พลิกโฉมพุทธจักรสู่รัฐสมัยใหม่: ถอดรหัส ๔ วัตถุประสงค์แห่ง พ.ร.บ. คณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑

ถอดรหัส พ.ร.บ. คณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑: เมื่อ “ระเบียบสงฆ์” คือพิมพ์เขียวแห่งการพัฒนาชาติ

ในบรรดาการปฏิรูปครั้งใหญ่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) การประกาศใช้ พระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ (พ.ศ. ๒๔๔๕) ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเพียง “วัตรปฏิบัติ” ของพระสงฆ์ แต่เป็นการจัดวางระบบปฏิบัติการ (Operating System) ใหม่ให้กับพุทธจักรไทยเพื่อให้สอดรับกับความเป็น “รัฐสมัยใหม่”

จากการวิเคราะห์เอกสารประวัติศาสตร์ “การพัฒนาสยามประเทศ” เราพบวัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์ ๔ ประการที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังกฎหมายฉบับนี้:

๑. แก้ปมปัญหา: เมื่อการศึกษาติดขัดเพราะขาดอำนาจการจัดการ

มูลเหตุที่สำคัญที่สุดของการเกิดกฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่เรื่องการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มมาจาก “การศึกษา” ในช่วงที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงรับภาระเป็นแม่ทัพใหญ่ในการจัดการศึกษาในหัวเมือง (โมเดล “วัดเป็นโรงเรียน”) พระองค์ทรงพบอุปสรรคสำคัญคือ “อำนาจทับซ้อน”

ในขณะนั้น ผู้อำนวยการศึกษามีหน้าที่สอนหนังสือ แต่ไม่มีอำนาจปกครองพระสงฆ์ที่เป็นครู เมื่อพบพระสงฆ์ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมหรือบกพร่องต่อหน้าที่ ก็ไม่สามารถจัดการให้เรียบร้อยได้ พระองค์จึงทรงถวายความเห็นแด่รัชกาลที่ ๕ อย่างเฉียบคมว่า “การศึกษาจะเจริญไปไม่ได้ก่อน กว่าจะจัดการปกครองให้เรียบร้อยเสียก่อน” กฎหมายฉบับนี้จึงออกมาเพื่อ “ปลดล็อก” อุปสรรคทางการศึกษานั่นเอง

๒. การรวมอำนาจสู่ศูนย์กลาง (Centralization): สร้างเอกภาพให้พุทธจักร

ในอดีต คณะสงฆ์สยามถูกแบ่งแยกตามภูมิศาสตร์และนิกาย (คณะเหนือ, ใต้, กลาง, ธรรมยุต) ซึ่งต่างคนต่างอยู่และมีมาตรฐานการบริหารที่แตกต่างกัน ภายใต้บริบทการล่าอาณานิคม รัชกาลที่ ๕ ทรงมองว่าความแตกแยกคือความอ่อนแอ พ.ร.บ. ฉบับนี้จึงทำหน้าที่เป็นแรงดึงดูดที่รวมศูนย์อำนาจปกครองมาไว้ที่ส่วนกลาง เพื่อให้พุทธจักรมี “เสียงเดียว” และทิศทางเดียวในการบริหารงานทั่วราชอาณาจักร

๓. การจัดโครงสร้างที่เป็นระบบ (Systematic Hierarchy)

เพื่อให้การบริหารจัดการในระดับท้องถิ่นคล่องตัว พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้วางโครงสร้างการปกครองแบบลดหลั่นชั้นเชิง (Hierarchy) ที่สอดคล้องกับการปกครองบ้านเมืองอย่างเป็นเนื้อเดียว ทำให้สายบังคับบัญชาจากส่วนกลางส่งตรงไปถึงระดับชุมชนได้อย่างแม่นยำ

โดยมีการจัดลำดับตำแหน่งที่ชัดเจน ได้แก่

  • ระดับมณฑล: เจ้าคณะมณฑล
  • ระดับเมือง (จังหวัด): เจ้าคณะเมือง
  • ระดับแขวง (อำเภอ): เจ้าคณะแขวง
  • ระดับท้องถิ่น: เจ้าอาวาส

๔. วางรากฐานความมั่นคงและจริยวัตรแห่งสังฆมณฑล

เป้าหมายสุดท้ายคือการสร้าง “บุคลากรศาสนา” ที่มีคุณภาพ ประกาศพระบรมราชโองการระบุชัดเจนว่า ถึงเวลาที่ต้องมีแบบแผนการปกครองที่มั่นคง เพื่อให้พระสงฆ์มีความประพฤติเรียบร้อย มีการศึกษาเล่าเรียน และมีการสั่งสอนที่ดีขึ้น ซึ่งจุดนี้เองที่จะกลายเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนสืบไป


เมื่อโครงสร้างเปลี่ยน คุณภาพชีวิตก็เปลี่ยน

พ.ร.บ. ลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ ไม่ใช่เพียงกระดาษที่ตรากฎเกณฑ์บังคับพระสงฆ์ แต่คือ “การปฏิรูปโครงสร้างองค์กร” ครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย มันคือการทำให้สถาบันสงฆ์กลายเป็นสถาบันที่เป็นปึกแผ่น มีประสิทธิภาพ และพร้อมที่จะทำหน้าที่เป็น “กระดูกสันหลังทางปัญญา” ในการพัฒนาคนสยามให้มีความรู้ทัดเทียมอารยประเทศ

นี่คือวิสัยทัศน์ของรัฐบุรุษทางปัญญาที่มองว่า “ระเบียบ” คือบ่อเกิดแห่ง “พลัง” ในการพัฒนาชาติอย่างแท้จริงครับ

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *