ความสุขที่มาพร้อมกับเบ็ด: ถอดรหัสนิวาปสูตร กลยุทธ์การใช้ชีวิตในทุ่งหญ้าแห่งกิเลสอย่างผู้ชนะ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (3 จบ)

เจริญพร ญาติโยมสาธุชนทุกท่าน ทั้งที่นั่งอยู่ในที่นี้ และที่กำลังมองหาความสงบใจในโลกที่แสนจะวุ่นวาย

วันนี้ อาตมภาพอยากชวนพวกเรามาสำรวจ “ความสุข” ที่เราไขว่คว้ากันอยู่ทุกวัน โยมเคยสังเกตไหมว่า ทำไมความสุขในโลกใบนี้มันถึงมาพร้อมกับ “ราคา” ที่ต้องจ่ายเสมอ? เราได้ของใหม่มา เราดีใจ แต่ไม่นานเราก็กลัวมันพัง กลัวมันหาย เรารักใครสักคน เรามีความสุข แต่ในความสุขนั้นมีความหึงหวง มีความกังวลซ่อนอยู่ เราเสพสื่อโซเชียลเห็นเรื่องถูกใจ เรายิ้มได้ครู่เดียว แต่พอวางมือถือ ใจกลับแห้งผากและอยากเสพเพิ่มขึ้นไปอีก

อาการแบบนี้แหละโยม ที่พระพุทธเจ้าทรงอุปมาไว้ในพระสูตรที่ชื่อว่า “นิวาปสูตร” หรือพระสูตรว่าด้วย “เหยื่อล่อ” คำว่า “นิวาปะ” แปลตรงตัวว่า เหยื่อที่นายพรานโปรยไว้ล่อสัตว์ พระองค์ทรงตั้งคำถามที่ชวนให้เราฉุกคิดว่า… ในทุ่งหญ้าแห่งโลกที่ดูเขียวขจีและน่ารื่นรมย์นี้ เรากำลังเป็น “ผู้เสพความสุข” หรือเรากำลังเป็น “เนื้อที่ติดกับดัก” ของนายพรานกันแน่?

1: นายพรานผู้ใจดี? และเหยื่อล่อแห่งกามคุณ

โยมลองนึกภาพตามนะ มีนายพรานคนหนึ่ง เขาไม่ได้วิ่งไล่ยิงเนื้อด้วยธนูให้เหนื่อยแรง แต่เขาใช้วิธีที่ “เนียน” กว่านั้น เขาไปถางพงหญ้าให้เตียน แล้วปลูกหญ้าอ่อน ๆ เขียวชอุ่มน่ากินไว้กลางทุ่ง

นายพรานคนนี้ พระพุทธเจ้าทรงเฉลยว่าคือ “มาร” หรือกิเลสตัณหาในใจเรานั่นเอง มารไม่ได้ปลูกหญ้าเพราะใจดี มารไม่ได้อยากให้เนื้อมีอายุยืน แต่เขามีแผน 4 ขั้นตอน คือ

  1. ล่อให้เนื้อเข้ามาในพื้นที่
  2. ทำให้เนื้อ “ลืมตัว” กับรสชาติหญ้า
  3. เมื่อลืมตัว เนื้อจะเกิดความ “มัวเมาและประมาท”
  4. สุดท้าย… เมื่อเนื้อไร้สติ นายพรานจะจัดการกับเนื้อตัวนั้นอย่างไรก็ได้ จะฆ่า จะแกง หรือจะขังไว้ ก็สุดแท้แต่นายพราน

หญ้าอ่อนเหล่านั้นคือ “กามคุณ 5” ได้แก่ รูปสวยๆ เสียงเพราะๆ กลิ่นหอมๆ รสอร่อย และสัมผัสที่นุ่มละมุนใจ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความผิดในตัวมันเองนะโยม แต่มันกลายเป็น “เหยื่อล่อ” ทันทีที่เราเสพมันด้วยความ “ลืมตัว”

2: พฤติกรรม “ฝูงเนื้อ” 4 ประเภท

พระพุทธเจ้าทรงแบ่งพวกเรานักเดินทาง (หรือฝูงเนื้อ) ออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ๆ โยมลองสำรวจดูนะว่าเราจัดอยู่ฝูงไหน คือ

ฝูงที่ 1: กลุ่ม “YOLO” (You Only Live Once) กลุ่มนี้คือเดินดุ่มเข้าไปในทุ่งหญ้าของมารเลย กินอย่างเอร็ดอร่อย ไม่สนใจใคร ไม่คิดถึงผลที่ตามมา สุดท้ายมารก็รวบตัวไปได้ง่าย ๆ เหมือนคนที่ไม่สนใจศีลธรรม ขอแค่ได้สนุกไปวัน ๆ

ฝูงที่ 2: กลุ่ม “ตึงเปรี๊ยะ” (Extreme Ascetics) พวกนี้ฉลาดขึ้นมาหน่อย เห็นฝูงแรกถูกจับกิน เลยตั้งปณิธานว่า “ฉันจะไม่กินหญ้าที่ทุ่งนี้เด็ดขาด!” แล้วหนีเข้าป่าลึกไปอดมื้อกินมื้อ บังคับตัวเองอย่างรุนแรง แต่โยมเอ๋ย… พอกำลังใจเสื่อมถอย ร่างกายซูบผอม หญ้าในป่ามันไม่อร่อย สุดท้ายทนตบะแตกไม่ไหว ต้องคลานกลับมากินหญ้าเดิมที่ทุ่งของมาร และคราวนี้มารจับได้ง่ายกว่าเก่า เพราะเนื้อตัวนี้ทั้งหิวและอ่อนแอ

ฝูงที่ 3: กลุ่ม “สายเนียน” (The Clever Theorists) กลุ่มนี้ล้ำกว่าเพื่อน ไม่หนีไปไหนไกล แต่แอบซุ่มอยู่ขอบทุ่ง แล้วแอบวิ่งไปกินหญ้าแบบเร็ว ๆ แล้วรีบวิ่งออกมา คิดว่านายพรานมองไม่เห็น พวกนี้มักจะมีทฤษฎีเยอะ มีเหตุผลเข้าข้างตัวเองมากมาย แต่พรานที่เก่งกว่าเขาดูออก เขาเลยสร้างตาข่ายล้อมป่าทั้งหมดไว้ สุดท้ายกลุ่มที่คิดว่าตัวเองฉลาด ก็หนีไมพ้นอำนาจมารอยู่ดี

ฝูงที่ 4: กลุ่ม “ผู้มีอิสระ” (The Masters of Mind) กลุ่มนี้คือเป้าหมายของเราโยม เขาเลือกอยู่ในพื้นที่ที่ “นายพรานและบริวารไปไม่ถึง”

ญาติโยมทั้งหลาย… มาถึงจุดนี้ อาตมาขอถามใจโยมตรงๆ ว่า “ทุกวันนี้ โยมกำลังกินหญ้าของมารด้วยความรู้สึกแบบไหน?”

เราเสพสุขจากสมาร์ทโฟน เราเสพสุขจากการช้อปปิ้ง เราเสพสุขจากคำชมเชย โยมรู้สึกไหมว่า ยิ่งเสพเท่าไหร่ ใจมันยิ่ง “หิว” มากขึ้นเท่านั้น? นั่นแหละคือ “สารเสพติด” ที่มารผสมไว้ในเหยื่อ!

เราลืมตัวจนลืมทำหน้าที่ ลืมตัวจนลืมดูแลใจ ลืมตัวจนความโกรธ ความโลภ มันครอบงำเราได้ง่าย ๆ เพียงแค่เรื่องเล็กน้อย มารไม่ได้ต้องการให้โยมตายทันทีนะ แต่มารต้องการให้โยม “ตายทั้งเป็น” อยู่ในกรงขังแห่งความอยากที่…ไม่มีวันเต็ม

อาตมาอยากจะชี้ให้เห็นความจริงข้อหนึ่งว่า… พื้นที่ที่มารไปไม่ถึง ไม่ใช่ยอดเขาสูง ไม่ใช่ถ้ำลึก แต่มันคือ “ความสงบภายในใจ” ที่มารตามรอยไม่เจอ!

พระพุทธเจ้าทรงเฉลยเคล็ดลับการทำให้มาร “ตาบอด” ไว้ว่า คือการฝึกจิตให้เข้าสู่ สมาธิ (ฌาน) และ ปัญญา เมื่อใจโยมตั้งมั่นอยู่ใน “ปฐมฌาน” หรือมีความสงบจากการรู้เท่าทันนิวรณ์ ร่องรอยของใจโยมจะหายไปจากเรดาร์ของพญามาร มารจะมองเห็นแต่คนที่ “อยาก(โน่นอยากนี่)” มารจะมองเห็นแต่คนที่ “กลัว” แต่ถ้าโยมเป็นคนที่ “รู้เท่าทัน” มารจะมองไม่เห็นโยมเลย!

โยมถามว่า… แล้วในชีวิตจริงต้องทำอย่างไร? มันคือการฝึกเป็น “เนื้อที่กินหญ้าแบบนักรบ” โยม. กินหญ้า (ซึ่งหมายถึง การใช้ชีวิตทางโลก) แต่ตาต้องมองนายพรานตลอดเวลา ตาที่มองนายพรานคืออะไร? คือ “สติ” ไงโยม! เสพสุข… แต่รู้ว่านี่คือเหยื่อ กินของอร่อย… แต่รู้ว่ามันคือรสสัมผัสชั่วคราว มีเงินทอง… แต่รู้ว่ามันคือเครื่องมือ ไม่ใช่เจ้าชีวิต

ถ้าโยมฝึกจิตให้มีที่พึ่งภายใน มีความสุขจากความสงบที่ไม่ต้องพึ่งพาสิ่งภายนอก (ซึ่งคือฝูงเนื้อประเภทที่ 4) โยมจะเดินอยู่ในทุ่งหญ้าแห่งโลกนี้ได้อย่างสง่างาม นายพรานจะขว้างแห..มาเท่าไหร่ ก็ไม่โดนใจโยม เพราะใจโยมไม่ได้ไป “ติด” อยู่ที่เหยื่อนั้นแล้ว

จำไว้เถิดโยม… เหยื่อที่หวานที่สุด คือกับดักที่เจ็บที่สุด อย่าปล่อยให้ชีวิตที่แสนสั้นนี้ หมดไปกับการถูกมารจูงจมูกด้วยหญ้าอ่อนเพียงไม่กี่คำ จงเริ่ม “ขุด” ความสงบในใจตั้งแต่วันนี้ ให้ใจเราเข้าสู่สภาวะที่มารหาไม่พบ เพื่อให้เราเป็นมนุษย์ที่มีอิสรภาพอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงสัตว์ที่รอวันถูกเชือดในทุ่งแห่งกิเลสนี้

นิวาปสูตรไม่ได้สอนให้เราเกลียดโลก แต่นิวาปสูตรสอนให้เรา “รู้ทันโลก” เมื่อเรามีสติเป็นอาวุธ มีสมาธิเป็นเกราะป้องกัน และมีปัญญาเป็นเครื่องนำทาง เราจะกลายเป็นเนื้อที่นายพรานต้องเกรงใจ และในที่สุด เราจะข้ามพ้นทุ่งหญ้าแห่งความทุกข์นี้ไปสู่ดินแดนแห่งความหลุดพ้นได้อย่างปลอดภัยทุกคนทุกท่าน

ขออำนาจแห่งพระศรีรัตนตรัย และผลบุญจากการฟังธรรมในครั้งนี้ จงเป็นพลวปัจจัยให้ทุกท่านเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ รู้เท่าทันเหยื่อล่อแห่งโลก จงเป็นผู้ทำมารให้ตาบอดด้วยความสว่างแห่งปัญญา และถึงซึ่งความสุขที่แท้จริงอันไม่ต้องอาศัยเหยื่อล่อใด ๆ เทอญฯ

เจริญพร.

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *