Daily Archive: December 27, 2025
รุ่งอรุณแห่งการศึกษาสมัยใหม่ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ย้อนกลับไปในปี พุทธศักราช ๒๔๓๖ (ร.ศ. ๑๑๒) บรรยากาศภายในกำแพงแก้วของวัดบวรนิเวศวิหารมิได้เงียบสงบเพียงเพื่อการบำเพ็ญสมณธรรมเท่านั้น แต่กลับคุกรุ่นไปด้วยไฟแห่งการตื่นรู้ทางปัญญา สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส (พระอิสริยยศในขณะนั้นคือ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส) ทรงเพิ่งได้รับสถาปนาเป็นเจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต พระองค์มิได้ทรงมองการศึกษาของสงฆ์เป็นเพียงการท่องจำคัมภีร์ใบลานแบบเดิมอีกต่อไป แต่ทรงมองไกลไปถึงการสร้าง “สถาบันการศึกษาชั้นสูง” ที่ทันสมัยทัดเทียมอารยประเทศ
แสงสว่างในความมืดมนของการเรียนรู้ หากหมุนเข็มนาฬิกาย้อนกลับไปก่อนปี พ.ศ. ๒๔๓๖ ภาพการศึกษาในวัดวาอารามของสยามประเทศยังคงปกคลุมด้วยม่านหมอกแห่ง “ความจำ” มากกว่า “ความเข้าใจ” ในยุคนั้น พระภิกษุสามเณรส่วนใหญ่ไม่ได้มีโอกาสเล่าเรียนพระธรรมวินัยอย่างมีแบบแผน ผู้ที่สนใจใฝ่รู้ต้องขวนขวายหาความรู้เอาเองตามมีตามเกิด ส่วนผู้ที่ไม่ใส่ใจก็นับว่าแทบจะไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับหลักธรรม นอกจากการสวดมนต์ตามประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา
เสียงท่องหนังสือกลางศาลาและพายุแห่งการเปลี่ยนแปลง ในวันที่แสงแดดอ่อนทอแสงลงบนลานทรายของวัดวาอาราม ภาพที่ชาวสยามคุ้นตาคือเด็กชายตัวน้อยในชุดผ้าผ่อนเรียบง่าย หิ้วปิ่นโตเดินตามหลังพระภิกษุผู้สงบเสงี่ยม หรือไม่ก็นั่งล้อมวงกันบนศาลาไม้หลังเก่า เสียง “นะโม ก ข” ดังประสานไปกับเสียงระฆังที่กังวานบอกเวลา นี่คือภาพจำของวิถีการเรียนรู้ที่ฝังรากลึกมานับศตวรรษ วัดไม่ได้เป็นเพียงสถานที่บำเพ็ญกุศล แต่เป็นห้องเรียนแห่งแรก และพระสงฆ์คือแม่พิมพ์ผู้เจียระไนกุลบุตรให้มีความรู้และศีลธรรม
ภาพจำจากอดีตและวิกฤตแห่งยุคสมัย หากย้อนเวลากลับไปในอดีตกาล ก่อนที่สยามจะมีอาคารเรียนคอนกรีตเรียงรายเช่นทุกวันนี้ ภาพที่ชินตาของสังคมไทยคือภาพของเด็กชายตัวน้อยที่หิ้วปิ่นโตตามหลังพระสงฆ์ หรือนั่งล้อมวงท่องหนังสืออยู่บนศาลาวัด เสียงท่อง “นะโม ก ข” ดังแว่วเคล้าเสียงระฆัง นี่คือวิถีแห่งการเรียนรู้ที่ฝังรากลึกอยู่ในวัฒนธรรมไทย วัดมิได้เป็นเพียงศาสนสถาน แต่เป็นศูนย์กลางของสรรพวิชา โดยมีพระสงฆ์ผู้ทรงภูมิรู้ทําหน้าที่เป็น “ครู” ถ่ายทอดวิชาการอ่านเขียนและหลักธรรมแก่กุลบุตรผู้ฝากตัวเป็นศิษย์วัด
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การปฏิรูปประเทศให้ทันสมัยถือเป็นพระราชภารกิจที่สำคัญยิ่ง และหนึ่งในรากฐานที่ทรงวางไว้อย่างมั่นคงคือ “การปฏิรูปการศึกษา” เพื่อกระจายโอกาสการเรียนรู้ไปสู่ประชาชนในวงกว้าง โดยมีจุดเริ่มต้นสำคัญที่ โรงเรียนวัดมหรรณพาราม กรุงเทพมหานคร
ในหน้าประวัติศาสตร์วารสารศาสตร์ไทย การอุบัติขึ้นของนิตยสาร “ธรรมจักษุ” ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่แสดงถึงการปรับตัวของคณะสงฆ์ไทยเข้าสู่ยุคแห่งการสื่อสารสมัยใหม่ โดยมีเป้าหมายเพื่อนำหลักธรรมคำสอนจากคัมภีร์มาสู่หน้ากระดาษที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
การสถาปนา “มหามกุฏราชวิทยาลัย” เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๖ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์การศึกษาของไทย สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ผู้ทรงวางรากฐานการดำเนินงาน ได้ทรงกำหนดวัตถุประสงค์หลัก ๓ ประการ เพื่อยกระดับความรู้ของทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ให้ก้าวทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกในขณะนั้น ดังนี้
ในปี พ.ศ. ๒๔๕๕ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์ไทย เมื่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงริเริ่มภารกิจการเสด็จตรวจการคณะสงฆ์ในหัวเมืองต่างๆ ทั่วราชอาณาจักร ภารกิจนี้มิใช่เพียงการเสด็จเยือนตามธรรมเนียมปฏิบัติ แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการวางรากฐานระเบียบปฏิบัติและสร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับคณะสงฆ์ไทย โดยมีวัตถุประสงค์หลัก ๕ ประการ ดังนี้
ในปี พ.ศ. ๒๔๖๐ นับเป็นหมุดหมายสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาคณะสงฆ์ไทย เมื่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงพระดำริให้ปรับปรุงหลักสูตรการสอบเปรียญประโยค ๔ โดยเพิ่มเงื่อนไขเชิงวิชาการที่มีนัยสำคัญต่อการพัฒนาศาสนทายาท ๒ ประการหลัก ดังนี้
การศึกษาของคณะสงฆ์ไทยมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีผู้วางรากฐานสำคัญคือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส พระองค์ทรงริเริ่มหลักสูตร “นักธรรม” หรือการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรมขึ้น เพื่อยกระดับความรู้ของภิกษุสามเณรให้มีความเป็นสากลและสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมในขณะนั้น โดยมีเหตุผลและปัจจัยเกื้อหนุนสำคัญ ๕ ประการ ดังนี้