สยามปริวรรต: บทบาทสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ในฐานะ “สถาปนิกทางปัญญา” คู่พระทัยรัชกาลที่ ๕
คู่คิดการปฏิรูป: บทบาทเคียงข้างรัชกาลที่ ๕ พลิกโฉมสยามสู่ “รัฐสมัยใหม่” (Modern State)
ในหน้าประวัติศาสตร์ไทย ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงที่เข้มข้นที่สุดยุคหนึ่งคือรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) ซึ่งเป็นยุคที่สยามต้องเผชิญกับมรสุมแห่งลัทธิล่าอาณานิคม การรักษาอธิปไตยของชาติในเวลานั้นมีเพียงหนทางเดียว คือการเร่งปฏิรูป (Reform) และสร้างความทันสมัย (Modernization) ให้ทัดเทียมนานาอารยประเทศ
ในพระราชภารกิจอันยิ่งใหญ่นี้ รัชกาลที่ ๕ มิได้ทรงดำเนินงานโดยลำพัง แต่ทรงมี “ปัญญาชนคู่พระทัย” ผู้เปรื่องปราชญ์คอยสนองงานอย่างใกล้ชิด นั่นคือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส พระเจ้าน้องยาเธอผู้ทรงเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนโมเดลการพัฒนาชาติในมิติทางปัญญาและโครงสร้างสังคม
๑. ปูมหลังทางนิติศาสตร์: รากฐานนักบริหารในฐานะนักบวช
หลายท่านอาจคุ้นเคยกับภาพของพระองค์ในฐานะประมุขแห่งสงฆ์ แต่ในความจริงแล้ว ก่อนที่พระองค์จะทรงตัดสินพระทัยครองสมณเพศตลอดพระชนมชีพ พระองค์ทรงเคยรับราชการใน กรมราชเลขาธิการ และปฏิบัติหน้าที่เป็นราชเลขานุการใน กองอรรถคดี
ประสบการณ์ในช่วงนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะทำให้พระองค์ทรงมีความเข้าใจในระเบียบวิธีปฏิบัติราชการ งานด้านกฎหมาย และระบบบริหารราชการแผ่นดินอย่างถ่องแท้ ทักษะ “นักบริหาร” และ “นักนิติศาสตร์” ที่ทรงได้รับจากการทำงานราชการนี้เอง คือเครื่องมือสำคัญที่พระองค์ทรงนำมาประยุกต์ใช้ในการจัดระเบียบองค์กรสงฆ์และระบบการศึกษาในเวลาต่อมา
๒. ยุทธศาสตร์การศึกษา: การใช้ “ต้นทุนทางสังคม” สร้างพลเมือง
รัชกาลที่ ๕ ทรงมีพระราชดำรัสที่สะท้อนถึงวิกฤตการณ์ขาดแคลนทรัพยากรมนุษย์ว่า “ในเมืองเราเวลานี้ ไม่ขัดสนอันใด ยิ่งกว่าคน” ทรงมองว่าการศึกษาคือเครื่องมือเดียวที่จะสร้างคนเพื่อมาสร้างชาติอีกต่อหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลในขณะนั้นประสบปัญหาด้านงบประมาณและบุคลากรครูอย่างหนัก สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ (ขณะดำรงพระอิสริยยศ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส) จึงทรงเสนอ “กุศโลบาย” ที่ชาญฉลาดที่สุดในยุคนั้น คือการนำต้นทุนทางสังคมที่มีอยู่มาใช้อย่างคุ้มค่าที่สุดผ่านโมเดล “ใช้วัดเป็นโรงเรียน ใช้พระเป็นครู”
- การบูรณาการทรัพยากร: ทรงปรับเปลี่ยนศาลาวัดในทุกหมู่บ้านให้กลายเป็นพื้นที่การเรียนรู้ และฝึกฝนพระภิกษุให้ทำหน้าที่เป็น “ครู” ผู้นำพาความรู้ไปสู่ราษฎร
- หลักสูตรเพื่อการพึ่งพาตนเอง: ทรงวางรากฐานหลักสูตรที่บูรณาการทั้งวิชาสามัญ (การอ่านเขียนคำนวณ) วิชาชีพ (เครื่องเลี้ยงชีพ) และธรรมปฏิบัติ เพื่อสร้างพลเมืองที่สมบูรณ์ทั้งทักษะการทำงานและจริยธรรม
ยุทธศาสตร์นี้ทำให้โรงเรียนเกิดขึ้นนับร้อยแห่งทั่วประเทศในเวลาอันรวดเร็ว โดยที่รัฐแทบไม่ต้องลงทุนในการก่อสร้างอาคารใหม่ ถือเป็นการวางรากฐานระบบประถมศึกษาแห่งชาติอย่างเป็นรูปธรรม

๓. การปฏิรูปคณะสงฆ์: การจัดระเบียบเพื่อความเป็นปึกแผ่น (Centralization)
จากการลงพื้นที่จัดการศึกษาทั่วราชอาณาจักร สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงวิเคราะห์เห็นว่า ความอ่อนแอของระบบการปกครองสงฆ์ในหัวเมืองคืออุปสรรคสำคัญของการพัฒนาปัญญาของราษฎร พระองค์ทรงถวายความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า “การศึกษาจะเจริญไปไม่ได้ก่อน กว่าจะจัดการปกครองให้เรียบร้อยเสียก่อน”
นำไปสู่การตรา พระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ (พ.ศ. ๒๔๔๕) ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับประวัติศาสตร์ที่รวมอำนาจการปกครองสงฆ์เข้าสู่ส่วนกลางเป็นครั้งแรก
การปฏิรูปในครั้งนี้ทำให้คณะสงฆ์มีระบบบัญชาการที่ชัดเจน มีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ สอดคล้องกับการปฏิรูปมณฑลเทศาภิบาลของทางบ้านเมือง ทำให้สถาบันสงฆ์กลายเป็นเสาหลักที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพในการสนับสนุนภารกิจของรัฐสมัยใหม่
บทสรุป: ปัญญาชนแห่งสยาม (The Intellectual of Siam)
เดวิด เค. ไวอาต (David K. Wyatt) นักประวัติศาสตร์ชื่อดังชาวอเมริกัน ได้สดุดีพระเกียรติคุณของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ไว้ในฐานะ “ปัญญาชนแห่งสยาม” (The Intellectual of Siam) ที่โดดเด่นที่สุดในยุคสมัยนั้น
ความมหัศจรรย์ของพระองค์คือความสามารถในการ “ประสาน” สิ่งที่ดีที่สุดจากสองซีกโลก ทรงเข้าใจกระแสวิทยาการตะวันตกอย่างถ่องแท้และนำมาประยุกต์เข้ากับรากฐานวัฒนธรรมไทยอย่างลงตัว พระองค์จึงเปรียบเสมือน “สะพานเชื่อม” ที่นำพาสยามก้าวข้ามจากจารีตแบบศตวรรษที่ ๑๙ เข้าสู่ความเป็นอารยะในศตวรรษที่ ๒๐ ได้อย่างสง่างามและมั่นคง

