ตำราพระพุทธศาสนาอมตะ: นวโกวาทและวินัยมุข คัมภีร์ที่พลิกโฉมการเรียนรู้ของสงฆ์ไทย
ยุคสมัยแห่งกำแพงภาษา
หากย้อนกลับไปมองบรรยากาศการศึกษาในวัดวาอารามของไทยเมื่อร้อยกว่าปีก่อน เราจะพบความจริงที่น่าตกใจประการหนึ่ง คือ พระภิกษุสามเณรส่วนใหญ่ในสมัยนั้นแทบจะไม่มีความรู้เรื่องพระวินัยหรือกฎระเบียบของสงฆ์อย่างลึกซึ้งเลย สาเหตุสำคัญมิใช่เพราะท่านเกียจคร้าน แต่เป็นเพราะ “กำแพงภาษา” ที่ขวางกั้น คัมภีร์พระธรรมวินัยดั้งเดิมล้วนบันทึกด้วยภาษาบาลีอันเคร่งขรึม ผู้ที่จะล่วงรู้ความหมายได้มีเพียงผู้เชี่ยวชาญภาษาบาลีเท่านั้น ส่วนพระลูกวัดทั่วไปได้แต่ปฏิบัติตามๆ กันมาตามประเพณีโดยขาดความเข้าใจที่ถ่องแท้
ความพยายามครั้งแรกและอุปสรรคที่ยังคงอยู่
ในสมัยรัชกาลที่ ๔ พระอมราภิรักขิต (เกิด อมโร) แห่งวัดบรมนิวาส ได้พยายามทลายกำแพงนี้ด้วยการแต่งหนังสือ “บุพพสิกขาวรรณนา” ขึ้น นับเป็นตำราพระวินัยภาษาไทยเล่มแรกของสยาม แต่ทว่าด้วยสำนวนภาษาแบบโบราณและอัดแน่นไปด้วยศัพท์เทคนิคทางบาลี (คำอรรถ) ทำให้หนังสือเล่มนี้ยังคงเป็น “ยาขม” สำหรับพระบวชใหม่และผู้ที่มีพื้นฐานทางภาษาน้อย การเรียนรู้พระวินัยจึงยังคงเป็นเรื่องยากเข็ญและจำกัดวงอยู่เฉพาะกลุ่ม
“นวโกวาท”: คู่มือฉบับพกพาสำหรับผู้มาใหม่
ท่ามกลางปัญหานี้ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ทรงก้าวเข้ามาแก้ไขด้วยวิสัยทัศน์ที่ชาญฉลาด พระองค์ทรงตระหนักว่า พระนวกะ (ผู้บวชใหม่) ต้องการสิ่งที่ “รวบรัด เข้าใจง่าย และนำไปใช้ได้ทันที” พระองค์จึงทรงนิพนธ์หนังสือชื่อ “นวโกวาท” ขึ้น
หนังสือเล่มนี้เปรียบเสมือน “คู่มือการเอาตัวรอด” ในเพศบรรพชิต พระองค์ทรงย่อหัวใจของพระวินัยและหลักธรรมสำคัญ มาเรียบเรียงด้วยภาษาที่กระชับ ชัดเจน ตัดส่วนที่รุงรังออก เหลือเพียงแก่นที่จำเป็นต้องรู้เพื่อใช้ประพฤติปฏิบัติและรักษาตัวให้พ้นจากอาบัติ ความกะทัดรัดและเข้าใจง่ายนี้เอง ทำให้ “นวโกวาท” กลายเป็นหนังสือเล่มแรกที่พระอุปัชฌาย์ยื่นใส่มือพระใหม่ และยังคงครองตำแหน่ง “Best Seller” ของวงการสงฆ์มาจนถึงทุกวันนี้
“วินัยมุข”: ไขขานพระวินัยสู่ความกระจ่าง เมื่อมีคู่มือฉบับย่อแล้ว เพื่อให้เกิดความรู้ที่แตกฉาน สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ จึงทรงนิพนธ์ชุดตำราที่ยิ่งใหญ่ตามมา คือ “วินัยมุข” (ปากทางแห่งวินัย) จำนวน ๓ เล่มจบ เพื่อทำหน้าที่ขยายความข้อปฏิบัติอย่างละเอียดลออ
- เล่ม ๑: เจาะลึกสิกขาบทในพระปาติโมกข์ (ศีล ๒๒๗ ข้อ) อธิบายเหตุผลและข้อห้ามอย่างชัดเจน
- เล่ม ๒: ว่าด้วยอภิสมาจาร หรือมารยาทอันดีงามของพระสงฆ์
- เล่ม ๓: ว่าด้วยสังฆกรรม หรือพิธีกรรมต่างๆ ของสงฆ์
การมาถึงของ “วินัยมุข” เปรียบเสมือนการเปิดหน้าต่างให้แสงสว่างส่องเข้ามาในห้องมืด พระองค์ทรงเปลี่ยนเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย ทรงแก้ไขส่วนที่บกพร่องในตำราเก่าให้สมบูรณ์ และที่สำคัญคือ ทรงทำให้พระภิกษุสามเณรทั่วไปสามารถเข้าถึงแก่นแท้ของพระวินัยได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องรอพึ่งพาแต่ผู้รู้ภาษาบาลีเพียงอย่างเดียว
บทสรุป: มรดกทางปัญญาที่ไม่มีวันตาย
ตำราทั้งสองเรื่องนี้ มิได้เป็นเพียงหนังสือเรียนที่ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่คือ “นวัตกรรมทางปัญญา” ที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงสร้างขึ้นเพื่อวางรากฐานการศึกษาของคณะสงฆ์ไทยให้มั่นคง การที่หนังสือ “นวโกวาท” และ “วินัยมุข” ยังคงถูกใช้เป็นตำราหลักในหลักสูตรนักธรรมทั่วประเทศมานานกว่าศตวรรษ เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงคุณค่าความอมตะ และพระอัจฉริยภาพในการถ่ายทอดธรรมะที่ “ทันสมัย” อยู่เสมอ ไม่ว่าจะผ่านกาลเวลาไปนานเพียงใด
เรียบเรียงข้อมูลจากหนังสือ: การพัฒนาสยามประเทศ (ที่ระลึกงานฉลองพระเกียรติคุณ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส)

