หยุดวิ่งไล่เงา: ค้นพบ “ความสุขที่แท้จริง” ในโลกที่หมุนไว (บทเรียนจากปาสราสิสูตร)

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

เจริญพร ญาติโยมสาธุชนทุกท่าน ทั้งที่เป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรง และผู้หลักผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมามากทุกท่าน ที่ได้มาประชุมพร้อมเพรียงกัน หรือกำลังรับฟังผ่านสื่อออนไลน์อยู่ในขณะนี้

วันนี้อาตมภาพอยากจะชวนพวกเรามานั่งพัก แล้วลองทบทวนชีวิตกันสักนิด ท่ามกลางโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็วเหลือเกินในยุคปัจจุบัน

โยมเคยรู้สึกเหนื่อยบ้างไหม? เหนื่อย… ทั้งที่ไม่ได้ไปแบกหามอะไรหนักๆ แต่ทำไมใจมันหนักอึ้ง? เคยตั้งคำถามกับตัวเองไหมว่า ที่เราตื่นแต่เช้า รีบเร่งเดินทาง ทำงานตัวเป็นเกลียวจนดึกดื่น แข่งขันกับเวลา แข่งขันกับคนอื่น… ทั้งหมดนี้ เรากำลังทำเพื่ออะไร?

เรากำลังวิ่งตามหาอะไรกันแน่?

หลายคนอาจจะตอบว่า ก็หาเงินสิพระอาจารย์ ก็หาความมั่นคง หาบ้านหลังที่ใหญ่ขึ้น หารถคันใหม่ที่โก้หรูขึ้น หาตำแหน่งหน้าที่การงานที่สูงขึ้น หรือหาความรักที่สมบูรณ์แบบ

สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องผิดไหม? ไม่ผิดเลยโยม มันเป็นเรื่องธรรมดาของโลก แต่คำถามสำคัญที่อาตมาอยากโยนลงไปในใจของโยมตอนนี้คือ… สิ่งที่เรากำลังวิ่งไล่ตามอยู่นั้น มันคือ “ความสุขที่แท้จริง” ที่จะอยู่กับเราตลอดไป หรือมันเป็นเพียง “กับดัก” ที่แสนสวยงามกันแน่?

วันนี้ อาตมาจึงขอน้อมนำหลักธรรมสำคัญจากพระไตรปิฎก ชื่อว่า “ปาสราสิสูตร” หรืออีกชื่อหนึ่งคือ “อริยปริเยสนาสูตร” มาเล่าให้ฟัง พระสูตรนี้เปรียบเสมือนกระจกเงาบานใหญ่ ที่จะสะท้อนให้เราเห็นภาพชีวิตของตัวเราเองได้ชัดเจนที่สุด

พระพุทธองค์ทรงเป็นยอดนักจิตวิทยา ทรงเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์อย่างลึกซึ้ง ในพระสูตรนี้ พระองค์ได้แบ่งรูปแบบการใช้ชีวิต หรือ “การแสวงหา” ของพวกเราออกเป็น ๒ แบบใหญ่ ๆ โยมลองฟังแล้วพิจารณาดูนะว่า ตอนนี้ชีวิตของเรากำลังอยู่ในแบบไหน

แบบที่ ๑ พระองค์เรียกว่า “อนริยปริเยสนา” แปลว่า “การแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ”

ฟังชื่อแล้วอาจจะดูแรง แต่ความหมายมันลึกซึ้งและจริงอย่างยิ่ง การแสวงหาที่ไม่ประเสริฐคืออะไร? คือการที่ตัวเราเองเนี่ย… โดยธรรมชาติแล้ว เราต้องมีความเกิด ความแก่ ความเจ็บ และความตายเป็นธรรมดา ใช่ไหมโยม? ไม่มีใครหนีพ้น

แต่… เรากลับใช้เวลาทั้งชีวิต ทุ่มเทแรงกายแรงใจ ไปวิ่งไล่คว้า ไปแสวงหาสิ่งที่มันก็ต้อง “เกิด แก่ เจ็บ ตาย” เหมือนกันกับเรา

เราวิ่งหาทรัพย์สมบัติ เงินทอง ข้าวของเครื่องใช้… สิ่งเหล่านี้มันเสื่อมสลายได้ไหม? ได้ เราวิ่งหาความรัก ยึดติดในบุตร ภรรยา สามี… บุคคลอันเป็นที่รักเหล่านี้ ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตายจากเราไปไหม? ต้องจาก เราวิ่งหาลาภ ยศ สรรเสริญ… สิ่งเหล่านี้อยู่ค้ำฟ้าไหม? ไม่เลย วันนี้มี พรุ่งนี้อาจจะหมดไป

พระพุทธองค์ทรงเรียกสิ่งเหล่านี้รวม ๆ ว่า “อุปธิ” แปลง่ายๆ ว่า “สิ่งที่เป็นภาระผูกพัน” หรือสิ่งที่ผูกมัดใจเราไว้กับความทุกข์

โยมลองสังเกตดูสิ ยิ่งเรามีมาก เรายิ่งห่วงมากใช่ไหม? ยิ่งเรารักมาก เรายิ่งกลัวการสูญเสียมากใช่ไหม? เราเหนื่อยแสนสาหัสเพื่อให้ได้มา แล้วเราก็ต้องเหนื่อยแสนสาหัสเพื่อรักษามันไว้ แล้วสุดท้าย เราก็ต้องทุกข์แสนสาหัสเมื่อมันจากเราไป

นี่แหละ… คือการแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ คือการที่คนมีความทุกข์ ไปแสวงหาความทุกข์มาเพิ่มใส่ตัว โดยเข้าใจผิดคิดว่านั่นคือความสุข

ทีนี้มาดูแบบที่ ๒ พระองค์เรียกว่า “อริยปริเยสนา” แปลว่า “การแสวงหาที่ประเสริฐ”

แบบนี้คือการที่คนฉลาด… ตระหนักรู้ความจริงว่า “อ๋อ! ตัวเรานี้มีความทุกข์ ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นธรรมดาหนอ” เมื่อรู้แบบนี้แล้ว เขาจึงไม่มัวไปเสียเวลาวิ่งไล่ตามสิ่งที่จะต้องตายตามกันไป แต่เขาหันมาแสวงหาสิ่งที่ “ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ และไม่ตาย”

สิ่งนั้นคืออะไรโยม? สิ่งนั้นคือความหลุดพ้น สิ่งนั้นคือความสงบเย็นที่แท้จริง หรือภาษาธรรมะก็คือ “พระนิพพาน” นั่นเอง

การแสวงหาที่ประเสริฐ ไม่ได้แปลว่าต้องทิ้งทุกอย่างในทันที แต่หมายถึงการเปลี่ยน “เป้าหมายสูงสุด” ในใจ จากการพึ่งพิงความสุขภายนอกที่ฉาบฉวย มาเป็นการสร้างความสุขภายในที่มั่นคง

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้แต่พระพุทธองค์เอง ในสมัยที่ยังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ พระองค์ก็เคยทรงเป็นเหมือนพวกเรานี่แหละ ในพระสูตรนี้ พระองค์ทรงเล่า “ไดอารี่ส่วนพระองค์” ให้ฟังว่า

ก่อนจะตรัสรู้ พระองค์ก็เคยตกอยู่ใน “การแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ” มาก่อน โยมลองนึกภาพดูนะ เจ้าชายสิทธัตถะมีพร้อมทุกอย่าง ปราสาท ๓ ฤดู ทรัพย์สมบัติมหาศาล ภรรยาที่งดงาม ลูกชายที่น่ารัก อำนาจราชศักดิ์… ถ้าเป็นคนยุคเรา นี่คือชีวิตที่ “คอมพลีท” แล้ว สมบูรณ์แบบที่สุด ใคร ๆ ก็อยากได้

แต่ทำไม… ท่ามกลางความสมบูรณ์แบบนั้น พระองค์กลับไม่มีความสุขที่แท้จริง?

จุดเปลี่ยนมันอยู่ที่ความคิดแวบหนึ่งที่ผุดขึ้นมาว่า… “ทำไมเราซึ่งต้องมีความแก่ เจ็บ ตาย เป็นธรรมดา ถึงยังมัวมาแสวงหาสิ่งที่ต้องแก่ เจ็บ ตาย อยู่อย่างนี้เล่า? นี่เรากำลังทำอะไรอยู่?”

ความคิดนี้แหละโยม มันสั่นสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณ ทำให้พระองค์ตัดสินใจทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือการสละทิ้งทุกอย่างที่ชาวโลกใฝ่ฝัน พระองค์เล่าว่า ทรงปลงผม นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ออกบวชทั้งที่พระบิดาพระมารดายังร้องไห้น้ำตานองหน้า

นี่ไม่ใช่การหนีปัญหา แต่เป็นการ “กล้าเผชิญหน้า” กับปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของชีวิต คือความทุกข์จากการเวียนว่ายตายเกิด

พระองค์ออกเดินทางไปเรียนกับสุดยอดอาจารย์ในยุคนั้น คือท่านอาฬารดาบส และอุททกดาบส เรียนจนจบหลักสูตร ได้สมาธิขั้นสูงสุดที่อาจารย์สอนได้ แต่พระองค์ก็ยังพบว่า “นี่มันยังไม่ใช่ทางดับทุกข์ที่แท้จริง” มันเป็นแค่การไปเกิดในภพภูมิที่สูงขึ้น ละเอียดขึ้น แต่สุดท้ายเมื่อหมดบุญ ก็ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิด วนลูปเดิมอยู่ดี

จนในที่สุด พระองค์ต้องหันมาค้นหาด้วยพระองค์เอง จนได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ค้นพบ “การแสวงหาที่ประเสริฐ” อย่างแท้จริง

พอตรัสรู้แล้ว… พระองค์ทรงประเมินพวกเราชาวโลกด้วยนะ พระองค์ทรงเปรียบเทียบมนุษย์เราเหมือน “ดอกบัว ๔ เหล่า”

บางคนเหมือนบัวที่ยังจมอยู่ใต้น้ำลึก ยังมืดบอด ยังลุ่มหลงมัวเมากับเหยื่อล่อของโลก สอนยาก บางคนเหมือนบัวที่อยู่เสมอน้ำ พอจะแนะนำได้บ้าง แต่บางคน… เหมือนบัวที่พ้นน้ำแล้ว รอเพียงแสงอาทิตย์สาดส่องก็จะบานทันที คือคนที่มีปัญญา มีกิเลสเบาบาง พร้อมจะเข้าใจความจริง

อาตมาเชื่อว่า ญาติโยมที่ตั้งใจมาฟังธรรมในวันนี้ หรือที่กำลังเปิดคลิปนี้ดูอยู่ ล้วนเป็นผู้ที่มี “แวว” ของบัวที่กำลังจะพ้นน้ำ เป็นผู้ที่เริ่มตั้งคำถามกับชีวิต และกำลังมองหาคำตอบที่ลึกซึ้งกว่าแค่เรื่องกิน กาม เกียรติ

แล้วเราจะใช้ชีวิตในโลกที่วุ่นวายนี้อย่างไร ให้เป็นการ “แสวงหาที่ประเสริฐ”?

ในช่วงท้ายของพระสูตร พระพุทธองค์ทรงให้เคล็ดลับที่สุดยอดมาก ทรงเปรียบเทียบเรื่อง “เนื้อกับนายพราน”

โลกใบนี้เต็มไปด้วย “เหยื่อล่อ” ที่น่าเอร็ดอร่อย… รูปสวยๆ เสียงเพราะๆ กลิ่นหอมๆ รสชาติอร่อยๆ สัมผัสนุ่มนวล… สิ่งเหล่านี้คือเหยื่อ ส่วนนายพรานผู้โหดร้าย ก็คือ “มาร” หรือความทุกข์ ความตาย ที่คอยดักจับเรา

เนื้อที่โง่เขลา… เมื่อเห็นเหยื่อ ก็กระโจนเข้าใส่ด้วยความหิวกระหาย ลุ่มหลง มัวเมา กินอย่างขาดสติ สุดท้ายก็ติดบ่วงของนายพราน ถูกจับไปฆ่าแกง… นี่คือชีวิตของคนที่หลงระเริงในโลกีย์สุข จนลืมความตาย ลืมเตรียมตัว

แต่เนื้อที่ฉลาด… มันรู้ว่าต้องกินเพื่อมีชีวิตรอด มันก็เข้ามากินเหยื่อนั้นแหละ แต่มันกินอย่างมีสติ ไม่ลุ่มหลง ไม่มัวเมา กินแล้วรู้จักถอย รู้จักระวังภัย และที่สำคัญที่สุดคือ… มันรู้จัก “ที่ซ่อนตัว” ที่ปลอดภัย ที่นายพรานตามไปไม่ถึง

ที่ซ่อนตัวนั้นคืออะไรโยม?

พระพุทธองค์ตรัสว่า ที่ซ่อนตัวที่ปลอดภัยที่สุดจากมาร คือ “สมาธิและปัญญา”

การฝึกจิตให้มีสติ มีสมาธิที่ตั้งมั่น จนเกิดปัญญาเห็นความจริงว่า ทุกอย่างในโลกนี้ล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ไม่มีอะไรน่าเข้าไปยึดถือเป็นเจ้าของ… เมื่อใจมันเห็นแจ้งแบบนี้ ใจมันจะ “ปล่อยวาง”

เมื่อใจปล่อยวาง… ใจก็จะไม่ติดบ่วง เมื่อไม่ติดบ่วง… มารก็ตามหาไม่เจอ เพราะไม่รู้จะเอาอะไรมาล่อ

ญาติโยมสาธุชนทั้งหลาย…

ฟังมาถึงตรงนี้ อาตมาไม่ได้บอกให้โยมต้องทิ้งบ้าน ทิ้งรถ ทิ้งครอบครัว แล้วหนีไปบวชเข้าป่ากันหมดในวันพรุ่งนี้นะ… ไม่ใช่เลย

เรายังต้องทำมาหากิน ยังต้องรับผิดชอบหน้าที่การงาน ครอบครัวก็ต้องดูแล… แต่จุดสำคัญคือ “ท่าทีของใจ” ที่มีต่อสิ่งเหล่านั้นต่างหาก

โยมลองถามใจตัวเองลึก ๆ ดูสิ ในวันที่โยมกำลังวิ่งวุ่นทำงานหาเงินอยู่นั้น… ใจของโยมกำลัง “แสวงหาแบบไหน”?

ถ้าโยมทำงานหาเงิน โดยคิดแค่ว่า “ฉันต้องรวยที่สุด ฉันต้องมีอำนาจเหนือคนอื่น ถ้าฉันไม่มีสิ่งนี้ ฉันจะอยู่ไม่ได้ ชีวิตฉันจะพังทลาย” … ถ้าคิดแบบนี้ โยมกำลังตกอยู่ใน “การแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ” โยมกำลังสร้างกรงขังตัวเอง โยมกำลังผูกระเบิดเวลาไว้กับใจ เมื่อไหร่ที่สิ่งเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงไป ใจโยมจะระเบิดเป็นจุณ

แต่ถ้าโยมเปลี่ยนมุมมองใหม่… ทำงานหาเงินเหมือนเดิม ดูแลครอบครัวเหมือนเดิม แต่ใจข้างในมันรู้ความจริงว่า… “งานนี้ก็ทำเพื่อเลี้ยงชีพ เพื่อสร้างประโยชน์ แต่สักวันเราก็ต้องเกษียณ หรือมันอาจจะเปลี่ยนแปลงได้เสมอ” “ครอบครัวนี้เรารักมาก เราจะดูแลให้ดีที่สุดในขณะที่ยังมีเวลา แต่เรารู้ว่าสักวันหนึ่ง ไม่เขาก็เรา ก็ต้องจากกันไป”

เมื่อใจมันมีความรู้เท่าทันแบบนี้… โยมจะทำงานด้วยความรับผิดชอบ แต่ไม่แบกความกดดันจนเกินพอดี โยมจะรักครอบครัวอย่างสุดหัวใจ แต่ไม่ได้รักด้วยความยึดติดที่เร่าร้อน

นี่แหละคือการเริ่ม “แสวงหาที่ประเสริฐ” ท่ามกลางชีวิตฆราวาส

และที่สำคัญที่สุด โยมต้องสร้าง “ที่ซ่อนตัว” ให้กับใจตัวเองบ้าง อย่าปล่อยให้ใจวิ่งพล่านไปตามกระแสโลกทั้งวันทั้งคืน กลับมาบ้าน ก่อนนอน หรือตอนเช้า… แบ่งเวลาสักนิด สัก ๑๐ นาที ๒๐ นาที มาฝึกสติ มานั่งสมาธิ มาอยู่กับลมหายใจตัวเอง

สร้าง “เกาะส่วนตัว” ภายในใจ ที่ซึ่งความวุ่นวายภายนอกเข้าไม่ถึง ที่ซึ่งคำนินทาว่าร้ายทำอะไรไม่ได้ ที่ซึ่งความขึ้นลงของเศรษฐกิจไม่อาจสั่นคลอน

เมื่อโยมมีหลักใจที่มั่นคงแบบนี้… โยมจะเหมือนเนื้อที่ฉลาด ที่สามารถกินเหยื่อของโลกได้… ใช้ชีวิตทางโลกได้… มีความสุขกับสิ่งที่มีได้… แต่ “ไม่ติดบ่วง”

ไม่ว่าโลกภายนอกจะเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วแค่ไหน ไม่ว่าพายุจะโหมกระหน่ำเพียงใด ถ้าใจข้างในของโยมมี “ที่หลบภัย” ที่สร้างไว้ดีแล้วด้วยสติและปัญญา… โยมจะพบกับความสุขที่แท้จริง เป็นความสุขที่เยือกเย็น มั่นคง และไม่ต้องวิ่งไล่ตามเงาอีกต่อไป

ขอให้เราทุกคน จงเป็นผู้ตื่นจากความหลับใหล เลิกแสวงหาในสิ่งที่เป็นทุกข์ และหันมาเริ่มออกเดินทางแสวงหาสิ่งที่ประเสริฐ คือความพ้นทุกข์ทางใจ ตั้งแต่วันนี้ วินาทีนี้ เป็นต้นไป

เทสนาปริโยสาเน… ในที่สุดแห่งพระธรรมเทศนานี้ อาตมภาพขออ้างอิงเอาคุณพระศรีรัตนตรัย จงมาอภิบาลปกป้องรักษา ให้ญาติโยมสาธุชนทุกท่าน จงเป็นผู้มีสติ มีปัญญา รู้เท่าทันโลก รู้เท่าทันใจตนเอง ประสบแต่ความสุขความเจริญ ทั้งในทางโลกและทางธรรม พบเจอความสุขที่แท้จริง ที่ไม่ต้องอิงอาศัยสิ่งภายนอก ด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ.

เจริญพร.

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *