รัฐบุรุษทางปัญญาคู่พระทัยรัชกาลที่ ๕: กุศโลบาย “วัดเป็นโรงเรียน” รากฐานการประถมศึกษาแห่งชาติสยาม

รัฐบุรุษทางปัญญาคู่พระทัยรัชกาลที่ ๕: การวางรากฐานการศึกษาชาติด้วยกุศโลบาย “วัดเป็นโรงเรียน”

ในยุคสมัยที่คลื่นลมแห่งจักรวรรดินิยมกำลังโหมกระหน่ำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) ทรงตระหนักอย่างถ่องแท้ว่า พรมแดนที่แข็งแกร่งที่สุดในการปกป้องเอกราชของสยามไม่ใช่เพียงอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่คือ “คุณภาพของคน” และเครื่องมือเพียงหนึ่งเดียวที่จะสร้างคุณภาพนั้นได้ คือการปฏิรูประบบการศึกษาให้ทัดเทียมนานาอารยประเทศ

๑. โจทย์ยากของแผ่นดิน: ข้อจำกัดทางทรัพยากรและบุคลากร

แม้จะมีพระราชปณิธานอันแน่วแน่ที่จะขยายการศึกษาให้เข้าถึงราษฎรทุกภาคส่วน แต่สยามในเวลานั้นเผชิญกับอุปสรรคเชิงโครงสร้างสำคัญ ๒ ประการ คือ

  1. งบประมาณแผ่นดินที่จำกัด: การสร้างโรงเรียนใหม่ทั่วราชอาณาจักรต้องใช้เงินทุนมหาศาล
  2. การขาดแคลนบุคลากรครู: ระบบครูฝึกหัดในสมัยนั้นยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ไม่เพียงพอต่อความต้องการในระดับประเทศ

ในสภาวะที่ดูเหมือนมืดมน สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส (ขณะทรงดำรงพระอิสริยยศ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส) ได้ทรงก้าวเข้ามาเป็น “คู่คิด” สำคัญ โดยทรงเสนอทางออกเชิงกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดผ่านการใช้ “ต้นทุนทางวัฒนธรรม” ที่หยั่งรากลึกในสังคมสยามมานับศตวรรษ นั่นคือโมเดล “ใช้วัดเป็นโรงเรียน และใช้พระเป็นครู”


๒. ยุทธศาสตร์เชิงรุก: จาก “ศาลาวัด” สู่ “ศูนย์กลางการเรียนรู้”

ในปี พ.ศ. ๒๔๔๑ รัชกาลที่ ๕ ทรงมอบหมายภารกิจอันยิ่งใหญ่ให้สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงดำรงตำแหน่ง “ผู้อำนวยการจัดการศึกษาในหัวเมืองทั่วราชอาณาจักร” พระองค์ทรงเปลี่ยนทฤษฎีให้กลายเป็นการปฏิบัติเชิงรุกทันทีด้วยแนวทางดังนี้

  • การกระจายอำนาจทางการศึกษา: ทรงแต่งตั้งพระเถระผู้มีความสามารถให้เป็นผู้อำนวยการศึกษามณฑลต่างๆ เพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการจัดตั้งโรงเรียนตามหัวเมือง
  • การบูรณาการทรัพยากรเดิม: ทรงเปลี่ยน “ศาลาวัด” ให้เป็นอาคารเรียน และฝึกฝนพระภิกษุผู้มีความรู้อ่านออกเขียนได้ให้ทำหน้าที่ “ครูอาสา” ทำให้รัฐบาลสามารถขยายโครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษาได้โดยแทบไม่ต้องลงทุนก่อสร้างใหม่

ความสำเร็จที่ประจักษ์: เพียงปีแรกของการดำเนินงาน สามารถจัดตั้งโรงเรียนได้ถึง ๒๑๔ แห่ง และขยายตัวอย่างต่อเนื่องในทุกปี นับเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้การประถมศึกษาเริ่มหยั่งรากในระดับชุมชน


๓. หลักสูตรแบบบูรณาการ: การสร้างพลเมืองที่สมบูรณ์

สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงวางรากฐานหลักสูตรที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในตำรา แต่เน้นการสร้างคนให้มีทักษะชีวิตที่ครบถ้วนใน ๓ มิติ (3D Curriculum)

  1. วิชาสามัญ: มุ่งเน้นการอ่าน การเขียน และการคำนวณ เพื่อเป็นเครื่องมือพื้นฐานทางปัญญา
  2. วิชาชีพ (เครื่องเลี้ยงชีพ): ทรงให้ความสำคัญกับทักษะการทำมาหากินเพื่อให้ราษฎรสามารถพึ่งพาตนเองได้ในโลกที่เปลี่ยนแปลง
  3. ธรรมปฏิบัติ: ปลูกฝังศีลธรรมและจริยธรรมเพื่อให้เติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของสังคม

พระองค์ทรงให้คำนิยามอันลึกซึ้งของการศึกษาไว้ว่า การเรียนหนังสือเป็นเพียงส่วนประกอบ แต่แก่นแท้คือการฝึกฝนให้มีความคิดความสามารถในการประกอบกิจการงานให้สำเร็จผล


บทสรุป: มรดกทางปัญญาที่เป็นรากฐานของปัจจุบัน

ภารกิจการจัดการศึกษาหัวเมืองของสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ดำเนินไปอย่างเข้มข้นเป็นเวลา ๕ ปี จนกระทั่งระบบมีความมั่นคงและเข้าที่เข้าทาง พระองค์จึงทรงส่งมอบภารกิจนี้คืนให้แก่ กระทรวงธรรมการ (ปัจจุบันคือกระทรวงศึกษาธิการ) รับไปต่อยอดในเชิงนโยบายเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๕

การอุทิศพระวรกายและพระปัญญาในครั้งนั้น ถือเป็นการ “วางรากฐานการประถมศึกษาของไทย” อย่างแท้จริง เป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ที่ทำให้บุตรหลานของราษฎรในชนบทมีโอกาสเข้าถึงแสงสว่างแห่งปัญญาได้ทัดเทียมกับคนในเมืองหลวง นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของวิสัยทัศน์ “รัฐบุรุษทางปัญญา” ผู้รู้จักใช้สิ่งที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อความมั่นคงของชาติบ้านเมือง

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *