5 เคล็ดวิชา “รีโมตคุมใจ” หยุดวงจรคิดลบแบบเห็นผลด้วย วิตักกสัณฐานสูตร
(นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ – ๓ จบ)
เจริญพร ญาติโยม สาธุชนคนรุ่นใหม่ทุกท่าน…
วันนี้ อาตมภาพอยากจะชวนพวกเรามาคุยกันเรื่องที่ใกล้ตัวที่สุด แต่ก็น่าปวดหัวที่สุดเรื่องหนึ่ง นั่นคือเรื่องของ “ความคิด”
โยมเคยไหม… ในวันที่อยากจะพักผ่อนให้สบาย แต่ในหัวกลับมี “หนังวนซ้ำ” เป็นภาพความโกรธแค้นใครบางคน ภาพความเสียดายในอดีต หรือความกังวลในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ยิ่งเราบอกตัวเองว่า “เลิกคิดได้แล้ว” มันกลับยิ่งจำ ยิ่งพยายามจะลืม มันกลับยิ่งผุดขึ้นมาเด่นชัด
ในทางพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงเข้าใจกลไกนี้อย่างลึกซึ้ง และได้ประทาน “คู่มือจัดการความคิด” สำหรับผู้ที่ต้องการฝึกจิตให้เป็นยอดคน หรือที่เรียกว่า อธิจิต ไว้ในพระสูตรที่ชื่อว่า “วิตักกสัณฐานสูตร” พระองค์ทรงเปรียบเทคนิคนี้เหมือนกับ “ช่างไม้ที่เก่งกาจ” ที่รู้จักเลือกใช้เครื่องมือจัดการกับไม้ตามความเหมาะสม โดยแบ่งเป็น ๕ ขั้นตอน จากเบาไปหาหนัก ดังนี้
ยุทธวิธีที่ ๑: “เปลี่ยนเลน” (ตอกลิ่ม)
เมื่อโยมรู้ตัวว่าจิตกำลังวิ่งไปในเลนของ “อกุศลวิตก” หรือความคิดที่เป็นพิษ เช่น ความคิดพยาบาทหรือความโลภ พระองค์ทรงสอนให้ “ย้ายจิตไปเกาะกับเรื่องที่ดี” ทันที
- อุปมา: เหมือนช่างไม้ใช้ “ลิ่มอันเล็ก” ที่แข็งแรงกว่า ตอกลงไปบน “ลิ่มอันใหญ่” ที่ค้างอยู่ในเนื้อไม้เพื่อไล่มันออกมา
- วิธีใช้จริง: ถ้าโยมกำลังโกรธใครสักคนจนตัวสั่น ให้ลองเบรกความคิดนั้นแล้วเปลี่ยนไปคิดเรื่อง “เมตตา” หรือนึกถึงความดีเล็ก ๆ ของเขาแทน มันคือการเปลี่ยนโฟกัส เพื่อให้ความดีที่สดใหม่กว่าเข้าไปไล่ความร้ายที่ค้างคาอยู่ออกไป
ยุทธวิธีที่ ๒: “มองเห็นโทษ” (ซากศพแขวนคอ)
แต่ถ้าเปลี่ยนเรื่องคิดแล้วมันยังเอาไม่อยู่ ความคิดร้าย ๆ ยังตามมาหลอกหลอน ให้โยมลองหยุดนึกดูว่า “ความคิดนี้มันน่าเกลียดและอันตรายแค่ไหน”
- อุปมา: เหมือนวัยรุ่นที่รักสวยรักงาม แต่กลับมี “ซากงูเน่า” หรือ “ซากสุนัขตาย” มาผูกติดอยู่ที่คอ โยมจะรู้สึกอย่างไร? ย่อมรู้สึกสะอิดสะเอียน อึดอัด และอยากสลัดมันทิ้งเดี๋ยวนั้น
- วิธีใช้จริง: เตือนตัวเองแรง ๆ ว่า “ความคิดนี้มีแต่โทษ มีแต่ความทุกข์เป็นผล” เมื่อใจมันเห็นความ “เน่า” ของความคิดลบนั้นอย่างแท้จริง มันจะยอมปล่อยมือออกมาเองโดยธรรมชาติ
ยุทธวิธีที่ ๓: “ไม่สนโลก” (ปิดตา)
ถ้ายังคิดไม่หยุดอีก คราวนี้พระองค์ให้ใช้ไม้ตายคือ “เลิกสนใจมันไปเลย” ทำเหมือนมันไม่มีตัวตน
- อุปมา: เหมือนคนตาดี ที่ไม่อยากเห็นภาพที่ผ่านหน้ามา ก็แค่ “หลับตาเสีย หรือเหลียวมองไปทางอื่น”
- วิธีใช้จริง: ในโลกยุคปัจจุบัน เมื่อความคิดลบจู่โจม ให้โยมเบี่ยงเบนความสนใจด้วยกิจกรรมอื่นทันที เช่น ลุกไปเขียนหนังสือ ท่องบทสวด หรือแม้แต่เดินไปเช็กข้าวของในบ้าน เพื่อไม่ให้จิตมีพื้นที่ว่างพอที่จะไป “แช่” อยู่กับความฟุ้งซ่านนั้น
ยุทธวิธีที่ ๔: “ถอยหลังมาดูรากเหง้า” (ผ่อนอิริยาบถ)
หากยังไม่จบ ให้ลองใช้สติพิจารณาดูว่า “อะไรคือต้นเหตุที่ทำให้เราคิดเรื่องนี้?”
- อุปมา: เหมือนคนกำลังวิ่ง แล้วถามตัวเองว่า “เราจะวิ่งไปทำไม? เดินดีกว่า” พอเดินก็ถามว่า “จะเดินทำไม? ยืนดีกว่า” จากยืนก็นั่ง จากนั่งก็นอน
- วิธีใช้จริง: เมื่อเราถอยออกมาดูที่มาของความโกรธหรือความฟุ้งซ่านนั้น ความรุนแรงของมันจะค่อยๆ เบาบางลงเหมือนคนลดความเร็วลงเรื่อยๆ จนดับไปในที่สุด
ยุทธวิธีที่ ๕: “หักดิบ” (นักมวยปล้ำ)
หากทำทุกวิธีแล้ว ความคิดลบยังพุ่งเข้าใส่ไม่หยุดหย่อน เหมือนคลื่นยักษ์ถล่มชายฝั่ง พระองค์แนะนำให้ใช้ “พลังใจเข้าข่ม” แบบสุดแรงเกิด
- อุปมา: เหมือนบุรุษผู้มีกำลังมาก จับคนตัวเล็กกว่าไว้ที่ศีรษะหรือลำคอ แล้ว “บีบคั้นค้ำคอไว้ให้แน่น” จนอีกฝ่ายยอมสยบ
- วิธีใช้จริง: กัดฟันให้แน่น เอาลิ้นดันเพดานปากไว้ แล้วตั้งสติสั่งใจตัวเองอย่างเด็ดขาดว่า “หยุด!” ใช้ความเพียรเข้าแลกเพื่อให้ความคิดนั้นดับลงไปเดี๋ยวนั้น
จะเป็น “ทาส” หรือเป็น “นาย” ของความคิด?
สาธุชนทั้งหลาย… ที่อาตมภาพกล่าวมาทั้งหมดนี้ มันไม่ใช่แค่เรื่องทฤษฎีในตำรา แต่มันคือ “ทางรอด” ของใจในยุคที่ทุกอย่างรุมเร้าแบบนี้
โยมลองคิดดูเถอะ ชีวิตเราทุกวันนี้เสียเวลาไปเท่าไหร่กับการ “ตกเป็นทาส” ของความคิดลบ ๆ? เราปล่อยให้ความโกรธคนเพียงคนเดียว มาขโมยเวลาความสุขของเราไปทั้งวัน เราปล่อยให้ความกังวลเรื่องพรุ่งนี้ มาทำลายการนอนหลับที่มีค่าของเราในคืนนี้… ถามจริงเถอะ โยมจะยอมให้เป็นแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่?
หากโยมฝึกใช้ทักษะทั้ง ๕ นี้จนชำนาญ โยมจะเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าเรียกว่า “ผู้ชำนาญในทางเดินของความคิด” หรือที่ภาษาบาลีเรียกว่า วสี
มันเปรียบเสมือนโยมถือ “รีโมตคอนโทรล” ของหน้าจอจิตใจไว้ในมือ เมื่อมีความคิดลบ ๆ ที่เหมือนรายการทีวีที่ยอดแย่โผล่ขึ้นมา โยมจะสามารถเลือกได้ทันทีว่าจะ “เปลี่ยนช่อง” หรือ “ปิดหน้าจอ” นั้นทิ้งไปเสีย โยมจะไม่ปล่อยให้ความคิดลบ ๆ มาเป็นเจ้าชีวิต มาเป็นนายเหนือหัว มาสั่งให้โยมทุกข์ สั่งให้โยมเศร้า หรือสั่งให้โยมทำลายตัวเองได้อีกต่อไป
เริ่มเสียแต่วันนี้เถอะโยม… ความคิดไหนที่เป็นพิษ อย่าเลี้ยงมันไว้ ความคิดไหนที่เป็นภัย อย่าปล่อยให้มันเติบโต ฝึกฝนจิตใจให้เข้มแข็งเหมือนนักมวยปล้ำที่กุมชัยชนะเหนือคู่ต่อสู้ แล้วโยมจะพบกับความสงบที่แท้จริง ซึ่งไม่มีใครมาพรากไปจากโยมได้
ท้ายที่สุดนี้ ขออำนาจแห่งพระรัตนตรัย และอานุภาพแห่งการฝึกจิตตามแนวทางของพระผู้มีพระภาคเจ้า จงช่วยบันดาลให้ทุกท่านเป็นนายเหนือความคิด มีดวงตาเห็นธรรม มีใจที่ผ่องใส และก้าวเดินไปบนเส้นทางแห่งความสุขที่ยั่งยืนสืบไปเทอญ…
เจริญพร.

