำให้เรายิ้มได้ แต่หลายความคิด… เข้ามาแล้วเหมือนเอายาพิษมาป้ายใจ ทำให้เราโกรธ ทำให้เราเศร้า ทำให้เราเครียดจนนอนไม่หลับ
พวกเราหลายคนพยายามหาทางออก พยายามอ่านหนังสือจิตวิทยา พยายามฟังพอดแคสต์ เพื่อที่จะจัดการกับเจ้า “ความคิด” พวกนี้ แต่อาตมาจะบอกว่า จริง ๆ แล้ว… มี “เทคนิคการจัดการความคิด” ที่ล้ำสมัยมาก ๆ และได้รับการพิสูจน์แล้วว่าได้ผลจริง เทคนิคนี้มีมานานกว่า ๒,๖๐๐ ปีแล้ว
นั่นคือเทคนิคจากพระสูตรที่ชื่อว่า “เทฺวธาวิตักกสูตร” (Dvedhāvitakka Sutta/ อ่าน ทว กล้ำกัน หรืออ่าน ท สั้น ๆ เหมือนกับคำว่า twelve)
ชื่ออาจจะฟังดูจำยากสักนิด แต่ความหมายนั้นเรียบง่ายและทรงพลังมาก แปลว่า “สูตรว่าด้วยการแยกความคิดออกเป็น ๒ ส่วน” นี่คือ “เทคนิคส่วนพระองค์” ที่พระพุทธเจ้าของเรา ทรงใช้สมัยที่พระองค์ยังเป็นพระโพธิสัตว์ ยังไม่ได้ตรัสรู้ พระองค์ทรงใช้วิธีนี้จัดการกับกองทัพความคิด จนสามารถเคลียร์ทางสมอง เคลียร์ทางใจ ให้โล่ง โปร่ง จนบรรลุธรรมได้ในที่สุด
วันนี้ อาตมาจึงอยากนำเอากลยุทธ์ “รีไวร์สมอง” (Rewire) ของพระพุทธองค์ มาฝากพวกเราทุกคน
๑. ขั้นตอนแรก: แยก “สารอาหาร” ออกจาก “สารพิษ”
ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ พระองค์ทรงทำตัวเป็นเหมือนนักวิทยาศาสตร์ที่ทดลองกับจิตใจตัวเอง พระองค์ไม่ได้ปล่อยให้ความคิดมันไหลไปเรื่อยเปื่อย แต่พระองค์ทรง “จัดระเบียบ” มันใหม่ โดยทรงแบ่งความคิดทั้งหมดในโลกนี้ ออกเป็นแค่ ๒ กลุ่มใหญ่ ๆ เท่านั้น,
ลองจินตนาการเหมือนเรากำลังจัดห้องที่รก ๆ เราต้องแยกขยะออกจากของมีค่า พระองค์ทรงแยกแบบนี้โยม
กลุ่มที่ ๑ อาตมาขอเรียกว่า “ความคิดที่เป็นสารพิษ” (อกุศลวิตก) กลุ่มนี้มี ๓ ตัวการร้าย คือ ๑. กามวิตก: ความคิดที่หมกมุ่น ลุ่มหลง อยากได้ใคร่มีในทางกามคุณ ๒. พยาบาทวิตก: ความคิดผูกใจเจ็บ แค้นเคือง อยากแก้แค้น อยากเห็นคนอื่นพินาศ ๓. วิหิงสาวิตก: ความคิดอยากเบียดเบียน อยากทำร้าย หรือเห็นใครเดือดร้อนแล้วสะใจ,
ความคิดกลุ่มนี้ พระองค์ตรัสชัดเจนว่า มันเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเอง เบียดเบียนผู้อื่น และที่สำคัญคือ “มันทำลายปัญญา”
กลุ่มที่ ๒ อาตมาขอเรียกว่า “ความคิดที่เป็นยาบำรุง” (กุศลวิตก) กลุ่มนี้ก็มี ๓ ตัวเหมือนกัน คือ ๑. เนกขัมมวิตก: ความคิดที่จะออกจากกาม ความคิดที่จะปล่อยวาง ความปลอดโปร่ง ๒. อัพยาบาทวิตก: ความคิดที่ประกอบด้วยเมตตา ปรารถนาดี ไม่ผูกเวร ๓. อวิหิงสาวิตก: ความคิดที่ประกอบด้วยกรุณา ไม่คิดร้าย ไม่เบียดเบียน,-
นี่คือก้าวแรก… โยมลองถามตัวเองตอนนี้เลยก็ได้ว่า ความคิดที่กำลังวนเวียนอยู่ในหัวเราตอนนี้ มันอยู่กล่องที่ ๑ หรือกล่องที่ ๒? แค่รู้ว่ามันอยู่กล่องไหน เราก็เริ่มฉลาดเท่าทันมันแล้ว
๒. ขั้นตอนที่สอง: รับมือเมื่อ “สารพิษ” จู่โจม
ทีนี้ ปัญหามันอยู่ที่ว่า พอเรารู้แล้วว่า “เฮ้ย! นี่มันความคิดชั่วร้ายนี่นา นี่มันพยาบาทวิตก” เราจะทำยังไงกับมัน? จะกดมันไว้? หรือจะปล่อยเลยตามเลย?
พระพุทธองค์ทรงแนะวิธีที่เฉียบคมมาก เมื่อความคิดกลุ่มที่เป็น “สารพิษ” เกิดขึ้น พระองค์ไม่ทรงปล่อยให้มันลอยนวล แต่พระองค์ทรง “พิจารณาโทษ” ของมันทันที
ทรงสอนให้เราถามตัวเองย้ำ ๆ ว่า “ความคิดนี้ เกิดขึ้นแล้วนะ… มันกำลังทำร้ายตัวเราใช่ไหม? มันกำลังทำร้ายคนอื่นใช่ไหม? มันกำลังทำให้ปัญญาของเรามืดบอดใช่ไหม?”,
การถามตัวเองแบบนี้ คือการดึง “สติ” กลับมา มันคือการ “รู้ทัน” ธรรมชาติของจิตคือ เมื่อใดก็ตามที่เราเห็น “โทษ” ของสิ่งใดอย่างชัดเจน จิตมันจะ “วาง” สิ่งนั้นทันที พระองค์ตรัสว่า “เมื่อพิจารณาเห็นว่าความคิดนั้นมีโทษ ความคิดนั้นย่อมดับไป”–
ทรงเปรียบเทียบไว้อย่างเห็นภาพมาก โยมลองนึกภาพตามนะ… เหมือนบุรุษผู้รักชีวิต มาเจอ “งูเห่า” เข้า ถ้าเรารู้ว่าเป็นงูเห่า เราจะเก็บมันใส่กระเป๋าไหม? ไม่… เราต้องรีบเขี่ยมันทิ้ง หรือจัดการมันให้พ้นทางทันที หรือเหมือนเราเจอศัตรูที่จ้องจะฆ่าเรา เราต้องรีบกดคอศัตรูนั้นลง ไม่ให้มันมีโอกาสทำร้ายเรา-,
ความคิดลบ ๆ ก็เหมือนงูเห่า อย่าไปเลี้ยงมันไว้ อย่าไปต่อความยาวสาวความยืดกับมัน รีบเห็นโทษ แล้วทิ้งมันไปซะ
๓. ขั้นตอนที่สาม: กฎแห่งแรงดึงดูดของจิต (Neuroplasticity)
หัวข้อนี้สำคัญมาก เป็นไฮไลท์ของพระสูตรนี้เลยก็ว่าได้ และวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เรื่องสมอง (Neuroscience) ก็เพิ่งจะมาค้นพบตรงกันกับสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้
พระองค์ตรัสว่า “ภิกษุยิ่งตรึก ยิ่งตรองถึงวิตกใด ๆ มาก เธอก็มีใจน้อมไปข้างวิตกนั้น ๆ”,
แปลเป็นภาษาวัยรุ่นง่าย ๆ ว่า “คุณคิดอะไรบ่อย ๆ ใจคุณก็จะไหลไปทางนั้น”
ถ้าโยมตื่นมาแล้วคิดเรื่องโกรธ คิดเรื่องแค้น คิดแต่เรื่องลบ ๆ วันละหลายรอบ สมองของโยมกำลังขุด “ร่องน้ำ” แห่งความโกรธให้ลึกขึ้น ๆ นานวันเข้า พอมีอะไรมากระทบนิดเดียว น้ำ (ใจ) ของโยมก็จะไหลลงร่องความโกรธทันที กลายเป็นคนขี้โมโหโดยไม่รู้ตัว
แต่ในทางกลับกัน… ถ้าเราฝึกคิดเรื่องดี ๆ คิดเมตตา คิดให้อภัย คิดเสียสละ (กลุ่มที่ ๒) บ่อย ๆ เราก็กำลังขุดร่องน้ำใหม่ เป็นร่องน้ำแห่งความสุข ใจของเราก็จะน้อมไปทางความสงบ ทางความเย็น โดยอัตโนมัติ
นี่คือการ “รีไวร์สมอง” ที่แท้จริง เราเลือกได้ว่าเราจะเป็นคนแบบไหน ด้วยการเลือก “ความคิด” ที่เราเสพในแต่ละวัน
๔. ขั้นตอนที่สี่: ศิลปะของ “คนเลี้ยงโค” (สติใน ๒ ช่วงเวลา)
พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบการดูจิตเหมือน “คนเลี้ยงโค” ไว้อย่างน่าสนใจมาก ๆ ทรงแบ่งสถานการณ์ออกเป็น ๒ ช่วง
ช่วงที่ ๑: เมื่อข้าวยังเต็มนา (กิเลสยังหนา), เปรียบเหมือนช่วงที่เรายังมีกิเลส มีความเย้ายวนใจเยอะแยะไปหมด เหมือนวัวที่เห็นข้าวกล้าเขียวขจีในนาชาวบ้าน โคมันก็อยากจะกิน คนเลี้ยงโค (ซึ่งเปรียบเหมือนสติ) ในช่วงนี้ ต้อง “ถือไม้เรียว” คอยระแวดระวัง คอยตีวัว ไม่ให้มันเผลอไปกินข้าวชาวบ้าน เพราะถ้ากินแล้วจะโดนปรับเงิน โดนลงโทษ นั่นแปลว่า ในช่วงแรกของการฝึกจิต หรือช่วงที่สิ่งยั่วยุมันเยอะ เราต้อง “เข้มงวด” กับความคิดตัวเอง ต้องคอยห้าม คอยปราม คอยข่มใจ ไม่ให้ความคิดชั่วมันพาเราไปทำเรื่องเสียหาย
ช่วงที่ ๒: เมื่อเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว (จิตเริ่มสงบ), พอข้าวในนาเกี่ยวหมดแล้ว ไม่มีอะไรให้วัวไปแอบกินแล้ว ทีนี้คนเลี้ยงโคสบายแล้วโยม… พระองค์ตรัสว่า คนเลี้ยงโคสามารถไปนั่งพักใต้โคนไม้ได้สบาย ๆ เพียงแต่ต้องมีสติ “รู้ว่าฝูงโคอยู่ตรงไหน” ก็พอ นี่คือภาวะที่จิตเราฝึกมาดีแล้ว เราแค่มี “สติรู้ตัวอยู่เบา ๆ” ไม่ต้องไปบังคับกดข่มอะไรมาก แค่รู้เท่าทันอารมณ์อยู่ห่าง ๆ อย่างสบายใจ
แต่ช้าก่อนโยม… พระพุทธองค์ทรงมีความละเอียดอ่อนมาก ทรงเตือนไว้อีกนิดหนึ่งว่า แม้แต่ “ความคิดดี ๆ” (กุศลวิตก) ในกลุ่มที่ ๒ แม้มันจะดี ไม่มีโทษ แต่มันก็ยังมีข้อเสีย ข้อเสียคือ ถ้าเราคิดดีวนไปวนมาทั้งวัน ไม่หยุดพักเลย “กายจะล้า จิตจะฟุ้งซ่าน” เมื่อจิตฟุ้งซ่าน สมาธิก็จะเคลื่อน,
ดังนั้น แม้จะคิดดีแค่ไหน ก็ต้องรู้จัก “วาง” บ้าง ต้องรู้จักทำสมาธิ ทำจิตให้สงบนิ่ง ณ ภายใน เพื่อให้ใจได้พักผ่อนอย่างแท้จริง, เหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานมาดีแล้ว ก็ต้องมีโหมด Sleep เพื่อพักเครื่องบ้าง
๕. บทสรุป: สู่ความเป็นอิสระ
ด้วยกระบวนการทั้งหมดนี้… จากการแยกแยะความคิด การเห็นโทษของความคิดลบ การสร้างร่องน้ำความคิดบวก และการรู้จักหยุดพักในสมาธิ พระพุทธองค์จึงสามารถทำจิตให้ตั้งมั่น จนเกิดปัญญาญาณ บรรลุวิชชา ๓ หลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงได้-
พระองค์เปรียบเหมือนผู้ที่เดินผ่านป่าทึบ ที่มี “มาร” เหมือนพรานป่าใจร้าย คอยวางบ่วง วางหลุมพรางดักสัตว์ไว้- แต่พระพุทธองค์ทรงเป็นผู้บุกเบิกทาง ทรงเปิดทางที่ปลอดภัย และทรงปิดทางที่อันตรายนั้นเสีย เพื่อให้พวกเราเหล่า “เนื้อ” (สัตว์โลก) ได้เดินไปสู่ความปลอดภัย
ญาติโยมทั้งหลาย…
สิ่งที่เราได้ยินได้ฟังกันในวันนี้ มันไม่ใช่แค่นิทาน หรือประวัติศาสตร์ที่ฟังผ่านหูแล้วก็จบไป แต่มันคือ “คู่มือการใช้ชีวิต” ของพวกเราทุกคน
อาตมาอยากจะ “ย้ำ” ตรงนี้ให้ชัด ๆ ว่า… เราทุกคนคือ “คนเขียนโปรแกรม” ชีวิตของตัวเอง ชีวิตโยมจะเป็นยังไง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับดวงดาว ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปีชง แต่มันขึ้นอยู่กับ “ความคิด” ที่โยมอนุญาตให้มันวิ่งอยู่ในหัวตอนนี้!
ทุกครั้งที่โยมโกรธ แล้วโยมรู้ทัน แล้วโยมหยุดมันได้… นั่นคือโยมชนะแล้ว! โยมกำลังเปลี่ยนเส้นทางชีวิตตัวเอง ทุกครั้งที่โยมอยากจะด่าใคร แต่โยมเปลี่ยนเป็นความเมตตา… นั่นคือโยมกำลังสร้าง “สมองใหม่” ที่มีความสุขกว่าเดิม
อย่ารอให้แก่เฒ่าแล้วค่อยมาฝึกจิต อย่ารอให้ทุกข์จนเจียนตายแล้วค่อยเข้าวัด ให้เริ่มตั้งแต่วินาทีนี้… วินาทีที่ออกจากหน้าจอนี้ไป ลองสังเกตความคิดตัวเองดู แยกแยะให้ออกว่า “นี่ขยะ” หรือ “นี่ทองคำ” ถ้าเป็นขยะ ทิ้งมันไป! ถ้าเป็นทองคำ รักษาไว้!
จงเป็น “คนเลี้ยงโค” ที่ฉลาด รู้จักรุก รู้จักรับ รู้จักพัก รู้จักวาง
ถ้าโยมทำได้แบบนี้ตามนัยแห่ง เทฺวธาวิตักกสูตร อาตมาเชื่อเหลือเกินว่า ไม่ว่าโลกภายนอกจะวุ่นวายแค่ไหน ไม่ว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปไวเพียงใด แต่ “โลกภายใน” ของโยม จะเป็นโลกที่ปลอดภัย สงบเย็น และเป็นสุขอย่างยั่งยืน
ขอเจริญพร.

