พลิกโฉมการปกครองสงฆ์: พระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑

ภาพอดีตที่กระจัดกระจาย หากย้อนกลับไปมองภาพการปกครองของคณะสงฆ์ไทยก่อนปี พุทธศักราช ๒๔๔๕ (ร.ศ. ๑๒๑) เราจะพบภาพที่แปลกตาไปจากปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง ในยุคนั้น วัดวาอารามต่าง ๆ ทั่วราชอาณาจักรดำรงอยู่อย่างเป็นเอกเทศ การปกครองแยกขาดจากกันเป็นก๊กเป็นเหล่า โดยมีเจ้าคณะใหญ่ ๔ สาย (เหนือ, ใต้, กลาง, ธรรมยุต) ต่างคนต่างปกครองโดยไม่ได้ขึ้นตรงต่อกัน และที่น่าทึ่งคือ ผู้ที่มีอำนาจบัญชาการสูงสุดเสมือน “สังฆราช” กลับมิใช่พระสงฆ์ แต่คือ “คฤหัสถ์” ในตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงธรรมการ ผู้รับพระบรมราชโองการจากพระมหากษัตริย์มาสั่งการพระอีกทอดหนึ่ง

จุดเริ่มจาก “วิกฤตการศึกษา” สู่ “การปฏิรูปการปกครอง” จุดเริ่มต้นของการพลิกโฉมครั้งนี้ เกิดขึ้นระหว่างภารกิจ “จัดวัดเป็นโรงเรียน” ในปี พ.ศ. ๒๔๔๑ เมื่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส (ขณะดำรงพระยศกรมหมื่น) ได้ทรงส่งพระเถระออกไปเป็นผู้อำนวยการศึกษาในหัวเมือง สิ่งที่พระองค์ทรงค้นพบมิใช่เพียงปัญหาเรื่องเด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่คือความฟอนเฟะและไร้ระเบียบของการคณะสงฆ์ในต่างจังหวัด

พระองค์ทรงตระหนักด้วยพระปรีชาญาณว่า “การศึกษาจะเจริญไปไม่ได้ก่อน กว่าจะจัดการปกครองให้เรียบร้อยเสียก่อน” เพราะการศึกษาต้องอาศัยวัดและพระ หากพระยังไร้ระเบียบ การศึกษาก็ไม่อาจตั้งมั่นได้ พระดำรินี้จึงถูกทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กลายเป็นจุดกำเนิดของการจัดระเบียบครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สงฆ์ไทย

กำเนิด พ.ร.บ. ร.ศ. ๑๒๑: การรวบอำนาจสู่ศูนย์กลาง วันที่ ๑๖ มิถุนายน ร.ศ. ๑๒๑ (พ.ศ. ๒๔๔๕) หน้าประวัติศาสตร์ต้องจารึกเมื่อมีการประกาศใช้ “พระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑” นับเป็นกฎหมายฉบับแรกที่รวบรวมอำนาจการปกครองสงฆ์ที่เคยกระจัดกระจายให้เข้ามาสู่ศูนย์กลาง

ภาพการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดคือ การเกิดขึ้นของ “มหาเถรสมาคม” ชุดแรก ซึ่งประกอบด้วยเจ้าคณะใหญ่และเจ้าคณะรองรวม ๘ รูป เพื่อเป็นที่ปรึกษาในการปกครองสังฆมณฑล และที่สำคัญคือการวางโครงสร้างสายการบังคับบัญชาที่ลดหลั่นกันอย่างเป็นระบบ จากส่วนกลางสู่ภูมิภาค ได้แก่ เจ้าคณะมณฑล, เจ้าคณะเมือง (จังหวัด), เจ้าคณะแขวง (อำเภอ) และเจ้าอาวาส บรรดาพระเถระที่เคยออกไปเป็น “ผู้อำนวยการศึกษา” จึงถูกเปลี่ยนบทบาทให้เป็น “เจ้าคณะมณฑล” ผู้มีอำนาจปกครองดูแลพระสงฆ์อย่างเต็มตัว

จาก “คฤหัสถ์ครองพระ” สู่ “พระปกครองพระ” แม้จะมี พ.ร.บ. แล้ว แต่ในช่วงแรก อำนาจการสั่งการสูงสุดก็ยังคงอยู่ที่กระทรวงธรรมการ (ฝ่ายฆราวาส) จนกระทั่งล่วงเข้าสู่รัชสมัยรัชกาลที่ ๖ สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ซึ่งขณะนั้นทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ได้ทรงมีลายพระหัตถ์ไปยังเจ้ากระทรวงธรรมการ โดยทรงชี้ให้เห็นความจริงที่เจ็บปวดว่า

“…มิอาจว่าพระให้เรียบร้อยได้ เพราะไม่ได้เป็นพระด้วยกัน ไม่มีความรู้ในฝ่ายพระทั่วถึง… ผลที่มีก็คือ ความเสื่อมทรามของพระสงฆ์อันค่อยเป็นไปโดยลำดับ…”

ด้วยเหตุผลอันหนักแน่นนี้ ในปี พ.ศ. ๒๔๕๕ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงตัดสินพระทัยมอบอำนาจการบัญชาการคณะสงฆ์ถวายแด่สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ให้ทรงว่าการอย่างสิทธิ์ขาด

บทสรุป: รุ่งอรุณแห่งอิสรภาพ เหตุการณ์นี้ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากยุคที่ฆราวาสเป็นผู้บงการพระ มาสู่ยุคที่ “พระปกครองพระ” หรือการที่คณะสงฆ์ปกครองกันเองตามพระธรรมวินัยอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรก สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส จึงทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์แรกที่มิได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ แต่ทรงอำนาจในการบริหารจัดการ เพื่อสร้างความเป็นปึกแผ่นและเกียรติภูมิให้แก่คณะสงฆ์ไทยสืบมาจนถึงปัจจุบัน

——————————————————————————–

เรียบเรียงข้อมูลจากหนังสือ: การพัฒนาสยามประเทศ (ที่ระลึกงานฉลองพระเกียรติคุณ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส)

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *