“กกจูปมสูตร” คาถาหยุดหัวร้อน: ศิลปะการวางใจให้ใหญ่กว่าคำด่า ในโลกที่พร้อมจะเลื่อยขาคุณ
(นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ – ๓ จบ)
เจริญพร ญาติโยม สาธุชนทุกท่าน…
วันนี้ อาตมภาพอยากจะชวนพวกเรามาคุยกันเรื่องที่ “ร้อน” ที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิตประจำวัน นั่นคือเรื่องของ “ความโกรธ” โดยเฉพาะความโกรธที่เกิดจาก “ปากคน”
โยมลองสังเกตดูเถิด ในโลกยุคปัจจุบันที่เรามีโซเชียลมีเดียอยู่ในมือ พื้นที่ของการด่าทอ การบูลลี่ หรือการสาดอารมณ์ใส่กันมันเกิดขึ้นได้ง่ายเพียงแค่ปลายนิ้ว หลายคนตั้งคำถามว่า “หลวงพี่… ในวันที่คนอื่นเขาใจร้ายกับเรา สาดโคลนใส่เรา เราจะรักษาใจให้ไม่พังได้อย่างไร?”
ในพระไตรปิฎก มีพระสูตรหนึ่งที่อาตมาอยากจะใช้คำว่า “ฮาร์ดคอร์” ที่สุด และเห็นภาพชัดที่สุดในการสอนเรื่องความอดทน (ขันติ) นั่นคือ “กกจูปมสูตร” หรือพระสูตรที่ว่าด้วย “อุปมาด้วยเลื่อย” ครับ
ช่วงที่ ๑: เมื่อความ “นัวเนีย” นำมาซึ่งความหัวร้อน
เรื่องราวเริ่มมาจากพระรูปหนึ่งชื่อ พระโมลิยผัคคุนะ ท่านมีนิสัยอย่างหนึ่งคือชอบไปคลุกคลีกับเหล่าภิกษุณีจนเกินพอดี พอมันสนิทใจกันมากเกินไป เส้นแบ่ง (Boundary) มันก็หาย พอมีพระรูปอื่นมาติติงภิกษุณีเหล่านั้น ท่านโมลิยผัคคุนะก็เกิดอาการ “ของขึ้น” หัวร้อนโกรธเคืองแทน จนถึงขั้นมีเรื่องมีราวทะเลาะเบาะแว้งกัน
เรื่องนี้ถึงหูพระพุทธเจ้า พระองค์จึงเรียกมาเตือนสติว่า “ผัคคุนะ… เธอสลัดบ้านเรือนออกมาบวชแล้ว เหตุใดจึงยังปล่อยให้อารมณ์แปรปรวนไปตามปากคนอื่นอยู่อีก?” ทรงสอนให้ท่านฝึกสิ่งที่เรียกว่า “อริยดุษณีภาพ” คือความสงบนิ่งแบบพระอริยะ ไม่ใช่แค่นิ่งเพราะเถียงไม่ทัน แต่นิ่งเพราะ “ใจมันไม่รับ”
ช่วงที่ ๒: รู้เท่าทัน ๕ เส้นทางแห่งคำด่า
โยมทั้งหลาย… พระพุทธเจ้าทรงจำแนกทางที่คนจะพูดกับเราไว้ ๕ คู่ ซึ่งอาตมาบอกเลยว่ามันครอบคลุมทุกคอมเมนต์ใน Facebook หรือทุกคำนินทาในที่ทำงานแน่นอน ได้แก่ ๑. เขาจะพูด ถูกกาล หรือ ผิดกาล (ด่าถูกที่ หรือด่าประจานกลางที่ประชุม) ๒. เขาจะพูด เรื่องจริง หรือ เรื่องไม่จริง (ติเพื่อก่อ หรือใส่ร้ายป้ายสี) ๓. เขาจะพูด คำหวาน หรือ คำหยาบ ๔. เขาจะพูด เรื่องมีประโยชน์ หรือ เรื่องไร้สาระ ๕. เขาจะพูดด้วย จิตเมตตา หรือ จิตพยาบาท
พระองค์สอนว่า ไม่ว่าเขาจะมาเวย์ไหน (Way) หน้าที่ของเราไม่ใช่การไปปิดปากเขา แต่คือการ “ฝึกใจ” ว่า จิตของเราจักไม่แปรปรวน เราจักไม่เปล่งวาจาที่ชั่ว และเราจักมีจิตเมตตา
ช่วงที่ ๓: ๔ ยุทธวิธี “ขยายใจ” ให้ใหญ่กว่าคำด่า
เพื่อให้เราวางใจได้ถูก พระองค์ทรงประทาน ๔ อุปมาที่เห็นภาพชัดมาก กล่าวคือ
- อุปมาด้วยแผ่นดิน: เหมือนมีคนถือจอบมาขุดดิน ถ่มน้ำลายใส่ดิน แล้วตะโกนด่าว่า “แผ่นดินเอ๋ย จงอย่าเป็นแผ่นดินเลย!” ถามว่าดินสะเทือนไหม? คำตอบคือ ไม่เลย เพราะแผ่นดินมัน “ใหญ่” และ “หนักแน่น” เกินกว่าการกระทำของคนคนเดียวจะไปเปลี่ยนสถานะมันได้
- อุปมาด้วยอากาศ: เหมือนคนพยายามเอาพู่กันไปเขียนรูปบนท้องฟ้า ถามว่าเขียนติดไหม? คำตอบคือไม่ติดแน่นอน เพราะอากาศมัน “ว่าง” และ “ไม่มีรูปร่าง” ให้สีไปเกาะ ใจเราก็เหมือนกัน ถ้าเราทำใจให้ว่างเหมือนอากาศ คำด่าเหล่านั้นก็หาที่เกาะในใจเราไม่ได้
- อุปมาด้วยแม่น้ำคงคา: เหมือนคนเอาคบไฟไปจุ่มในแม่น้ำคงคาเพื่อจะให้แม่น้ำเดือด น้ำในแม่น้ำคงคามันมหาศาลเกินกว่าที่ไฟดวงเล็กๆ จะทำอะไรได้
- อุปมาด้วยกระสอบหนังแมว: เหมือนกระสอบหนังที่นิ่มแล้ว ตีอย่างไรก็ไม่มีเสียงดังก้อง ใจที่ฝึกดีแล้ว ใครจะด่าอย่างไร ใจมันจะ “ซับแรงกระแทก” ได้หมด ไม่สะท้อนออกมาเป็นความโกรธ
ช่วงที่ ๔: บทเรียนระดับ Master “อุปมาด้วยเลื่อย”
มาถึงจุดพีคที่สุด พระพุทธเจ้าตรัสว่า: “หากจะมีพวกโจรผู้ต่ำช้า เอาเลื่อยที่มีด้ามสองข้าง มาเลื่อยอวัยวะน้อยใหญ่ของพวกเธอ… หากใครมีใจคิดร้ายต่อโจรเหล่านั้น ผู้นั้นไม่ชื่อว่าเป็นผู้ทำตามคำสอนของเรา”
โยมลองจินตนาการดูเถิด… นี่ไม่ใช่แค่โดนด่าในแอปฯ แต่นี่คือ “เลื่อย” กำลังตัดแขนตัดขาเราอยู่ พระพุทธเจ้าบอกว่า “อย่าโกรธ” ทำไมถึงสอนแบบนั้น? พระองค์สอนให้เราเป็นคนขี้แพ้อย่างนั้นหรือ?
เปล่าเลย… แต่พระองค์กำลังสอนให้เรา “รักษาทรัพย์ที่สำคัญที่สุด” คือคุณธรรมในใจเราเอง โจรเอาเลื่อยมาตัดแขนเรา ร่างกายเราพัง แต่ถ้าเราโกรธ “ความโกรธ” นั่นแหละคือเลื่อยที่แท้จริงที่ตัดความดี ตัดความสงบ และตัดคุณค่าในตัวเราทิ้งไป โจรทำร้ายได้แค่กาย แต่ความโกรธมันทำลายดวงวิญญาณของเรา
บทสรุป: จะเป็น “คบหญ้า” หรือเป็น “แผ่นดิน”?
สาธุชนทั้งหลาย… ชีวิตนี้สั้นนัก เราจะใช้เวลาที่เหลือไปกับการ “เต้นตามปากคน” อย่างนั้นหรือ?
เวลาโดนด่า โดนวีน โดนบูลลี่… ใจโยมมักจะเป็นเหมือน “คบหญ้าแห้ง” ที่รอเพียงประกายไฟนิดเดียวก็ลุกพึ่บพั่บเผาผลาญตัวเองจนมอดไหม้ไปพร้อมกับคำด่าเหล่านั้น โยมเจ็บ โยมเครียด โยมกินไม่ได้นอนไม่หลับ ทั้งที่คนด่าเขานอนหลับสบายไปแล้ว แบบนี้มันคุ้มกันไหม?
เริ่มเสียแต่วันนี้เถอะโยม… ฝึกกล้ามเนื้อทางใจให้แข็งแรง (Mental Resilience) ในวันที่โดนเจ้านายวีนใส่ หรือโดนคอมเมนต์แย่ ๆ ให้หายใจลึก ๆ แล้วบอกตัวเองว่า “ฉันคือแผ่นดิน” หรือ “ฉันคือท้องฟ้า” คำพูดเหล่านั้นเป็นเพียงลมที่พัดผ่านมาแล้วก็ผ่านไป มันไม่มีอำนาจเหนือใจเรา ถ้าเราไม่เปิดประตูรับมันเข้ามา
โปรดจำไว้ว่า… ความโกรธ ไม่ได้ช่วยให้คนด่าดูแย่ลง แต่มันทำให้เราดูแย่ลงและทุกข์มากขึ้น การ “ไม่โกรธ” คือการรบชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะมันคือการชนะใจตัวเอง และเป็นการประกาศอิสรภาพว่า “ไม่มีปากของใครในโลกนี้ ที่จะมีอำนาจสั่งให้ใจเราเป็นทุกข์ได้”
ท้ายที่สุดนี้ ขออำนาจแห่งพระรัตนตรัย และขันติธรรมตามแนวทางของพระพุทธองค์ จงช่วยบันดาลให้ทุกท่านมีใจที่หนักแน่นดั่งขุนเขา กว้างใหญ่ดั่งแผ่นดิน และนิ่งสงบดั่งน่านน้ำมหาศาล มีชีวิตที่ร่มเย็นเป็นสุข พ้นจากภัยแห่งความโกรธโดยทั่วกันเทอญ…
เจริญพร.

