จากลานวัดสู่ห้องเรียน: เมื่อ “พระสงฆ์” สวมบทครู ปั้นรากฐานประถมศึกษาไทยสมัย ร.๕
เสียงท่องหนังสือกลางศาลาและพายุแห่งการเปลี่ยนแปลง
ในวันที่แสงแดดอ่อนทอแสงลงบนลานทรายของวัดวาอาราม ภาพที่ชาวสยามคุ้นตาคือเด็กชายตัวน้อยในชุดผ้าผ่อนเรียบง่าย หิ้วปิ่นโตเดินตามหลังพระภิกษุผู้สงบเสงี่ยม หรือไม่ก็นั่งล้อมวงกันบนศาลาไม้หลังเก่า เสียง “นะโม ก ข” ดังประสานไปกับเสียงระฆังที่กังวานบอกเวลา นี่คือภาพจำของวิถีการเรียนรู้ที่ฝังรากลึกมานับศตวรรษ วัดไม่ได้เป็นเพียงสถานที่บำเพ็ญกุศล แต่เป็นห้องเรียนแห่งแรก และพระสงฆ์คือแม่พิมพ์ผู้เจียระไนกุลบุตรให้มีความรู้และศีลธรรม
ทว่า เมื่อกาลเวลาเคลื่อนเข้าสู่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ลมพายุแห่งการล่าอาณานิคมจากตะวันตกเริ่มพัดกระพือเข้าหาฝั่งสยาม ความทันสมัยกลายเป็นเกราะป้องกันตัวที่สำคัญที่สุด สยามต้องการ “คน” รุ่นใหม่ที่อ่านออกเขียนได้เพื่อขับเคลื่อนระบบราชการและพัฒนาชาติ แต่ในห้วงยามนั้น งบประมาณแผ่นดินกลับมีจำกัดดั่งสายน้ำขัดสน การจะสร้างโรงเรียนคอนกรีตทุกหัวระแหงและปั้นครูฆราวาสให้เพียงพอ ดูจะเป็นเพียงความฝันที่ห่างไกลจากความจริง
ฉากที่ ๑: ยุทธศาสตร์ “ปลูกทับกระท่อม” กลยุทธ์ที่พลิกวิกฤตเป็นโอกาส
ท่ามกลางความตึงเครียดของกระทรวงธรรมการที่ยังไม่สามารถขยายการศึกษาไปสู่ราษฎรได้ทั่วถึง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงใช้สายพระเนตรที่ยาวไกลมองทะลุผ่านความขาดแคลน พระองค์ทรงตระหนักว่า หากมัวแต่รอสร้างโรงเรียนแบบตะวันตกทีละหลัง ชาติคงก้าวไม่ทันโลก
พระราชดำริอันแยบคายจึงอุบัติขึ้นในรูปของอุปมาอันลึกซึ้งที่ว่า “ปลูกทับกระท่อม” เปรียบได้กับการสร้างบ้านหลังใหม่บนพื้นที่เดิมที่มีรากฐานแข็งแรงอยู่แล้ว พระองค์ทรงหันกลับมามอง “วัด” และ “พระสงฆ์” ซึ่งเป็นต้นทุนทางสังคมที่สยามมีอยู่มหาศาล ทรงมีพระราชหัตถเลขาด้วยความมั่นพระทัยว่า
“….. เอากรมหมื่นวชิรญาณเป็นประธาน จัดวัดเป็นโรงเรียนทั่วพระราชอาณาเขต… โรงเรียนคงจะเกิดขึ้นได้ปีละหลายๆ ร้อย โดยไม่สู้ต้องเสียอะไรมาก” นี่คือจุดเริ่มต้นของการใช้ “ทุนเดิม” เพื่อสร้าง “โลกใหม่”
ฉากที่ ๒: แม่ทัพธรรมและปฏิบัติการปูพรมการศึกษาทั่วแผ่นดิน
เมื่อได้รับสัญญาณจากพระประมุข สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส (ในขณะนั้นคือ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส) ทรงรับบทบาทเป็น “แม่ทัพธรรม” บัญชาการการศึกษาหัวเมือง ในปี พ.ศ. ๒๔๔๑ ภาพของพระเถระชั้นผู้ใหญ่ที่เดินทางรอนแรมไปยังมณฑลต่าง ๆ กลายเป็นภาพประวัติศาสตร์
ภารกิจนี้ไม่ใช่การขนอิฐขนปูนไปสร้างอาคารใหม่ แต่เป็นการปรับโฉมศาลาการเปรียญและกุฏิพระให้กลายเป็นพื้นที่แห่งปัญญา พระภิกษุผู้เคยสอนเพียงธรรมบทต้องปรับเปลี่ยนบทบาทมาสอนวิชาสามัญควบคู่ไปด้วย ชาวบ้านในหัวเมืองต่างตอบรับด้วยความเต็มใจ เพราะครูที่อยู่ตรงหน้าคือพระอาจารย์ที่เคารพศรัทธา และโรงเรียนที่ลูกหลานไปเรียนก็คือวัดที่พวกเขาคุ้นเคยมาแต่บรรพบุรุษ
ฉากที่ ๓: ความมหัศจรรย์แห่งพลังศรัทธาและตัวเลขที่จับต้องได้
ผลลัพธ์ของยุทธศาสตร์นี้ปรากฏเด่นชัดอย่างรวดเร็วราวกับปาฏิหาริย์ แต่เป็นปาฏิหาริย์ที่เกิดจากวิสัยทัศน์ที่แหลมคม เพียงปีแรกของการดำเนินการ โรงเรียนวัดในหัวเมืองผุดขึ้นถึง ๒๑๔ แห่ง และเพิ่มขึ้นอีกร้อยกว่าแห่งในปีถัดมา
สิ่งที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือความประหยัด รัฐบาลในขณะนั้นใช้งบประมาณเพียงไม่กี่พันบาทสำหรับการจัดการศึกษาทั่วประเทศ เพราะพลังศรัทธาของราษฎรได้หลอมรวมกันช่วยอุดหนุนครูพระและซ่อมแซมวัดให้เป็นโรงเรียน โดยที่รัฐไม่ต้องแบกรับภาระค่าก่อสร้างที่มหาศาล การศึกษาจึงกระจายไปถึงมือลูกหลานชาวนาชาวไร่ในถิ่นทุรกันดารได้อย่างรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
บทสรุป: มรดกแห่งภูมิปัญญาที่ไม่มีวันจางหาย
ช่วงเวลาเพียง ๕ ปี (พ.ศ. ๒๔๔๑–๒๔๔๕) ภายใต้การนำของสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ คือหมุดหมายสำคัญที่วางรากฐานการประถมศึกษาไทยให้มั่นคง การใช้วัดเป็นโรงเรียนและพระเป็นครูไม่ได้เป็นเพียงยุทธวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่คือการผสานรอยต่อระหว่างอดีตกับอนาคตอย่างลงตัว
ดั่งคำสดุดีที่ว่า พระองค์ทรงมองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองข้าม นั่นคือความจริงที่ว่า “วัดกับการศึกษาของไทยเป็นของคู่กัน” มรดกทางปัญญาครั้งนี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนที่สุด คือการก้าวไปข้างหน้าโดยไม่ทิ้งรากเหง้าของตนเอง นำพาสยามก้าวข้ามวิกฤตและสร้างโอกาสที่เท่าเทียมให้กับประชาชนทุกคนอย่างแท้จริง

