อย่าหลงรัก “รถม้า” จนลืมเป้าหมาย: ถอดรหัสการเดินทางสู่ที่สุดแห่งชีวิตจาก “รถวินีตสูตร”
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)
เจริญพร ญาติโยมสาธุชนทุกท่าน ทั้งที่เป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรง และผู้ที่กำลังแสวงหาความหมายของชีวิต
วันนี้ อาตมภาพอยากชวนพวกเรามานั่งคุยกันสบาย ๆ เกี่ยวกับเรื่องที่ดูเหมือนง่าย แต่ทำยากที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิต นั่นคือเรื่องของ “เป้าหมาย” และ “การเดินทาง”
โยมเคยเป็นไหม? ตั้งเป้าหมายชีวิตไว้ดิบดี อยากประสบความสำเร็จ อยากมีความสุข อยากมีชีวิตที่สงบ แต่พอลงมือเดินไปจริง ๆ กลับรู้สึกเหมือนกำลังหลงทาง บางทีเรามัวแต่วุ่นวายอยู่กับเครื่องไม้เครื่องมือ ระเบียบวิธี หรือรายละเอียดระหว่างทาง จนลืมไปแล้วว่า “ตกลงเราเริ่มเดินทางเพื่ออะไรกันแน่?”
บางคนทำงานหนักเพื่อหาเงิน หวังว่าจะมีความสุข แต่สุดท้ายกลับเครียดจนไม่มีเวลาใช้เงินหาความสุข บางคนปฏิบัติธรรม หวังความสงบ แต่กลับไปยึดติดกับรูปแบบพิธีกรรม จนลืมแก่นแท้ของความหลุดพ้น
ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มันเป็นกับดักคลาสสิกของมนุษย์ที่พระพุทธเจ้าทรงมองเห็นมานานแล้ว และในวันนี้ อาตมาจะนำแผนที่การเดินทางฉบับสำคัญในพระไตรปิฎก ที่ชื่อว่า “รถวินีตสูตร” มาคลี่ให้พวกเราดู
พระสูตรนี้ ไม่ใช่ธรรมะบรรยายธรรมดา แต่เป็นบันทึกการสนทนาระดับ “ซูเปอร์สตาร์” ระหว่างสองยอดฝีมือในสมัยพุทธกาล คือ ท่านพระสารีบุตร อัครสาวกเบื้องขวา ผู้เลิศทางปัญญา และ ท่านพระปุณณมันตานีบุตร ผู้เป็นเอตทัคคะด้านการแสดงธรรม
บทสนทนาของท่านทั้งสอง จะช่วยไขคำตอบให้เราว่า ทำไมเราถึงยังไปไม่ถึงเป้าหมายสูงสุดของชีวิตเสียที และเรากำลัง “ติด” อยู่ตรงไหนของการเดินทางนี้
๑: จิตวิญญาณของผู้ใฝ่รู้
เรื่องราวเริ่มขึ้นที่ความถ่อมตนอย่างน่าทึ่ง โยมลองนึกภาพตามนะ ท่านพระสารีบุตรเนี่ย ท่านเป็นถึงอัครสาวก เป็นมือขวาของพระพุทธเจ้า ปัญญาของท่านนี่เป็นรองแค่พระพุทธองค์เท่านั้น แต่เมื่อท่านได้ยินกิตติศัพท์ของพระภิกษุรุ่นน้องรูปหนึ่ง คือ ท่านพระปุณณมันตานีบุตร ว่าเป็นผู้ที่มักน้อย สันโดษ และสอนลูกศิษย์ได้เก่งกาจนัก
แทนที่ท่านพระสารีบุตรจะรู้สึกเฉย ๆ หรือวางท่าว่าข้าเก่งกว่า ท่านกลับคิดในใจว่า “เป็นลาภของเราหนอ ถ้ามีโอกาสได้พบได้สนทนากับท่านผู้นี้สักครั้ง”
นี่คือบทเรียนแรกสำหรับคนรุ่นใหม่เลยนะโยม คือ “Intellectual Humility” หรือความอ่อนน้อมทางปัญญา คนที่เก่งจริง คือคนที่รู้ว่าตัวเองยังมีอะไรให้เรียนรู้จากคนอื่นเสมอ ไม่ว่าคนนั้นจะเด็กกว่า หรือมีตำแหน่งน้อยกว่าก็ตาม
๒: การเผชิญหน้ากลางป่า
และแล้วโอกาสก็มาถึง เมื่อท่านพระปุณณะเดินทางมาเฝ้าพระพุทธเจ้าที่เมืองสาวัตถี พอตกบ่าย ท่านก็หลีกเร้นไปพักผ่อนที่ป่าอันธวัน ท่านพระสารีบุตรพอทราบข่าว ก็ไม่รอช้า ท่านรีบถือผ้าปูนั่ง แล้วเดินตามไปห่าง ๆ ทันที
พอเห็นท่านพระปุณณะนั่งลงที่โคนไม้ สงบจิตสงบใจดีแล้ว ท่านพระสารีบุตรจึงเข้าไปทักทายปราศรัย และเริ่ม “ยิงคำถาม” ทันที
วิธีการถามของท่านพระสารีบุตรนี่น่าสนใจมาก ท่านไม่ได้ถามสะเปะสะปะ แต่ท่านถามไล่เรียงตามลำดับโครงสร้างการปฏิบัติธรรมที่เรียกว่า “วิสุทธิ ๗” หรือความบริสุทธิ์ ๗ ขั้นตอน ซึ่งเปรียบเสมือนบันได ๗ ขั้นสู่การบรรลุธรรม
ท่านถามไล่ไปทีละขั้นว่า “ท่านผู้มีอายุ ท่านประพฤติพรหมจรรย์ (บวช) เพื่อความบริสุทธิ์แห่งศีล ใช่ไหม?” ท่านพระปุณณะตอบว่า “ไม่ใช่”
ท่านพระสารีบุตรถามต่อ “ถ้าอย่างนั้น ท่านทำเพื่อความบริสุทธิ์แห่งจิต (สมาธิที่ตั้งมั่น) ใช่ไหม?” ท่านพระปุณณะก็ตอบว่า “ไม่ใช่”
ท่านพระสารีบุตรยังถามไล่ต่อไปถึงเรื่องปัญญา ความเห็นถูก ความรู้แจ้งต่าง ๆ ว่าท่านทำเพื่อสิ่งเหล่านี้ใช่ไหม? คำตอบที่ได้กลับมาทุกครั้งคือ “ไม่ใช่”
โยมลองคิดดูนะ ถ้ามีคนมาถามเราว่า “คุณถือศีล นั่งสมาธิ ศึกษาธรรมะ เพื่ออะไร?” เราอาจจะตอบว่า “ก็เพื่อให้มีศีลบริสุทธิ์ เพื่อให้จิตสงบ เพื่อให้มีปัญญา” ใช่ไหมล่ะ?
แต่ทำไมพระเถระระดับนี้ถึงตอบว่า “ไม่ใช่”? นี่คือจุดหักมุมที่สำคัญมาก
จนกระทั่งท่านพระสารีบุตรถามคำถามสุดท้ายว่า “ถ้าอย่างนั้น ท่านประพฤติพรหมจรรย์เพื่ออะไรกันแน่?”
ท่านพระปุณณมันตานีบุตร ตอบด้วยประโยคสั้นๆ แต่คมกริบว่า “เพื่อ อนุปาทาปรินิพพาน” แปลเป็นภาษาเราๆ คือ “เพื่อความดับทุกข์ที่แท้จริง โดยไม่มีเชื้อกิเลสเหลือให้ยึดมั่นถือมั่นอีกต่อไป”
๓: อุปมา “รถ ๗ ผลัด” หัวใจของการเดินทาง
พอได้คำตอบแบบนี้ ท่านพระสารีบุตร (ซึ่งจริงๆ ท่านรู้อยู่แล้ว แต่อยากให้ท่านพระปุณณะอธิบายขยายความ) ก็ถามต่อว่า ทำไมท่านถึงตอบปฏิเสธสิ่งดี ๆ เหล่านั้น ทั้งศีล สมาธิ ปัญญา ว่าไม่ใช่เป้าหมาย?
ท่านพระปุณณะจึงได้ยกอุปมาอันเป็นที่มาของชื่อพระสูตรนี้ คือ “อุปมารถ ๗ ผลัด” ซึ่งเปรียบเทียบได้เห็นภาพชัดเจนมาก
ท่านเปรียบว่า สมมติว่าพระเจ้าปเสนทิโกศล กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ มีพระราชกรณียกิจด่วนมาก จะต้องเสด็จจากเมืองสาวัตถีไปเมืองสาเกต หนทางมันไกล แต่ท่านต้องการความรวดเร็ว
ท่านจึงสั่งให้เตรียม “รถม้าที่เทียมม้าฝีเท้าดี” ไว้ ๗ ผลัด ตลอดเส้นทาง
- เมื่อพระราชาเสด็จออกจากพระราชวังที่สาวัตถี ท่านก็ขึ้น รถผลัดที่ ๑ ขับบึ่งไปจนสุดระยะที่ม้าจะวิ่งไหว
- พอถึงจุดเปลี่ยน ท่านก็ลงจากรถผลัดที่ ๑ แล้วขึ้น รถผลัดที่ ๒ ทันที
- ท่านทำแบบนี้ ต่อรถไปเรื่อยๆ จากคันที่ ๒ ไปคันที่ ๓… คันที่ ๔… ไปจนถึง รถผลัดที่ ๗
- และในที่สุด รถผลัดที่ ๗ ก็นำท่านไปส่งถึงประตูเมืองสาเกตได้ทันเวลา
ทีนี้ ท่านพระปุณณะก็ตั้งคำถามกลับว่า: “หากมีคนถามพระราชาว่า ‘พระองค์เสด็จจากสาวัตถีมาถึงสาเกต ด้วยรถผลัดที่ ๑ ใช่ไหม?’ พระองค์จะตอบว่าอย่างไร?”
คำตอบคือ “ไม่ใช่” พระองค์ไม่ได้มาถึงด้วยรถคันแรกเพียงคันเดียว แต่พระองค์อาศัยรถผลัดที่ ๑ เพื่อส่งต่อไปรถผลัดที่ ๒ อาศัยผลัดที่ ๒ เพื่อส่งต่อไปผลัดที่ ๓… ต่อเนื่องกันไปจนถึงจุดหมาย
การปฏิบัติธรรมก็เหมือนกันโยม คือ
- ศีล (ความมีวินัย) เปรียบเหมือน รถคันที่ ๑ มันไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด แต่มันมีหน้าที่ส่งเราไปให้ถึง จิตที่ตั้งมั่น (สมาธิ)
- สมาธิ เปรียบเหมือน รถคันที่ ๒ มันก็ยังไม่ใช่เป้าหมาย แต่มันมีหน้าที่ส่งเราไปให้ถึง ปัญญา (ความเห็นที่ถูกต้อง)
- ปัญญา ในขั้นต้นๆ ก็เป็นเหมือนรถคันต่อๆ ไป ที่ส่งเราให้มีความรู้แจ้งเห็นจริงที่ลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ
จนกระทั่งถึงรถคันสุดท้าย ที่ส่งเราเข้าสู่ประตูเมืองแห่ง “ความหลุดพ้น” หรือนิพพาน นั่นเอง
สรุป
ญาติโยมทั้งหลาย… ฟังอุปมาเรื่องรถม้าแล้ว ลองย้อนกลับมาดูชีวิตของเราในยุคปัจจุบันนี้สิ
พระสูตรนี้กำลังตะโกนบอกเราว่า “อย่าหลงทางในเครื่องมือ” และ “อย่าหลงรักรถม้า จนลืมจุดหมายปลายทาง”
อาตมาอยากให้โยมลองตรองดูให้ดี ๆ นะ…
ทุกวันนี้ที่เราพากันเรียนหนังสือสูง ๆ จบปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก นั่นคือ “รถม้า” เพื่อส่งเราไปทำงานที่ดี ใช่ไหม? ที่เราทำงานหนัก อดหลับอดนอน เพื่อให้ได้ตำแหน่งสูง ๆ ได้เงินเดือนเยอะ ๆ นั่นก็คือ “รถม้า” เพื่อส่งเราไปสู่ความมั่นคงในชีวิต ใช่ไหม?
สิ่งเหล่านี้คือ “รถผลัดต่าง ๆ” ในทางโลก มันเป็นสิ่งจำเป็น เป็นเครื่องมือที่ดี อาตมาไม่ได้บอกให้ทิ้ง
แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า… หลายคนขึ้นรถคันที่ ๑ แล้ว นั่งแช่อยู่บนนั้น ไม่ยอมลง!
บางคนเรียนจบแล้ว ก็หลงยึดติดในความรู้ของตน คิดว่ากูแน่ กูเก่ง เถียงคนอื่นไปทั่ว ไม่ยอมใช้ความรู้เพื่อต่อยอดไปสู่ปัญญาที่สูงขึ้น นี่คือติดอยู่กับรถคันแรก บางคนทำงานมีเงินเยอะแล้ว ก็หลงยึดติดในทรัพย์สิน ในแบรนด์เนม ในหัวโขนที่สวมอยู่ คิดว่านี่คือความสำเร็จสูงสุดแล้ว หน้ามืดตามัว กอบโกยไม่หยุด นี่คือนั่งกอดรถคันที่สองคันที่สามไว้ ไม่ยอมเดินทางต่อ
ในทางธรรมก็เหมือนกัน… บางท่านเคร่งครัดในศีลมาก ดีมาก แต่พอมีศีลแล้วกลับเอาศีลไปข่มคนอื่น ว่าฉันดีกว่าเธอ เธอศีลไม่ครบเท่าฉัน หลงภูมิใจว่าฉันเป็นคนดีแล้ว แล้วก็หยุดอยู่แค่นั้น… นี่คือท่านกำลังนั่งขัดถูรถม้าคันที่ ๑ อยู่หน้าประตูบ้าน แล้วบอกตัวเองว่า “ฉันถึงนิพพานแล้ว” ทั้งที่ยังไม่ได้ออกเดินทางไปไหนเลย!
บางท่านชอบนั่งสมาธิ นั่งได้ทนนาน จิตสงบนิ่ง ดีมาก แต่พอนั่งแล้วติดสุข ติดความสงบ ไม่อยากออกมาเจอกับความวุ่นวาย ไม่ยอมเจริญปัญญาต่อ ไม่ยอมพิจารณาความไม่เที่ยงของสังขาร… นี่คือท่านกำลังหลงใหลในความนิ่มนวลของเบาะรถม้าคันที่ ๒ จนไม่อยากเปลี่ยนคัน
โยมเอ๋ย… ตื่นเถิด! รถม้า ไม่ว่าจะสวยหรูแค่ไหน ไม่ว่าจะวิ่งเร็วแค่ไหน มันก็เป็นแค่ “พาหนะ” มันมีหน้าที่แค่ “ส่งต่อ”
หน้าที่ของเราคือใช้มันให้คุ้มค่า แล้วรีบก้าวลงจากมัน เพื่อต่อรถคันใหม่ที่พาเราไปได้ไกลกว่าเดิม
วันนี้ลองถามตัวเองดูซิว่า… เรากำลังติดอยู่กับ “เปลือก” หรือกำลังมุ่งสู่ “แก่น”? เรากำลังพอใจอยู่แค่การเป็น “คนดี” หรือเรากำลังมุ่งมั่นที่จะเป็น “คนที่เป็นอิสระจากความทุกข์”?
อย่าให้ความสำเร็จระหว่างทาง มาลวงตาเรา จนทำให้เราหยุดเดิน จงจำไว้เสมอว่า เป้าหมายของการเกิดมาเป็นมนุษย์ ไม่ใช่แค่การมีรถม้าที่สวยที่สุด แต่คือการเดินทางไปให้ถึงดินแดนแห่งความพ้นทุกข์ที่รออยู่ปลายทาง
ในตอนท้ายของพระสูตร เมื่อยอดฝีมือทั้งสองท่านได้สนทนากันจบลง ต่างฝ่ายต่างก็ซาบซึ้งในปัญญาของกันและกัน เมื่อทราบชื่อเสียงเรียงนามกันแล้ว ก็ต่างแสดงความเคารพซึ่งกันและกันอย่างงดงาม นี่คือแบบอย่างของบัณฑิตผู้ไม่เมาในความรู้ของตน
อาตมภาพขอฝาก “แผนที่เดินทาง” ฉบับรถวินีตสูตรนี้ ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจของโยมทุกคน
ขอให้ทุกท่านจงเป็นผู้ฉลาดในการใช้ “รถม้า” แห่งชีวิต ทั้งการศึกษา การงาน ทรัพย์สิน และการปฏิบัติธรรม ใช้สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องมือส่งต่อชีวิตจิตวิญญาณให้สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ อย่าได้หยุดยั้ง อย่าได้หลงทาง จนกว่าจะถึงเป้าหมายสูงสุด คือความดับเย็นแห่งความทุกข์ทั้งปวงเทอญ.
เจริญพร.

