ถอดรหัส ‘จอมปลวกแห่งชีวิต’: บทเทศนาว่าด้วยการหยุดใจที่พ่นควัน และขุดค้นความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใน

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

เจริญพร ญาติโยมสาธุชนทุกท่าน ทั้งที่อยู่ในวัยทำงาน วัยเรียน หรือวัยที่กำลังค้นหาความหมายของชีวิตกันทุกคน

วันนี้อาตมาอยากชวนพวกเรามานั่งคุยกันสบายๆ เกี่ยวกับเรื่องที่ใกล้ตัวที่สุด แต่กลับเป็นเรื่องที่เรามักจะมองข้ามมากที่สุด นั่นคือเรื่องของ “ตัวเราเอง” และ “ความวุ่นวายในหัว” ของเรา

อาตมาขอถามโยมหน่อยเถิด มีใครในที่นี้บ้างไหม ที่รู้สึกว่าในหัวของเราเนี่ย มันไม่เคยเงียบเลย? กลางวันก็เรื่องงาน เรื่องเรียน เรื่องคนรอบข้าง วุ่นวายไปหมด พอตกกลางคืน ร่างกายถึงที่นอนแล้ว แต่หัวมันยังไม่ยอมนอน มันยังคิดวนเวียนเรื่องที่ผ่านไปแล้ว กังวลเรื่องที่ยังมาไม่ถึง บางทีก็คิดฟุ้งซ่านไปเรื่อยเปื่อย จนบางครั้งเรารู้สึกเหนื่อยเหลือเกิน เหนื่อยใจยิ่งกว่าเหนื่อยกายเสียอีก

ถ้าโยมกำลังรู้สึกแบบนี้ อาตมาบอกเลยว่า โยมไม่ได้เป็นคนเดียว และอาการนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในยุคสมัยที่มีสมาร์ทโฟนหรืออินเทอร์เน็ตนะ แต่มันเป็นธรรมชาติของจิตใจมนุษย์ที่พระพุทธเจ้าของเราท่านทรงมองเห็นมานานกว่า 2,500 ปีแล้ว

และในวันนี้ อาตมาได้นำ “ลายแทง” ฉบับเก่าแก่ ที่จะพาเราไปไขปริศนาความวุ่นวายนี้ ลายแทงนี้มีชื่อว่า “วัมมิกสูตร” หรือแปลเป็นไทยง่ายๆ ว่า “พระสูตรว่าด้วยจอมปลวก”

ฟังชื่อแล้วอาจจะดูงงๆ ว่า จอมปลวกจะมาเกี่ยวอะไรกับชีวิตเรา? แต่เชื่อเถอะว่า ถ้าโยมตั้งใจฟังให้ดีๆ โยมจะพบว่า จอมปลวกที่ว่านี้แหละ คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของตัวเราเอง

ปริศนาแห่งป่าอันธวัน

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในสมัยพุทธกาล ณ ป่าแห่งหนึ่งชื่อว่า “ป่าอันธวัน” ในขณะที่พระเถระรูปหนึ่งชื่อว่า “พระกุมารกัสสปะ” กำลังบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ จู่ๆ ในยามดึกสงัด ก็มีเทวดาองค์หนึ่งปรากฏกายขึ้น รัศมีสว่างไสวไปทั่วป่า

เทวดาองค์นี้ไม่ได้มาเพื่อสนทนาธรรมธรรมดา แต่มาเพื่อทิ้ง “ปริศนาธรรม” สุดล้ำลึกไว้ให้พระเถระขบคิด ปริศนานั้นมีใจความว่า…

“ดูก่อนภิกษุ จอมปลวกแห่งนี้… กลางคืนพ่นควัน กลางวันลุกโพลง พราหมณ์ผู้หนึ่งจึงสั่งศิษย์ที่ชื่อสุเมธะว่า ‘พ่อสุเมธะ เจ้าจงเอาศาสตรา (อาวุธ) ไปขุดดูเถิด!'”

พูดจบเทวดาก็หายวับไป ทิ้งความงุนงงไว้ให้พระกุมารกัสสปะ ท่านพิจารณาเท่าไหร่ก็ยังไม่แจ่มแจ้ง รุ่งเช้าท่านจึงตัดสินใจเดินทางไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เพื่อทูลถามความหมายของปริศนานี้

และคำเฉลยของพระพุทธองค์นี่แหละ คือกุญแจสำคัญที่จะไขความลับในใจของเราทุกคน

ไขรหัสที่ 1: จอมปลวก ควัน และไฟ

พระพุทธองค์ทรงเฉลยว่า สิ่งที่เรียกว่า “จอมปลวก” นั้น แท้ที่จริงแล้ว ก็คือ “ร่างกาย” ของเรานี่แหละโยม

ลองนึกภาพจอมปลวกนะ ภายนอกดูเป็นกองดินแข็งๆ นิ่งๆ แต่ข้างในนั้นเต็มไปด้วยโพรง ซับซ้อน มีปลวกงานวิ่งวุ่นวายอยู่ตลอดเวลา ร่างกายเราก็เหมือนกัน ดูภายนอกเป็นรูปทรง เป็นตัวเป็นตน แต่ข้างในเต็มไปด้วยการทำงานของอวัยวะ ระบบต่างๆ และที่สำคัญคือ เป็นที่อาศัยของ “จิตใจ” ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

ทีนี้ จุดที่น่าสนใจที่สุดคืออาการของจอมปลวกนี้ ที่เทวดาบอกว่า “กลางคืนพ่นควัน กลางวันลุกโพลง”

นี่คือคำอธิบายสภาวะจิตใจของคนยุคใหม่ได้อย่างตรงเป๊ะ!

“กลางคืนพ่นควัน” คืออะไร? คืออาการที่เราชอบเก็บเอาเรื่องราววุ่นวายในตอนกลางวัน มานอนคิดต่อตอนกลางคืน ร่างกายอยู่บนเตียง แต่ใจมันยังทำงาน มันประมวลผล มันกังวล มันวางแผน มันฟุ้งซ่าน (Overthinking) เหมือนกองไฟที่สุมขอนไม้ไว้ แม้ไม่มีเปลวไฟโชติช่วง แต่มันมีควันคุกรุ่นอยู่ตลอดเวลา ทำให้นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย นี่คืออาการ “พ่นควัน”

พอถึงตอนเช้า “กลางวันลุกโพลง” ก็คือการที่เราเอาไอ้ความคิดที่สุมไว้เมื่อคืนนั่นแหละ มาขับเคลื่อนชีวิตในตอนกลางวัน เราออกไปทำงานด้วยความเครียด เราพูดจาด้วยความรีบร้อน เราทำสิ่งต่างๆ ด้วยแรงขับของความกังวลและความอยากได้อยากมี มันเหมือนไฟที่ลุกท่วมตัวเรา เผาผลาญพลังงานชีวิตเราไปทั้งวัน

โยมลองสังเกตตัวเองดูสิว่า วันๆ หนึ่ง เราใช้ชีวิตแบบนี้หรือเปล่า? กลางคืนนอนคิด กลางวันวิ่งวุ่น วนเวียนเป็นวัฏจักรที่น่าเหนื่อยหน่าย นี่แหละคือชีวิตแบบ “จอมปลวก” ที่เทวดาเขาเห็น

ไขรหัสที่ 2: ทีมงานขุดเจาะ

เมื่อรู้แล้วว่าจอมปลวกนี้มันมีปัญหา มันมีความร้อนรุ่มอยู่ภายใน จะปล่อยไว้เฉย ๆ ก็ไม่ได้ ในปริศนาจึงมีตัวละครเพิ่มขึ้นมาเพื่อปฏิบัติภารกิจสำคัญ

“พราหมณ์” ผู้สั่งการในเรื่องนี้ พระพุทธองค์ทรงเฉลยว่า หมายถึง “พระตถาคตเจ้า” หรือพระพุทธเจ้าของเรา ผู้ทรงเป็นเหมือนโค้ชชีวิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คอยชี้แนะแนวทางที่ถูกต้อง

“สุเมธะ” ผู้ที่ได้รับคำสั่งให้ไปขุด ก็คือ “ตัวเรา” ทุกคนนี่แหละ คือผู้ที่กำลังฝึกฝนตนเอง ผู้ที่ต้องการหาทางออกจากความวุ่นวายนี้

และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “ศาสตรา” หรืออาวุธที่ใช้ขุด… งานนี้เราไม่ได้ใช้จอบใช้เสียมนะโยม แต่อาวุธที่เราต้องใช้คือ “ปัญญา” และการลงมือขุดนั้น ก็คือ “ความเพียร” (วิริยะ)

ถ้าขาดปัญญา ก็ขุดไม่ถูกจุด ถ้าขาดความเพียร ขุดไปนิดเดียวก็ท้อแท้ เลิกราไปก่อน ดังนั้น เราต้องใช้ทั้งสองอย่างควบคู่กัน

ภารกิจขุดค้น 8 ชั้น: ลอกคราบสิ่งปฏิกูลในใจ

เมื่อสุเมธะ (คือเรา) ถือศาสตรา (ปัญญา) เริ่มลงมือขุดจอมปลวก (กายและใจ) ตามที่พราหมณ์ (พระพุทธเจ้า) สั่ง ภารกิจนี้ไม่ได้ง่ายนะโยม เพราะเราจะต้องเจอกับอุปสรรคที่ซ่อนอยู่ในใจเราถึง 8 ด่าน 8 ชั้น

อาตมาอยากให้โยมลองฟังไป แล้วลอง “ขุด” เข้าไปในใจตัวเองตามไปด้วยนะ ว่าเราเจอสิ่งเหล่านี้บ้างไหม

ด่านที่ 1: ขุดไปเจอ “ลิ่มสลัก” พระพุทธองค์ตรัสว่า ลิ่มสลัก คือ “อวิชชา” หรือความไม่รู้ มันเหมือนกลอนประตูที่ลงล็อกอย่างแน่นหนา ปิดกั้นเราไว้จากความจริง มันคือความไม่รู้ว่าชีวิตคืออะไร เกิดมาทำไม อะไรคือความสุขที่แท้จริง เราใช้ชีวิตไปตามกระแสสังคม ตามความอยาก โดยไม่รู้เลยว่ากำลังเดินไปสู่ความทุกข์ ลิ่มตัวนี้แหละที่ล็อกเราไว้ในวัฏสงสาร พราหมณ์สั่งว่า “ให้ถอนลิ่มสลักขึ้น ทิ้งไปเสีย” คือให้ใช้ปัญญาทำลายความไม่รู้นั้น

ด่านที่ 2: ขุดต่อมาเจอ “อึ่งอ่างที่พองตัว” อึ่งอ่าง คือ “ความโกรธเคือง” (โกธะ) โยมเคยเห็นอึ่งอ่างเวลาตกใจไหม? มันจะพองตัวขึ้นมาให้ดูน่ากลัว ใจเราก็เหมือนกัน เวลาไม่ได้ดั่งใจ เวลาถูกกระทบกระทั่ง เราก็จะ “พอง” ขึ้นมาด้วยโทสะ ด้วยความหงุดหงิด หน้าตาบึ้งตึง จิตใจคับแคบ มันคือสิ่งแปลกปลอมที่น่าเกลียดที่ซ่อนอยู่ในใจเรา พราหมณ์สั่งว่า “ให้กำจัดอึ่งอ่างนั้นทิ้งไปเสีย”

ด่านที่ 3: ขุดลึกลงไปเจอ “ทางสองแพร่ง” ทางสองแพร่ง คือ “ความลังเลสงสัย” (วิจิกิจฉา) นี่คือปัญหาคลาสสิกของคนยุคนี้เลยนะ เรามีทางเลือกเยอะเกินไป จนเราไม่กล้าเลือก จะทำอันนี้ดีไหม หรืออันนั้นดีกว่า จะปฏิบัติธรรมสายนี้ หรือสายนั้นดี ความลังเลนี้ทำให้เราย่ำอยู่กับที่ ไม่ก้าวไปไหนสักที เหมือนยืนงงอยู่ที่ทางแยก พราหมณ์บอกว่า อย่ามัวแต่สงสัย ให้ใช้ปัญญาพิจารณา แล้วเลือกทางที่ถูก แล้วกำจัดความลังเลทิ้งไป

ด่านที่ 4: ขุดต่อไปเจอ “หม้อกรองน้ำด่าง” อันนี้ซับซ้อนหน่อย หม้อกรองน้ำด่าง คือ “นิวรณ์ 5” นิวรณ์ คือสิ่งที่กั้นจิตเราไม่ให้บรรลุความดี เหมือนหม้อกรองที่เต็มไปด้วยสิ่งสกปรก น้ำที่ผ่านออกมาก็ขุ่นมัว นิวรณ์ 5 อย่างที่เรารู้จักกันดี:

  1. ความพอใจในกาม (อยากได้โน่นได้นี่)
  2. ความพยาบาท (ผูกใจเจ็บ)
  3. ความหดหู่ซึมเซา (ขี้เกียจ เบื่อหน่าย)
  4. ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ (คิดไม่หยุด)
  5. ความลังเลสงสัย (กลับมาอีกแล้ว) สิ่งเหล่านี้แหละที่ทำให้อารมณ์ของเราขุ่นมัว ไม่แจ่มใส พราหมณ์สั่งให้ยกหม้อกรองน้ำด่างนี้ทิ้งไป

ด่านที่ 5: ขุดลงไปอีกเจอ “เต่า” เต่า คือ “อุปาทานขันธ์ 5” ทำไมถึงเปรียบเป็นเต่า? เพราะเต่ามันชอบหดหัวหดขาเข้าไปในกระดองเวลามีภัย มันหวงแหนกระดองของมันมาก เราเองก็เหมือนกัน เรายึดมั่นถือมั่นใน ร่างกาย (รูป), ความรู้สึก (เวทนา), ความจำ (สัญญา), ความคิดปรุงแต่ง (สังขาร), และการรับรู้ (วิญญาณ) เรายึดว่าทั้ง 5 อย่างนี้คือ “ตัวกู ของกู” ใครมาแตะต้องไม่ได้ เราจะหดตัวป้องกันทันที การยึดมั่นนี้แหละคือตัวหนักอึ้งที่ถ่วงเราไว้ พราหมณ์บอกให้ยกเต่าตัวนี้ทิ้งไปเสีย เลิกแบกมันได้แล้ว

ด่านที่ 6: ขุดต่อมาเจอ “เขียงหั่นเนื้อ” เขียงหั่นเนื้อ คือ “กามคุณ 5” คือความเพลิดเพลินใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส โยมลองนึกภาพเขียงนะ มันเป็นที่รองรับการสับ การหั่น จิตใจของเราก็เหมือนกัน ทุกวันนี้เราเอาใจของเราไปวางไว้บนเขียงของโลกโซเชียล เขียงของซีรีส์ เขียงของอาหารอร่อยๆ ให้สิ่งเหล่านั้น “สับ” และ “กระตุ้น” จิตใจเราจนเละเทะไปหมด เราคิดว่ามันคือความสุข แต่จริงๆ แล้วมันคือการถูกกระทำทางอายตนะอยู่ตลอดเวลา พราหมณ์บอกให้ยกเขียงนี้ทิ้งไป อย่าเอาใจไปรองรับการสับโขกแบบนั้น

ด่านที่ 7: ขุดเกือบถึงก้นบ่อ เจอ “ชิ้นเนื้อ” ชิ้นเนื้อ คือ “ความกำหนัดยินดี” (นันทิราคะ) ชิ้นเนื้อสีแดงสด ย่อมเป็นที่ต้องการของสัตว์ทั้งหลาย มันคือ “เหยื่อล่อ” ชั้นดี ความกำหนัดยินดี หรือความติดใจในรสชาติของโลก ก็คือเหยื่อล่อที่ทำให้เราติดกับดัก ทำให้เราอยากเกิด อยากมี อยากเป็นต่อไปไม่สิ้นสุด มันดูน่าอร่อย แต่มันคือต้นเหตุของความทุกข์ พราหมณ์สั่งว่า ให้โยนชิ้นเนื้อนั้นทิ้งไปเสีย อย่าไปหลงกินเหยื่อ

ด่านสุดท้าย: สมบัติล้ำค่าใต้จอมปลวก

เมื่อสุเมธะ (ตัวเรา) ใช้ความเพียรและปัญญาอย่างถึงที่สุด ขุดลอกเอาสิ่งสกปรกทั้ง 7 อย่างข้างต้นออกไปจนหมดสิ้นแล้ว ในที่สุด เขาก็ขุดไปถึงก้นบึ้งของจอมปลวก และได้พบกับสิ่งมหัศจรรย์

ด่านที่ 8: เจอ “พญานาค”

ในที่นี้ “พญานาค” ไม่ได้แปลว่างูใหญ่นะโยม แต่เป็นรหัสลับที่พระพุทธองค์ทรงใช้เรียก “พระขีณาสพ” หรือ “พระอรหันต์” ผู้หมดจดจากกิเลส หรือถ้าแปลให้เป็นสภาวธรรม ก็คือการเข้าถึง “จิตที่บริสุทธิ์ ประภัสสร” ที่ซ่อนอยู่ลึกที่สุดในตัวเรานั่นเอง

และในครั้งนี้ คำสั่งของพราหมณ์เปลี่ยนไป พราหมณ์ไม่ได้สั่งให้เอาไปทิ้ง แต่พราหมณ์สั่งว่า… “นาคจงอยู่เถิด อย่าเบียดเบียนนาคเลย จงทำความนอบน้อมต่อนาคเถิด”

หมายความว่า เมื่อเราขุดค้นจนเจอธรรมชาติที่แท้จริงของจิตที่สะอาด สว่าง สงบ แล้ว จงรักษาสภาวะนั้นไว้ให้ดี อย่าปล่อยให้กิเลสกลับมาถมทับอีก จงเคารพในศักยภาพแห่งการตื่นรู้ที่มีอยู่ในตัวเราทุกคน นี่คือเป้าหมายสูงสุดของภารกิจนี้

บทสรุป

ญาติโยมสาธุชนทุกท่าน…

เรื่องเล่าจากป่าอันธวัน จบลงตรงที่การค้นพบพญานาค แต่เรื่องราวในชีวิตจริงของเรา มันเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น

อาตมาอยากจะบอกพวกเราตรง ๆ ว่า อย่าฟังเรื่องนี้เป็นแค่นิทานปรัมปรา ฟังแล้วก็ผ่านไป แต่ขอให้ฟังแล้วย้อนกลับมาดู “จอมปลวก” ที่เราแบกไปไหนมาไหนด้วยทุกวันนี้

เราปล่อยให้จอมปลวกของเรา “พ่นควัน” มานานแค่ไหนแล้ว? เราปล่อยให้ความกังวลเผาผลาญเวลานอนของเราไปกี่คืน? เราปล่อยให้จอมปลวกของเรา “ลุกโพลง” มานานเท่าไหร่? เราปล่อยให้กิเลสตัณหาขับเคลื่อนชีวิตจนเหนื่อยล้ามามากแค่ไหน?

ถ้าเราไม่เริ่ม “ขุด” วันนี้ โยมคิดว่าจอมปลวกนี้มันจะหายไปเองหรือ? เปล่าเลย… มันมีแต่จะใหญ่ขึ้น แข็งแรงขึ้น อึ่งอ่างมันก็จะตัวใหญ่ขึ้น เต่ามันก็จะกระดองหนาขึ้น ขยะในใจมันจะหมักหมมมากขึ้น จนวันหนึ่งเราอาจจะแบกรับมันไม่ไหว เกิดเป็นความเครียดสะสม เป็นโรคซึมเศร้า เป็นความทุกข์ที่หาทางออกไม่เจอ

พระพุทธองค์ทรงมอบ “ลายแทง” ให้แล้ว ทรงมอบ “วิธีขุด” ให้แล้ว ที่เหลือคือหน้าที่ของเรา

อาตมาไม่ได้บอกให้โยมต้องทิ้งการทิ้งงานไปบวช หรือต้องไปนั่งสมาธิในป่าทั้งวันทั้งคืนนะ แต่การ “ขุด” ในแบบคนรุ่นใหม่ ทำได้ทันทีในชีวิตประจำวัน

  • เริ่มจากสังเกต “ควัน” ก่อนนอนคืนนี้ ลองปิดมือถือเร็วกว่าเดิมสักนิด แล้วมาดูใจตัวเองซิว่า มันกำลังคิดเรื่องอะไรอยู่? แค่ “รู้ทัน” ว่ามันคิด ควันมันก็จางลงแล้ว นี่คือการเริ่มใช้ “เสียมแห่งสติ” แซะลงไปทีละนิด
  • เวลาโกรธใครจนตัวพองเป็นอึ่งอ่าง ให้รีบรู้ตัว “อ๋อ… เจ้าอึ่งอ่างมาแล้ว” หายใจลึกๆ อย่าเพิ่งปล่อยให้มันกระโดดออกมาทางปาก
  • เวลาลังเลสงสัย ยืนงงในทางสองแพร่ง ให้ใช้ปัญญาพิจารณาเหตุผล ไม่ใช่ใช้อารมณ์ แล้วตัดสินใจด้วยความกล้าหาญ
  • เวลาหลงเพลิดเพลินกับแสงสีเสียงจนลืมตัว ให้ดึงสติกลับมาว่า นี่เรากำลังเอาใจไปวางบน “เขียง” อีกแล้วนะ

การขุดค้นนี้อาจจะเหนื่อย อาจจะเจ็บปวดที่ต้องเผชิญหน้ากับความจริงด้านมืดของตัวเอง แต่เชื่ออาตมาเถอะว่า มันคุ้มค่า

เพราะภายใต้กองดิน กองขยะ กองกิเลสเหล่านั้น มี “พญานาค” หรือ “จิตที่ประเสริฐที่สุด” ซ่อนอยู่ มันคือความสงบเย็นที่เราตามหามาตลอดชีวิต มันไม่ได้อยู่ที่ไหนไกล ไม่ได้อยู่ในสิ่งของนอกกาย แต่มันถูกฝังอยู่ในใจของเรานี่เอง

คำถามสุดท้ายที่อาตมาอยากฝากไว้ในวันนี้ ไม่ใช่ถามว่าโยมเข้าใจพระสูตรนี้ไหม… แต่ขอถามว่า วันนี้… โยมพร้อมที่จะหยิบเสียมแห่งปัญญา แล้วเริ่ม “ลงมือขุด” เพื่อค้นหาความจริงในตัวโยมเองแล้วหรือยัง?

ขอให้ทุกท่านจงเป็นผู้มีความเพียรกล้า มีปัญญาสว่างไสว สามารถขุดค้นพบพญานาค คือความบริสุทธิ์หลุดพ้นแห่งจิต ได้ในปัจจุบันชาตินี้เทอญ.

เจริญพร.

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *