กำเนิด “นักธรรม”: การปฏิวัติการเรียนรู้พระธรรมวินัย

แสงสว่างในความมืดมนของการเรียนรู้ หากหมุนเข็มนาฬิกาย้อนกลับไปก่อนปี พ.ศ. ๒๔๓๖ ภาพการศึกษาในวัดวาอารามของสยามประเทศยังคงปกคลุมด้วยม่านหมอกแห่ง “ความจำ” มากกว่า “ความเข้าใจ” ในยุคนั้น พระภิกษุสามเณรส่วนใหญ่ไม่ได้มีโอกาสเล่าเรียนพระธรรมวินัยอย่างมีแบบแผน ผู้ที่สนใจใฝ่รู้ต้องขวนขวายหาความรู้เอาเองตามมีตามเกิด ส่วนผู้ที่ไม่ใส่ใจก็นับว่าแทบจะไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับหลักธรรม นอกจากการสวดมนต์ตามประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา

จุดเริ่มต้นที่วัดบวรนิเวศ: ห้องเรียนแห่งความเข้าใจ ท่ามกลางบรรยากาศการเรียนแบบเก่าที่เน้นการท่องจำคัมภีร์ภาษาบาลีที่ยากแก่การเข้าใจ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เมื่อครั้งทรงครองวัดบวรนิเวศวิหาร ได้ทรงจุดประกายการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญขึ้น พระองค์ทรงเริ่มทำหน้าที่เป็น “พระอาจารย์” สั่งสอนพระนวกะ (พระบวชใหม่) ด้วยพระองค์เอง

ภาพที่ปรากฏในวัดบวรนิเวศวิหารขณะนั้น คือภาพการปฏิวัติวิธีการสอนรูปแบบใหม่ แทนที่จะให้พระใหม่นั่งท่องจำตำราภาษาบาลีเป็นนกแก้วนกขุนทอง พระองค์กลับเลือกที่จะอธิบายข้อธรรมและพระวินัยด้วย “ภาษาไทย” ที่เข้าใจง่าย ทรงเลือกเฟ้นข้อปฏิบัติที่จำเป็นสำหรับผู้บวชใหม่มาอธิบายด้วยเหตุผลและภาษาสมัยใหม่ เพื่อให้ผู้เรียนมองเห็นสัจธรรมความเป็นจริง [๓๒] วิธีการนี้ได้เปลี่ยนความเบื่อหน่ายในการท่องจำ ให้กลายเป็นความตื่นตัวในการเรียนรู้ จนได้รับความนิยมแพร่หลายจากพระใหม่ลามไปถึงพระเก่า และขยายวงกว้างไปยังวัดธรรมยุตอื่นๆ อย่างรวดเร็ว

วิกฤตเกณฑ์ทหารสู่โอกาสทางการศึกษา จุดเปลี่ยนสำคัญที่ยกระดับการเรียนการสอนภายในวัดสู่ระบบการศึกษาระดับชาติ เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๘ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อมีการประกาศใช้ “พระราชบัญญัติเกณฑ์ทหาร” ซึ่งระบุข้อยกเว้นให้แก่ “สามเณรผู้รู้ธรรม” ไม่ต้องถูกเกณฑ์ทหาร เงื่อนไขนี้กลายเป็นแรงผลักดันให้คณะสงฆ์ต้องสร้างเกณฑ์มาตรฐานว่า “รู้อะไร จึงจะเรียกว่ารู้ธรรม”

สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ จึงทรงกำหนดหลักสูตร “องค์ของสามเณรรู้ธรรม” ขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๕๔ และต่อมาได้พัฒนาปรับปรุงจนกลายเป็นหลักสูตร “นักธรรม” อย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. ๒๔๕๖ นี่คือรุ่งอรุณแห่งการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรม (ภาคภาษาไทย) ที่เปิดโอกาสให้ภิกษุสามเณรผู้ไม่เชี่ยวชาญภาษาบาลี ได้มีโอกาสเข้าถึงแก่นแท้ของพระศาสนา

บันได ๓ ขั้นสู่ความเป็นศาสนทายาท ระบบการศึกษานักธรรมที่ทรงวางรากฐานไว้นั้น เปรียบเสมือนบันได ๓ ขั้น ที่คัดกรองและพัฒนาบุคลากรทางศาสนาอย่างเป็นระบบ

นักธรรมชั้นตรี: สำหรับ “ภูมินวกะ” (ผู้บวชใหม่) เป้าหมายคือให้มีความรู้พอที่จะรักษาตัว คุ้มครองตนเองให้อยู่ในพระธรรมวินัยได้อย่างปลอดภัย

นักธรรมชั้นโท: สำหรับ “ภูมิมัชฌิมะ” (พระปานกลาง) ให้มีความรู้แตกฉานกว้างขวางขึ้น จนถึงขั้นสามารถเป็นพี่เลี้ยงหรือแนะนําผู้อื่นได้

นักธรรมชั้นเอก: สำหรับ “ภูมิเถระ” (พระผู้ใหญ่) เพื่อสร้างผู้นำสงฆ์ที่มีความรู้ลึกซึ้ง สามารถเป็นหลักในการทําสังฆกรรมและเป็นอุปัชฌาย์อาจารย์ปกครองสั่งสอนผู้อื่นได้

ปฏิวัติการสอบ: จาก “ปากเปล่า” สู่ “ปลายปากกา” นอกจากการเปลี่ยนเนื้อหาแล้ว สิ่งที่ถือเป็นการปฏิวัติวงการสงฆ์อย่างแท้จริงคือ “วิธีการสอบ” แต่เดิมมา การสอบความรู้พระปริยัติธรรมใช้วิธีการ “แปลปากเปล่า” ต่อหน้าคณะกรรมการ ซึ่งเป็นวิธีที่กดดัน ล่าช้า และวัดผลได้ยาก

สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ทรงกล้าหาญที่จะยกเลิกธรรมเนียมโบราณนี้ โดยทรงนำวิธีการ “สอบด้วยการเขียน” มาใช้เป็นครั้งแรก โดยเริ่มทดลองที่มหามกุฏราชวิทยาลัยและสนามสอบนักธรรม ผลปรากฏว่าเป็นวิธีที่ดีเยี่ยม ช่วยให้ผู้สอบสามารถเรียบเรียงความคิดและแสดงความรู้ได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งยังเป็นการฝึกทักษะการเขียนหนังสือและการประพันธ์ความแก่พระสงฆ์ไทยไปในตัว

ด้วยเหตุนี้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๕๙ เป็นต้นมา การสอบด้วยข้อเขียนจึงถูกนํามาใช้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ทั้งแผนกนักธรรมและแผนกบาลี ส่งผลให้มาตรฐานความรู้ของคณะสงฆ์ไทยมีความเป็นปึกแผ่นและเจริญก้าวหน้า เป็นรากฐานที่มั่นคงสืบมาจนถึงปัจจุบัน

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *