ปาสราสิสูตร: ปรัชญาการเลือกเป้าหมายชีวิต และศิลปะการก้าวข้าม “กับดัก” แห่งความไม่แน่นอน
ปาสราสิสูตร: เมื่อการแสวงหา กำหนด “ระดับ” ของชีวิต
ในโลกปัจจุบันที่เราต่างตื่นตัวกับการแสวงหาความสำเร็จ (Success) และความมั่นคง (Security) คำถามสำคัญที่มักถูกมองข้ามไปคือ “สิ่งที่เรากำลังทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อตามหานั้น มีคุณค่าที่แท้จริงหรือเป็นเพียงพันธนาการรูปแบบใหม่?”
ในพระไตรปิฎกมีพระสูตรหนึ่งชื่อว่า ปาสราสิสูตร (หรือ อริยปริเยสนาสูตร) ซึ่งถือเป็น “แผนที่นำทาง” ที่แหลมคมที่สุดชุดหนึ่ง พระพุทธเจ้าทรงชวนให้เราสำรวจ “คุณภาพของการแสวงหา” ผ่านมุมมองที่ลึกซึ้งดังนี้
๑. อัตลักษณ์ของการแสวงหา: คุณกำลังวิ่งไล่ตาม “สิ่งใด”?
พระพุทธเจ้าทรงจำแนกการใช้ชีวิตของมนุษย์ออกเป็น ๒ รูปแบบตาม “เป้าหมาย” ที่เราเลือก
- การแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ (อนริยปริเยสนา): คือการที่มนุษย์ซึ่งมีความเปราะบาง (ต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย) กลับทุ่มเทเวลาทั้งหมดไปกับการวิ่งไล่ตามสิ่งที่เปราะบางไม่แพ้กัน เช่น ลาภยศ ทรัพย์สมบัติ หรือความสัมพันธ์ที่ยึดติด สิ่งเหล่านี้ถูกเรียกว่า “อุปธิ” หรือเครื่องผูกมัดที่ทำให้เราติดอยู่ในวงจรของความกังวล
- การแสวงหาที่ประเสริฐ (อริยปริเยสนา): คือการตระหนักถึงข้อจำกัดของธรรมชาติ และเริ่มต้นแสวงหาสิ่งที่ “พ้นไปจากเงื่อนไข” ของกาลเวลา ซึ่งก็คือ “ความหลุดพ้น” หรือความสงบทางจิตวิญญาณที่ไม่ผันผวนตามปัจจัยภายนอก
๒. บทเรียนจากผู้แสวงหา: ทางแยกของเจ้าชายสู่พระพุทธเจ้า
พระสูตรนี้เปิดเผยแง่มุม “ความเป็นมนุษย์” ของพระพุทธเจ้าผ่านเรื่องราวในอดีต ทรงยอมรับว่าก่อนการตรัสรู้ พระองค์เคยหลงอยู่ใน “การแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ” เช่นเดียวกับเราทุกคน จนกระทั่งเกิด “ฉุกคิด” ถึงความย้อนแย้งที่ว่า เราจะแสวงหาสิ่งที่ต้องสูญสลายไปทำไม ในเมื่อตัวเราเองก็กำลังเดินไปสู่จุดนั้น?
นี่คือที่มาของการตัดสินใจ “สละ” สิ่งชั่วคราวเพื่อหาคำตอบที่ถาวร แม้จะผ่านการเรียนรู้สมาธิขั้นสูงจากสำนักที่เก่งที่สุดในยุคนั้น (อาฬารดาบส และอุททกดาบส) แต่พระองค์กลับทรงวิเคราะห์อย่างเฉียบคมว่า “ความสงบในสมาธิขั้นสูงยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย” เพราะมันยังเป็นเพียงสภาวะชั่วคราวที่ต้องกลับมาเวียนว่ายในวัฏจักรเดิม
๓. อุปมาดอกบัว: ความเข้าใจในศักยภาพที่แตกต่าง
หลังการตรัสรู้ ทรงเกิดความลังเลที่จะถ่ายทอดความจริงนี้ เพราะเป็นธรรมะที่ “ทวนกระแสโลก” และลึกซึ้งเกินกว่าความคุ้นชินทั่วไป ทว่าเมื่อทรงพิจารณาผ่านอุปมา “ดอกบัว” ทรงเห็นความจริงที่ว่า มนุษย์มีศักยภาพในการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน
- กลุ่มที่พร้อมจะคลี่บานเมื่อได้รับแสงสว่าง
- กลุ่มที่รอเวลาอยู่เสมอระดับน้ำ
- กลุ่มที่ยังจมอยู่ใต้น้ำที่ต้องอาศัยเวลาและการบ่มเพาะ
การมองเห็น “ความเป็นไปได้” ในตัวมนุษย์นี้เอง คือจุดเริ่มต้นของภารกิจการสอนสั่งที่ยาวนานถึง ๔๕ ปี
๔. ศิลปะการใช้ชีวิต: เป็น “เนื้อ” ที่ไม่ติดบ่วง
ช่วงท้ายของพระสูตรนำเสนออุปมาที่ทันสมัยอย่างยิ่งเรื่อง “เนื้อที่ติดบ่วง” เพื่อเปรียบเทียบกับการใช้ชีวิตในโลกของกามคุณ (รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส)
- เนื้อที่โง่เขลา: จะลุ่มหลงในเหยื่อล่อ จนตกเป็นเหยื่อของนายพราน (เปรียบได้กับกิเลสหรือความทุกข์)
- เนื้อที่ชาญฉลาด: แม้จะยังต้องบริโภคหรือใช้ชีวิตอยู่ในป่า (โลก) แต่จะบริโภคด้วยความระมัดระวัง ไม่ลุ่มหลงมัวเมา และรู้จัก “ที่พรางตัว” ซึ่งพรานเข้าไม่ถึง
“ที่พรางตัว” ในความหมายทางธรรม คือการฝึกจิตให้เข้าสู่สมาธิและมีปัญญาเห็นแจ้ง เมื่อจิตมีความมั่นคงจากภายใน เราจะสามารถใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่มีทั้งคำชมและคำด่า มีทั้งได้มาและเสียไป ได้อย่าง “อิสระ” ราวกับหายตัวไปจากสายตาของความทุกข์
บทสรุป: แสวงหาอย่างประเสริฐในโลกปัจจุบัน
ปาสราสิสูตร ไม่ได้สอนให้เราปฏิเสธโลก หรือทิ้งหน้าที่ความรับผิดชอบ แต่สอนให้เรา “เปลี่ยนสถานะ” จากการเป็นทาสของความต้องการ มาเป็นผู้เลือกเป้าหมายอย่างมีสติ
ความสำเร็จทางโลกเป็นสิ่งที่หาได้ แต่ต้องไม่ลืมว่านั่นคือ “เหยื่อ” ที่มาพร้อมกับ “บ่วง” หากเราใช้ชีวิตโดยมีเป้าหมายที่ประเสริฐควบคู่กันไป ฝึกจิตให้สงบและรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง เราจะกลายเป็นผู้ที่ใช้ชีวิตได้อย่างสง่างาม และไม่ตกเป็นเหยื่อของความผิดหวังเมื่อโลกหมุนเปลี่ยนไป
จงแสวงหาความมั่นคงภายนอกเพื่อดำรงชีพ แต่จงแสวงหาความสงบภายในเพื่อดำรงใจ.

