ธรรมศึกษา: การขยายโอกาสทางธรรมสู่ฆราวาส
บทนำ: กำแพงวัดที่เปิดออก
หากย้อนกลับไปในช่วงแรกเริ่มของการปฏิรูปการศึกษาคณะสงฆ์ในสมัยรัชกาลที่ ๖ เมื่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงริเริ่มหลักสูตร “นักธรรม” ขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๕๖ ภาพที่เราเห็นคือความตื่นตัวภายในวงล้อมของกำแพงวัด พระภิกษุสามเณรต่างพากันศึกษาพระธรรมวินัยภาษาไทยอย่างขะมักเขม้น เพื่อสร้างมาตรฐานความรู้ให้สมกับสมณเพศ แต่ในขณะนั้น “ธรรมะ” ที่เป็นระบบระเบียบเช่นนี้ ยังคงจำกัดวงอยู่เพียงผู้ครองผ้ากาสาวพัสตร์เท่านั้น ฆราวาสญาติโยมภายนอกยังคงเรียนรู้ศาสนาผ่านการฟังเทศน์ตามประเพณีดั้งเดิม
จุดเปลี่ยนแห่งยุคสมัย: เมื่อ “ครู” ต้องการ “ธรรม”
กาลเวลาล่วงเลยมาถึงยุคสมัยของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า (ผู้ทรงดำรงตำแหน่งสืบต่อจากสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ) คณะสงฆ์ได้เล็งเห็นความจริงประการหนึ่งว่า หลักสูตรนักธรรมที่เข้มข้นนั้น มิได้มีประโยชน์แต่เพียงผู้ทรงศีล แต่กลับเป็นขุมทรัพย์ทางปัญญาที่ล้ำค่าสำหรับฆราวาสด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ “ข้าราชการครู” ผู้ทำหน้าที่เป็นแม่พิมพ์ของชาติ
แนวคิดริเริ่มในการ “เปิดประตูวัด” ทางวิชาการจึงเกิดขึ้น คณะสงฆ์ได้มีมติอนุญาตให้ครูทั้งชายและหญิง มีสิทธิ์เดินเข้าสู่สนามสอบหลวง เพื่อวัดความรู้ทางธรรมเช่นเดียวกับพระสงฆ์ นี่คือรุ่งอรุณใหม่ที่แสงแห่งธรรมเริ่มสาดส่องเข้าสู่ระบบข้าราชการและประชาชนทั่วไปอย่างเป็นรูปธรรม
กำเนิด “ธรรมศึกษา”: หลักสูตรเพื่อการครองเรือน
เพื่อให้เนื้อหาเหมาะสมกับวิถีชีวิตของผู้ครองเรือน คณะสงฆ์มิได้หยิบยื่นหลักสูตรของพระให้ฆราวาสเรียนทั้งดุ้น แต่ได้ทำการปรับเปลี่ยนองค์ประกอบอย่างชาญฉลาด โดยคงวิชาแกนหลักไว้ แต่ในส่วนของวิชาวินัยสงฆ์ที่เคร่งครัด ได้ถูกถอดออกและแทนที่ด้วย “เบญจศีล เบญจธรรม และอุโบสถศีล” ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติที่จำเป็นสำหรับการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติสุข หลักสูตรใหม่นี้ได้รับการขนานนามว่า “หลักสูตรธรรมศึกษา”
ไทม์ไลน์แห่งความสำเร็จ: จากตรี สู่โท และเอก
ภาพความสำเร็จของการขยายโอกาสทางธรรม ค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้นเป็นลำดับขั้น ดั่งต้นไม้ที่ค่อยๆ แผ่กิ่งก้านสาขา
- พ.ศ. ๒๔๗๒: ปีแห่งประวัติศาสตร์ เมื่อสนามสอบ “ธรรมศึกษาชั้นตรี” เปิดต้อนรับฆราวาสเป็นครั้งแรก
- พ.ศ. ๒๔๗๓: เพียงหนึ่งปีให้หลัง ความกระตือรือร้นของผู้ใฝ่รู้ผลักดันให้เกิดการสอบ “ธรรมศึกษาชั้นโท” ตามมาติด ๆ
- พ.ศ. ๒๔๗๘: โครงสร้างการศึกษาธรรมสำหรับฆราวาสเสร็จสมบูรณ์ เมื่อมีการเปิดสอบ “ธรรมศึกษาชั้นเอก”
ภาพของชายหญิง นุ่งผ้าม่วงโจงกระเบนหรือสวมชุดราชการ เดินถือตำราเข้าสนามสอบเคียงคู่ไปกับบรรยากาศการเรียนรู้ของสงฆ์ กลายเป็นภาพสะท้อนความเจริญงอกงามทางปัญญาของยุคสมัยนั้น
บทสรุป: มรดกธรรมที่ไร้พรมแดน
จากจุดเริ่มต้นที่มุ่งเน้นกลุ่มข้าราชการครู กระแสธารแห่งธรรมศึกษาได้ไหลบ่าไปสู่ประชาชนทุกหมู่เหล่า วิสัยทัศน์ในการ “ปรับธรรมะให้เข้ากับคน” โดยไม่ทิ้งหลักการเดิม ส่งผลให้ในปัจจุบันมีนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนนับแสนคน สมัครเข้าสอบธรรมศึกษาในแต่ละปี
การขยายโอกาสจาก “นักธรรม” ของพระ สู่ “ธรรมศึกษา” ของฆราวาส จึงมิใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงระบบการสอบ แต่คือการปลูกฝังรากแก้วแห่งจริยธรรมให้หยั่งลึกลงในจิตใจของคนในชาติ เพื่อสร้างศาสนทายาทที่มีคุณภาพ และพลเมืองที่ดีให้แก่แผ่นดินสืบไป

